ชลน่าน ศรีแก้ว แสดงความเห็นสนับสนุนหลักการร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย แต่เสนอให้กรรมาธิการทบทวนรายละเอียดอย่างรอบคอบเพื่อให้มั่นใจว่ากฎหมายใหม่จะดีกว่าของเดิม โดยเน้นการกำหนดสถานะผู้ริเริ่มชัดเจน การสนับสนุนจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการใช้งบประมาณและขั้นตอนการเสนอร่างกฎหมายอย่างโปร่งใส เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยโดยตรงและประโยชน์ของประชาชนสูงสุด
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงที่ให้โอกาสได้อภิปราย ในวาระรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย หรือร่างพระราชบัญญัติ การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. …. ต้องขออภัยที่ผมใช้คำว่า ว่าด้วยการ ที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอ ผมดูในหลักการ เหตุผล และสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติแล้ว ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นการปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่แล้ว กฎหมายที่มีอยู่แล้วว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ปี ๒๕๕๖ ที่ออกตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านก็อ้างในเหตุผล ผมเห็นด้วยในหลักการ เห็นด้วยกับเหตุผลที่อ้างถึง แต่ประเด็นที่ผมขออนุญาตท่านประธานด้วยความเคารพ ฝากไปยังคณะกรรมาธิการ ผมเชื่อมั่นว่าสภาเราตั้งกรรมาธิการไปพิจารณารายมาตรา ในวาระที่ ๒ ประเด็นที่ขออนุญาตท่านประธานดูในรายละเอียด ซึ่งขออนุญาตว่าข้อมูลที่ ได้รับจากสำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่ทำประกอบให้กับสมาชิก มีรายละเอียดมาก ครบถ้วน มีผลการศึกษา มีข้อเปรียบเทียบระหว่างประเทศด้วย มีบทวิเคราะห์ที่แยกให้เห็นอย่างชัดเจนเรื่องของเหตุผลและความจำเป็นที่เสนอเป็น ร่างพระราชบัญญัติในที่ประชุมร่วมที่อ้างเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ ผมข้ามเรื่องนี้ไป เป็นเหตุผลและความจำเป็นในการเสนอร่างพระราชบัญญัติ แล้วก็สาระสำคัญ ที่จัดทำมาให้สมาชิกดูมีทั้งหมด ๑๓ ข้อ ว่าไปตามบทบัญญัติของร่างพระราชบัญญัติ ๑๓ ข้อ ข้อ ๑๓ ว่าด้วยบทเฉพาะกาล ในเรื่องที่ ๔ ก็คือประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ กฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายปรับปรุง ปรับปรุงเสร็จแล้วได้กฎหมายใหม่ กฎหมายเก่าก็ยกเลิกไป ในหลักการ ในเหตุผล ท่านอ้างว่าเมื่อปรับปรุงแล้วกฎหมายต้องดีกว่าเดิม แล้วผมก็เชื่อมั่นว่า ต้องดีกว่าเดิมเมื่อผ่านการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการของเรา ในวาระที่ ๒ และวาระที่ ๓ ที่เราจะมาอนุมัติกฎหมาย เพราะว่าตัวร่างเองเท่าที่ดูผมเห็นหลายเรื่องที่ไม่น่าจะดีกว่าเดิม ไม่น่าจะดีกว่าเดิมนะครับ แล้วอยากเสนอฝากไปยังกรรมาธิการ ในประเด็นต่าง ๆ ที่ผมได้ดู รายละเอียดมา ถ้ามีสมาชิกอภิปรายไปแล้วผมก็จะขออนุญาตข้ามไปนะครับ
เรื่องที่ ๑ ผู้ริเริ่มเสนอกฎหมาย กฎหมายเดิมใช้คำว่าผู้ริเริ่มหรือผู้เริ่มการณ์ แต่ว่าเขียนผู้ริเริ่มมีนิยามชัดเจนว่าผู้ริเริ่มคือใคร กฎหมายใหม่ไม่มีผู้ริเริ่ม แต่เขียนว่ามี ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีความประสงค์จะเสนอกฎหมายก็ให้เสนอมา ๒๐ คน แล้วเรียก ๒๐ คน ที่เข้าชื่อเสนอมาว่าเป็นผู้เชิญชวน ถ้าเข้าสู่กระบวนการที่จะเชิญชวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตามจำนวน เช่นกฎหมายทั่วไป ตามหมวด ๓ และหมวด ๕ สมาชิกพูดไปเยอะมาก หมวด ๓ และหมวด ๕ เท่านั้นว่าด้วยสิทธิของพี่น้องประชาชน ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ ตรงนี้ก็ฝากกรรมาธิการไปว่ากฎหมายเดิมเรา หมวด ๓ หมวด ๕ ได้ ๓ เรื่อง หน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ถ้ารัฐสภาแห่งนี้เห็นว่า ขยายขอบเขตให้พี่น้องประชาชนสามารถเสนอกฎหมายเกี่ยวกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่จะกระทบเขาได้ แนวนโยบายแห่งรัฐ ผมตัดคำว่า พื้นฐาน ออก สามารถเสนอเป็นกฎหมาย ได้ก็ก่อประโยชน์ครับ เป็นการสร้างมิติการมีส่วนร่วมทางการเมืองทางตรงของ ภาคประชาชน อันนี้กรรมาธิการสามารถไปปรับแก้ได้ให้สอดคล้องและเหมาะสม ให้ขอบเขต กว้างขึ้น ตรงนี้แคบนะครับ ผู้ริเริ่มตรงนี้เป็นผู้เชิญชวน ผมเองเสนอฝากกรรมาธิการว่า ถ้าสถานะผู้เชิญชวนมีตัวตนที่ชัดเจน ผมยกตัวอย่างครับ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๒๐ คนต้องการ เสนอกฎหมาย มาแจ้งต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่เราเขียนขึ้นมารองรับ ในการช่วยเหลือผู้มีสิทธิเสนอกฎหมาย มีหน่วยงานของรัฐเข้าไปช่วยเหลือก็คือสำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มยกร่างเลย ตัวร่างพระราชบัญญัติทำได้ ถ้าอยากให้ยกร่างให้ ช่วยเหลือในการที่จะรวบรวมรายชื่อของผู้มีสิทธิให้ ทำกระบวนการให้เสร็จ แล้วก็บอกเขา เขาเองเมื่อได้ร่างทั้งหมดแล้วก็เสนอต่อท่านประธานพร้อมรายละเอียดที่เขียน บันทึกร่างพระราชบัญญัติ บันทึกหลักการ บันทึกเหตุผล บันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญ แต่ตรงที่เขียนว่าบันทึกสาระสำคัญ จะมีการวิเคราะห์หรือไม่มีการวิเคราะห์นั้นกรรมาธิการ เข้าไปดู ประเด็นตรงนี้ต้องระบุตัวแทนไปด้วยอย่างน้อย ๒๐-๓๐ คน เพื่ออะไรครับ เพื่อประสานงาน เช่นเป็นกรรมาธิการหรือการติดต่อประสานงานในกรณีถ้ามีปัญหา ผู้เริ่มการณ์ตรงนี้กฎหมายเดิมเขียนไว้ชัด ผมอยากให้กรรมาธิการไปดูว่าผู้เริ่มการณ์จะเขียน เป็นผู้เชิญชวนหรือไม่ ผมไม่เห็นด้วยกับการเขียนเป็นผู้เชิญชวน ผมอยากให้กลับไปใช้เป็น ผู้ริเริ่ม ผู้ก่อการ ผู้ริเริ่มแต่แรกนิยามลงไปให้ชัด คนเหล่านี้จะได้รับความน่าเชื่อถือมากขึ้น ถ้ามีองค์กรรองรับ เสมือนเขามาขึ้นทะเบียน เช่นมายื่นความจำนงต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ท่านประธานเพียงแต่ให้คำรับรองว่านี่คือผู้เริ่มการณ์ กรณีเชิญชวน ถ้าคุณไม่ให้สภาผู้แทนราษฎร เชิญชวนให้ คุณไปเชิญชวนเอง คุณสามารถใช้สถานะตรงนี้ได้เต็มที่ ผู้คนก็เชื่อถือใช่ไหมครับ คนก็มาลงชื่อด้วยความเต็มใจ อันนี้คือผู้เริ่มการณ์ การเชิญชวนตรงนี้เขียนไม่ดี ขอบเขต กว้างขวางขึ้น เชิญชวนโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หรือตัวเขาเองไปเชิญชวน แต่ประเด็นหนึ่งในการเชิญชวน กฎหมายเดิมที่เรามีอยู่เราขอให้เขามีโอกาสได้ใช้งบประมาณ จากรัฐได้ จากกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง แต่อันใหม่ไม่มี เพียงแต่มีสมมุติฐานว่าถ้าให้ หน่วยงานของรัฐไปช่วยแล้วคุณก็ไม่ต้องมีงบประมาณ ถ้าเขาต้องการเชิญชวนเองเขาต้องใช้ งบประมาณนะครับ หรือถ้ากรรมาธิการไปแก้ไขทางเลือกว่าไม่จำเป็นต้องมาแจ้งที่สำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก่อน ไม่ต้องแจ้งท่านประธานสภาก่อน คุณไปเริ่มการณ์ เป็นทางเลือกมาเลย รวบรวมมาได้เลย ๑๐,๐๐๐ ชื่อพร้อมร่าง บันทึกเหตุผลทั้งหมด ครบถ้วนเสนอตั้งเข้ามา ตัดขั้นตอนอื่นออกไปทำได้ไหม ถ้าเขาสามารถทำได้แล้วทำไม จะทำไม่ได้ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นวิธีการต้องไปดู กรรมาธิการต้องไปดู เพราะต้องเปิดกว้าง ต้องเปิดกว้างให้เขาเข้าถึงให้มากที่สุดที่จะเป็นไปได้ อันนี้ขอฝากท่านประธานไปยัง กรรมาธิการด้วยความเคารพครับ
ผมยังมีอีกหลายประเด็นแต่ว่าเกรงใจท่านประธานให้เวลาผมแค่นี้ ผมเป็นคน พูดยาว พูดสั้นไม่ค่อยเป็น แต่ขออนุญาตสรุปว่าเห็นด้วยกับหลักการและเหตุผล แต่ขอให้ไป ดูในประเด็นรายละเอียดว่าอะไรจะเกิดประโยชน์กับผู้มีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมกับประชาธิปไตย แบบทางตรงให้มากที่สุด กฎหมายที่เขาเสนอมาแล้ว ร่างที่เขาเสนอมาแล้วเขียนรองรับไว้ดี เช่นมีการหมดวาระ ยุบสภา อะไรต่าง ๆ ก็สามารถดำรงคงอยู่ถ้าเขายังยืนยัน อันนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก ที่เขียนไว้ นี่เป็นความก้าวหน้า ด้วยความเคารพครับท่านประธาน เห็นชอบกับหลักการ และเหตุผล ฝากกรรมาธิการไปดูในประเด็นที่ผมกล่าวไปแล้ว กราบขอบพระคุณครับ