เสรี สุวรรณภานนท์ เสนอพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองมากขึ้น และเรียกร้องให้รัฐสภาเคารพและปฏิบัติตามเสียงประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยอมรับมติของประชาชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนที่จะนำไปสู่การเมืองที่ยุติธรรมและเป็นธรรม
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องกราบเรียนเช่นกันครับว่าร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ที่กำลังพิจารณาอยู่นี้เป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในบ้านเมือง มีส่วนร่วม ในทางการเมือง เนื่องจากในยุคที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองน้อย จะเห็นได้จากการมีส่วนร่วมของประชาชน จะให้ความสำคัญไปที่ช่วงเวลาที่ประชาชน ไปลงคะแนนเลือกตั้งเท่านั้น หลังจากนั้นแล้วก็เป็นหน้าที่ของนักการเมืองที่จะเข้ามาบริหาร ประเทศ เข้ามาดูแลพี่น้องประชาชน แต่การมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นแทบจะไม่มีเลย ดังนั้นในการปฏิรูปทางการเมืองตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ เรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ให้ความสำคัญ ให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในบ้านเมือง ในทางการเมืองมากขึ้น เพราะฉะนั้นในการที่จะมี พระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมายก็มีที่มาที่ไปจากการที่ต้องการจะให้ประชาชน มีส่วนร่วมในบ้านเมือง มีส่วนร่วมในทางการเมืองให้มากขึ้น การที่มีร่างพระราชบัญญัติ การเข้าชื่อเสนอกฎหมายแล้วสร้างกลไกกระบวนการให้ประชาชนสามารถเสนอกฎหมาย ได้สะดวกขึ้น ง่ายขึ้น ย่อมเป็นเรื่องที่ดี ถือได้ว่ารัฐบาลเองหรือรัฐสภาเราเองให้ความสำคัญ กับความคิดเห็น กับสิทธิของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ นี่คือสิ่งที่พึงจะเกิดขึ้น แต่สภาพปัญหาในบ้านเมืองเราในทางการเมืองเรามีมากครับ เราพยายามจะพัฒนาให้ ประชาชนมีส่วนร่วมให้มากขึ้นเท่าไร แต่ผลที่ออกมานั้นจะเห็นได้ว่าการให้ความสำคัญของ พี่น้องประชาชนนั้นมีน้อยไปทุกที เราพูดด้วยคำสวยหรูตลอดว่านี่คือเสียงของประชาชน นี่คือความต้องการของประชาชน ประชาชนได้ออกเสียงแล้ว มีมติแล้วต้องการอย่างนี้ เห็นอย่างนี้ ถือได้ว่าเป็นเสียงมหาชนที่ทุกคน รวมถึงนักการเมืองควรต้องเคารพและต้อง ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน
แต่สิ่งที่กระผมห่วงใยครับ กระผมพยายามสร้างหรืออยากเห็นการพัฒนา บ้านเมือง การพัฒนาการเมือง โดยใช้เสียงของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก เป็นเรื่องสำคัญ ในการที่จะตัดสินปัญหาบ้านเมือง แต่ในทางการเมืองเองจากสิ่งที่ปรากฏขึ้นในบ้านเมืองเรา เมื่อใดก็ตามที่เราต้องการจะอ้างความชอบธรรมเราก็จะอ้างเสียงของประชาชน แต่เมื่อใด ก็ตามที่เราไม่ต้องการเสียงของประชาชนเราก็จะกลับมาอ้างว่าประชาชนถูกหลอกบ้าง ประชาชนหลงทาง หลงแนวคิดไปบ้างจากการที่มีการนำเสนอข้อมูลให้กับพี่น้องประชาชน นี่คือสิ่งที่เราเลือกครับ เราอยากได้อย่างนี้เราก็ให้เหตุผลอย่างนี้ เราอยากได้อย่างนั้น เราก็ให้เหตุผลอย่างนั้น ก็เลยทำให้ความสำคัญของพี่น้องประชาชนลดน้อยลง เราจะเห็นได้ จากอะไรครับ จะเห็นได้จากการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น เราต้องการให้รัฐธรรมนูญ เป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศก็จัดให้มีการทำประชามติ แต่พอทำประชามติ ไปแล้วผลที่ออกมาไม่อยากได้รัฐธรรมนูญ ก็ไปบอกประชาชนให้หลงเชื่อว่าต้องการให้มี การเลือกตั้งเลยผ่านรัฐธรรมนูญฉบับนั้นฉบับนี้ไป ก็กลับกลายเป็นว่าไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น บอกว่าต้องการให้เสียงประชาชนมาตัดสินทิศทางของประเทศ ก็ให้มีการเลือกตั้ง พอมีการเลือกตั้งแล้ว ได้ตัวแทนของพี่น้องประชาชนมา พออยากจะล้ม การเลือกตั้งก็จะหาเหตุว่าการเลือกตั้งไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม ให้ยุบสภาเสียอย่างที่เกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ว่าเมื่อใดก็ตามที่เราต้องการความชอบธรรมเราก็อ้างประชาชน เมื่อใดก็ตามที่เราไม่ต้องการ หรือเราต้องการผลประโยชน์ส่วนตนก็มาหักมติของมหาชน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเราควรต้องทำความเข้าใจกันว่าถ้าหากมหาชนหรือพี่น้องประชาชน ส่วนใหญ่มีมติในเรื่องใดแล้วเราควรต้องยอมรับ เลือกตั้งแล้วก็ควรที่จะต้องยอมรับ นักการเมืองเองไม่ใช่ใครหรอกครับ เวลาต้องการที่จะล้มกระดานทางการเมืองเราก็ไปยุยง สร้างม็อบ (Mob) มาไล่กลุ่มนั้น ไล่คณะนี้ ไล่รัฐบาลนั้น ไล่รัฐบาลนี้ บ้านเมืองหาความสงบ ไม่ได้ นี่คือเรายังไม่ยอมรับกติกา เราต้องการที่จะให้พี่น้องประชาชนเป็นส่วนที่สำคัญ ในการตัดสินใจทิศทางของบ้านเมือง แต่เราเป็นนักการเมืองเองเราไม่พัฒนาตัวเอง เราสร้าง สิ่งที่เกิดความวุ่นวายเกิดปัญหาขึ้นในบ้านเมืองให้มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นอย่าไปโทษใคร เลยครับ ถ้าบอกว่าเราต้องการที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมือง ให้ความสำคัญ ของพี่น้องประชาชนในมติหรือในเสียงของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง เราต้องยอมรับ ในเสียงส่วนใหญ่ที่ประชาชนตัดสินใจ แล้วสร้างความผาสุก สร้างความสงบให้กับบ้านเมือง ดังเช่นกฎหมายที่เรากำลังเสนออยู่นี้ที่ให้ความสำคัญไปที่พี่น้องประชาชน ขอบคุณครับ