วัลลภ ตังคณานุรักษ์ แสดงความเห็นสนับสนุนหลักการร่างกฎหมายเพื่อประชาชน แต่ตั้งคำถามและข้อสังเกตหลายประการเกี่ยวกับกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่ยังไม่รอบด้าน โดยเฉพาะการพึ่งพาเว็บไซต์เพียงช่องทางเดียว ซึ่งขัดกับหลักการรัฐธรรมนูญ พร้อมตั้งข้อสงสัยถึงความขัดแย้งในการไม่มีตัวแทนประชาชนในกรรมาธิการพิจารณากฎหมายที่อ้างว่าเพื่อประชาชน และเรียกร้องให้ชี้แจงแนวทางการจัดลำดับความสำคัญของร่างกฎหมายจากประชาชน รวมถึงผลักดันกฎหมายลูกให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ 6 เดือน เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าต่อกระบวนการนิติบัญญัติ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมตั้งใจที่จะวิเคราะห์ วิจารณ์กฎหมายฉบับนี้มาเป็นเวลาหลายวันแล้ว กระผมว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมาย ฉบับหนึ่งที่ออกแบบมาเพื่อประชาชนตามที่เขาจะมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นโดยหลักการ โดยเหตุผลของกฎหมายฉบับนี้กระผมรับได้ ไม่มีอะไรที่จะปฏิเสธเลย เพียงแต่กระผม มีคำถาม ๓-๔ ประการ ที่อยากจะถามท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้
คำถามประการที่ ๑ เท่าที่กระผมได้ติดตามการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยขั้นตอนแรกมาจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไปประกบกับคณะกรรมการ ปฏิรูปประเทศด้านการเมือง หลังจากนั้นเข้าไปสู่กฤษฎีกา ออกแบบเรียบร้อยภายใต้การฟัง หน่วยงานหลัก ๔ หน่วยงาน ก็คือ ๑. ฟังจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ๒. ฟังจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ๓. ฟังจากสำนักงานคณะกรรมการ ปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย ๔. ฟังจากสถาบันพระปกเกล้า ในการฟังจาก ๔ หน่วยงานนี้ท่าน ก็เอาไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ วรรค สอง ตรงนี้เป็นความในใจจริง ๆ อยู่ในสภามาก็หลายสมัย ท่านสมาชิกก็อยู่มาหลายสมัย เรามี ความรู้สึกว่าการไปรับฟังประชาชนนี่เป็นประเด็นปัญหาจริง ๆ ถ้าเราดูสาระทั้งหมด จะเห็นว่าไปรับฟังโดยการเปิดเว็บไซต์ (Website) ของกฤษฎีกาเป็นเวลา ๑๕ วัน ใช้ได้ หรือครับ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดเจนว่าต้องรอบด้านและเป็นระบบ รอบด้านตรงไหน จริงอยู่ภาระการศึกษาเป็นหน้าที่ของประชาชน กระผมไม่เถียง แต่ไม่รอบด้านครับ กฎหมาย หลายฉบับที่ผ่านเข้าสู่สภาลักษณะนี้แทบทั้งสิ้นรับฟังผ่านเว็บไซต์ (Website) หน่วยงาน ผมถามว่าประชาชนเขาจะดูหรือ เว็บไซต์ (Website) กระทรวงวัฒนธรรม เว็บไซต์ (Website) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เว็บไซต์ (Website) กระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นคนเสนอกฎหมายโดยผ่านกลไกของสภาเข้ามาสู่สภา แล้วก็บอกว่ารับฟัง รับฟัง และรับฟัง พบว่ามีคนฟังนิดเดียว แล้วก็จะเป็นคำตอบสำคัญได้หรือ นี่เป็นประการที่ ๑ ที่ผมคิดว่าอาจจะต้องช่วยชี้แจงแถลงไขให้ชัดเจน เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้ในมาตรา ๑๓ ก็พูดชัดว่าร่างที่ประชาชนยกร่างขึ้นมาจะต้องรับฟังอย่างรอบด้านและเป็นระบบ
คำถามประการที่ ๒ กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายเพื่อประชาชน ผมกำลังรอฟัง ว่าหลังจากสภาลงมติรับหลักการภายในสภาแห่งนี้แล้วจะมีชื่อประชาชนอยู่ในกรรมาธิการ กี่คน ผมเชื่อว่าไม่มี ถ้าไม่มีจะเป็นกฎหมายเพื่อประชาชนได้อย่างไร เมื่อจุดตั้งต้นหลัง รับหลักการแล้วกรรมาธิการไม่ได้มีประชาชนอยู่เลย มีแต่ตัวแทนของประชาชน ก็คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา อาจจะมีมาจากทาง ครม. อีกส่วนหนึ่งที่ผม อยากจะตั้งคำถามว่าเมื่อจุดเริ่มของการมีกฎหมายเพื่อประชาชน ไฉนจึงไม่มีตัวแทนประชาชน อยู่ในกฎหมายฉบับนี้
คำถามประการที่ ๓ อาจจะเป็นคำถามเชิงคลาสสิก (Classic) สักเล็กน้อย ถ้าเราดูมาตรา ๑๒ วรรคสี่ เผอิญท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ ท่านพูดไปแล้ว อาจจะใกล้เคียงกัน เล็กน้อย ท่านบอกถ้าเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงินนี่ต้องนายกรัฐมนตรีพิจารณา ให้คำรับรอง ประเด็นนั้นผมไม่อภิปรายซ้ำว่าเป็นจุดสกัดจุดแรกที่สำคัญ แต่เอาเถอะ ถ้าเราเทียบเคียงว่า บังเอิญในกฎหมายที่ประชาชนจะยกร่างได้ทำได้เฉพาะหมวด ๓ เรื่องสิทธิและเสรีภาพ แล้วก็หมวด ๕ ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ แล้วก็หน้าที่ของรัฐธรรมนูญ และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ต้องไปทำการรับฟังประชาชนด้วย อันนี้คือรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖ บัญญัติไว้ หรือประชาชนทำอยู่ในกรอบหมวด ๓ กับหมวด ๕ เท่านั้น แต่ขณะเดียวกัน ถ้าหากว่ากฎหมายฉบับนั้นไม่ได้เป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน แต่เป็นกฎหมาย ปฏิรูปประเทศจะทำอย่างไรครับ ต้องเรียนถามท่านรองนายกรัฐมนตรีจริง ๆ เพราะในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ วรรคสาม เขียนว่าร่างพระราชบัญญัติใดที่คณะรัฐมนตรี เห็นว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่ตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด ๑๖ ของการปฏิรูปประเทศ นั่นหมายความว่าต้องเข้า ครม. ก่อน แล้วบังเอิญ ครม. บอกเป็นเรื่องปฏิรูป แล้วขั้นตอน จะไปอย่างไรล่ะครับ กฎหมายภาคประชาชนจะตกเลยหรือเปล่า เพราะว่าไม่ได้เป็นไปตาม หมวด ๓ ไม่ได้เป็นไปตามหมวด ๕ แต่ก็เฉี่ยว ๆ อาจจะพูดเรื่องสิทธิเสรีภาพ แต่ไปพัน การปฏิรูปท่านจะทำอย่างไร เป็นทั้งสิทธิด้วย เป็นทั้งปฏิรูปด้วยเราจะทำอย่างไรกับกฎหมาย ประชาชน
คำถามประการที่ ๔ ปกติผมเห็นว่าการจัดลำดับของกฎหมายเข้าสู่สภา ต้องผ่านสภาล่างก่อนแล้วค่อยไปสภาบน คือผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้วไปสู่วุฒิสภา ผมอยากจะเห็นการกำหนดกรอบที่ชัดเจนว่าถ้าร่างใดเป็นร่างที่มาจากประชาชน ควรจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนในการบรรจุเข้าเป็นระเบียบวาระ เพราะไม่เช่นนั้นจะมี วาระอื่นแทรกขึ้นมาก่อนเสมอ เท่าที่ผมมีประสบการณ์รับฟังจากสภาผู้แทนราษฎร อภิปราย กันมาเนือง ๆ จะถูกยกขึ้นมาแล้วร่างของประชาชนก็จะหล่นหายไป นี่ก็เป็นสิ่งที่อยากจะให้ มีการกำหนดว่าวาระที่เป็นร่างประชาชนนั้นควรจะเป็นร่างที่ได้รับการจัดลำดับพิจารณา ในวาระที่สำคัญอยู่ลำดับต้น ๆ
คำถามประการสุดท้าย ในกฎหมายฉบับนี้จะต้องทำกฎหมายลำดับรองอยู่ ๓ ฉบับด้วยกัน คือทำขึ้นตามมาตรา ๗ ทำขึ้นตามมาตรา ๘ วรรคสี่ และทำขึ้นตาม มาตรา ๑๒ ก็ล้วนแต่เป็นกฎหมายลำดับรอง ที่ออกเรื่องกฎระเบียบให้ประชาชนสามารถ มีส่วนได้กฎหมายที่เร็วขึ้นกำหนดไว้ว่าจะต้องทำให้เสร็จภายใน ๖ เดือน ผมเป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการติดตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติมาตลอด ๕ ปี ปัจจุบันก็เป็น ประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามมติของวุฒิสภา พบมาตลอดว่ากฎหมายลูกที่เคยบัญญัติ ในกฎหมายนี้สามารถดำเนินการตามกรอบเวลาที่วางไว้ ไม่เคยปรากฏตามนั้นเลย ล่าช้า บางฉบับ ๒ ปียังไม่เสร็จ ฉบับนี้ผมหวังว่า ๖ เดือนที่วางไว้นี้ท่านจะทำได้บรรลุตามนั้น ช่วยตอบให้ผมมั่นใจด้วยครับ ขอบคุณครับ