เลิศรัตน์ รัตนวานิช อภิปรายเรื่องร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย โดยสนับสนุนกฎหมายดังกล่าวและเสนอแนะการปรับปรุงให้ง่ายเข้าใจและเหมาะสม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขกฎหมายปี 2556 ที่ใช้ประกอบกับรัฐธรรมนูญปี 2550 เพื่อให้ประชาชนสามารถเสนอกฎหมายตามหมวด 3 และ 5 ได้
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ขออนุญาตอภิปรายในร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอมา ในภาพรวมก็สนับสนุนเหมือนกับท่านผู้อภิปรายที่ผ่านมาว่า กฎหมายฉบับนี้น่าจะเป็นประโยชน์ แล้วก็เป็นพัฒนาการจากฉบับปี ๒๕๕๖ ในหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการที่มีกลไกจะช่วยประชาชนริเริ่มในการเสนอกฎหมาย แล้วก็มี ขั้นตอนต่าง ๆ ที่กำหนดให้การดำเนินการสนับสนุนภาคประชาชนของสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรนั้นมีความสมบูรณ์ ซึ่งจะช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายของภาคประชาชน ผมมีข้อคิดเห็นอยู่ ๒-๓ ประเด็น
ประเด็นแรกอยู่ในมาตรา ๑๒ วรรคสี่ ซึ่งก็เป็นประเด็นที่หลายท่านได้พูดถึง คือถ้าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวด้วยการเงินแล้วจะต้องเสนอไปที่นายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ถ้ารับรองก็ดำเนินการต่อไป ถ้าไม่รับรอง ก็คือจบ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนอะไรเพิ่มเติมจากนั้น แต่ผมได้ดูในข้อ ๑๑๔ วรรคสอง ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ คือฉบับปัจจุบันนี้ ในข้อนี้ได้กำหนดว่า ถ้ากฎหมายที่ ส.ส. เสนอเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงินส่งไปที่นายกรัฐมนตรี ถ้านายกรัฐมนตรี ไม่ได้ตอบเห็นชอบมาภายใน ๓๐ วัน ผมขีดเส้นใต้ ๓๐ วัน ก็ให้ถือว่าตกไป ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้ ๙๐ วัน ผมกลับมองในมุมตรงกันข้าม ผู้เสนอจะเป็น ๑๐,๐๐๐ กว่าคน หรือจะเป็น ส.ส. ๕๐ คน อันนั้นไม่ใช่ประเด็นที่ทางนายกรัฐมนตรี ท่านจะมาดูว่าใช้เวลามากน้อย สิ่งที่ท่านดูก็คือเนื้อหาของกฎหมาย ถ้าเนื้อหาที่เห็นว่า ไม่เหมาะสมไม่ให้ความเห็นชอบกลับมาก็ถือว่าตกไป เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าน่าจะใช้ ๓๐ วันเช่นเดียวกับข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรฉบับปัจจุบัน
อีกประเด็นหนึ่งในเรื่องของคำพูด ในมาตรา ๑๐ พูดถึงกรณีที่เป็นการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติ ธรรมดาต้องมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ คน ถ้าไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ คนเมื่อครบ ๑ ปีก็จะตกไป แต่พอท่านมาร่างในมาตรา ๑๖ วรรคสาม ผมคิดว่าคำพูดที่ใช้นั้นอาจจะดูแล้วเข้าใจยากแล้วก็ไม่ค่อยเป็นภาษา มาตรา ๑๖ วรรคสาม ท่านเขียนไว้ในส่วนที่เกี่ยวกับจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ตามมาตรา ๑๐ ต้องมีจำนวนไม่ถึง ๕๐,๐๐๐ คน ลองอ่านดูสิครับ ต้องมี จำนวนไม่ถึง ๕๐,๐๐๐ คน อ่านแล้วไม่ค่อยจะเป็นภาษาไทยก็น่าจะปรับตรงนี้ อาจจะเขียนว่า ปรับเป็นจำนวนไม่ถึง ๕๐,๐๐๐ คน เพราะของเดิมนั้นจำนวนไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ คน แต่ถ้าเป็น ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องใช้ ๕๐,๐๐๐ คน ถ้าไม่ถึง ๕๐,๐๐๐ คน ก็จะตกไป ถ้าหาไม่ครบภายในระยะเวลา ๑ ปี กับในวรรคสี่ของมาตรา ๑๖ เช่นเดียวกัน ในส่วนที่เกี่ยวกับรายชื่อของผู้เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง ให้เสนอได้ไม่เกิน ๑๐ คน ผมก็ไม่เข้าใจว่าผู้ร่างเอาตัวเลข ๑๐ คนนี้มาจากไหน เพราะถ้ากลับไปดูในมาตรา ๑๑ ที่เป็นการเสนอร่างพระราชบัญญัติ ทั่วไป ตามหมวด ๓ และหมวด ๕ นั้นใช้ ๒๐-๓๐ คน ในขณะที่ผู้เสนอมี ๑๐,๐๐๐ คน ให้มีตัวแทนได้ ๒๐-๓๐ คน พอเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญซึ่งใช้ ผู้เสนอกว่า ๕๐,๐๐๐ คน กลับลดให้เหลือผู้แทนเพียง ๑๐ คน ก็ฝากช่วยดูตรงนี้ด้วยครับ
ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียนเป็นข้อสังเกต คือกฎหมาย ปี ๒๕๕๖ ซึ่งใช้ประกอบกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ตอนนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีหมวด ๓ สิทธิ และเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ แล้วก็ไปหมวด ๖ รัฐสภา แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้เพิ่มอีก ๑ หมวด คือเปลี่ยนหมวด ๕ จากแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ มาเป็นหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ หมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งมี ๑๕ มาตรา ในรัฐธรรมนูญ พอไปถึงมาตรา ๑๓๓ (๓) บอกว่าประชาชนไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ คน เสนอกฎหมายตามหมวด ๓ และหมวด ๕ ได้ อันนี้เป็นคำพูดที่ลอกมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คือหมวด ๓ และหมวด ๕ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หมวด ๓ เขารวมหน้าที่ ของรัฐกับแนวนโยบายแห่งรัฐไว้ด้วยกัน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แยกออกมา ๑๕ มาตรา มาตรา ๖๔ ถึงมาตรา ๗๘ เป็นแนวนโยบายแห่งรัฐ ก็แปลว่าประชาชนไม่สามารถจะเสนอ กฎหมาย ไม่สามารถจะลงชื่อเสนอกฎหมาย เพื่อเป็นไปตามมาตราต่าง ๆ ในแนวนโยบาย แห่งรัฐได้ ก็ฝากผู้ที่จะเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญด้วยนะครับ ถ้าท่านอยากจะแก้ไข ท่านอยากจะเพิ่มเติมหมวด ๖ ให้เหมือนกับร่างของปี ๒๕๕๐ ซึ่งมา เป็นร่างกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ปี ๒๕๕๖ นั้น สามารถเสนอกฎหมาย เกี่ยวกับแนวนโยบายแห่งรัฐได้ แต่ในฉบับปัจจุบันนี้จะเสนอไม่ได้ เนื่องจากหมวด ๖ ถูกแยกออกมาจากหมวด ๕ และไม่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ กราบขอบพระคุณครับ