องอาจ หารือร่างกฎหมายเข้าชื่อเสนอ ชี้ 90 วัน-ขอกฤษฎีกา อาจกระทบสิทธิ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๔ สิงหาคม ๒๕๖๓

องอาจ คล้ามไพบูลย์ หารือร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย โดยชื่นชมบทบาทสนับสนุนของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ แต่แสดงความกังวลต่อระยะเวลา 90 วันในการรวบรวมรายชื่อที่อาจส่งผลต่อความสำเร็จของร่างกฎหมายจากประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงข้อกำหนดให้ร่างกฎหมายการเงินต้องได้รับคำรับรองจากนายกรัฐมนตรีว่าอาจเป็นอุปสรรคต่อสิทธิเสรีภาพในการเสนอร่างกฎหมายของภาคประชาชน จึงเรียกร้องให้ทบทวนกลไกต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เกิดข้อจำกัดในการผลักดันกฎหมายจากประชาชน

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อได้ ทราบข่าวว่ารัฐบาลได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการปฏิรูปประเทศ ก็รู้สึกว่ามีความยินดีที่เราจะได้มีการปฏิรูปประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม แน่นอนที่สุด เมื่อมาพิจารณาการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ซึ่งมีความจำเป็นต้องทำ เพราะว่า ให้เปลี่ยนแปลงไปตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ เหมือนอย่างในหลักการและเหตุผลที่ได้บอกไว้ มาดูในข้อเท็จจริงของร่างกฎหมายฉบับนี้ก็จะพบว่าข้อที่แตกต่างจากของเดิม แล้วก็ต้อง ถือว่าเป็นข้อเด่นที่อาจจะก่อให้เกิดความสะดวกต่อผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายก็คือเรื่องของการที่ ให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเข้ามามีส่วนในการดำเนินการช่วยเหลือ สนับสนุน และดำเนินการให้การร่างกฎหมายนั้นเป็นไปได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม นอกจากนั้น ยังได้มีการบัญญัติเอาไว้ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่จะให้มีการดำเนินการวิเคราะห์ผลกระทบ มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง มีการวิเคราะห์ มีการรับฟังกันอย่างรอบด้าน ผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องดี แต่การจะดำเนินการวิเคราะห์ผลกระทบรับฟังความคิดเห็นต่าง ๆ นั้น ผมคิดว่าในยุคสมัยปัจจุบันก็คงจะต้องดำเนินการให้ทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก การใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องก็คงต้องมีความจำเป็นอย่างมาก ซึ่งรายละเอียดในเรื่องนี้ ไม่ได้บัญญัติไว้ในกฎหมาย อย่างไรก็ดีเรื่องนี้คงจะต้องไปเสนอกันในชั้นกรรมาธิการต่อไป ผมคิดว่าตรงนี้เป็นข้อเด่นที่ทำให้การเสนอร่างกฎหมายของพี่น้องประชาชนนั้นมีความสะดวก มากยิ่งขึ้นในการที่มีสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุน ในเรื่องนี้ แต่เมื่อเราดูเนื้อหาสาระของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมมีความวิตกกังวลว่า ความตั้งใจของพี่น้องประชาชนจำนวนมากนับหมื่นคนหรืออาจจะนับแสนคนที่มีความสนใจ ในประเด็นในเรื่องราวต่าง ๆ ของประเทศนี้ ซึ่งอาจจะเป็นลักษณะของนโยบายสาธารณะ หรืออาจจะเป็นการเสนอร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนนั้นจะสัมฤทธิ์ จริงหรือไม่ ในการที่จะใช้ประชาธิปไตยทางตรงที่จะเข้ามาเสนอกฎหมายต่อรัฐสภาโดยตรง ผมคิดว่ามีหลายส่วนด้วยกัน ส่วนที่สำคัญที่สุดผมมีความรู้สึกว่าการเสนอร่างกฎหมาย จะเป็นจริงได้หรือไม่ อย่างไร ในทางปฏิบัตินั้นผมคิดว่าส่วนแรกก็จะอยู่ตรงมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๐ มีการกำหนดเรื่องของระยะเวลาว่าถ้ามีการเสนอกฎหมายไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ คน ผู้ที่จะมีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ คน ให้สำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแจ้งให้ผู้ร้องทราบ เพื่อดำเนินการให้มีผู้ร่วมเข้าชื่อให้ครบ ตามจำนวนดังกล่าวภายใน ๙๐ วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ผมคิดว่าระยะเวลานี้อาจจะต้องมี การปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เพราะว่าการไปรวบรวมรายชื่อจริง ๆ แล้วถ้ารวบรวมกัน อย่างจริงจังก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพี่น้องประชาชนที่จะดำเนินการ โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มต้น ก่อการในเรื่องเหล่านี้ อันนี้เป็นประการแรกที่ผมคิดว่าอาจจะต้องไปพิจารณากันในชั้น กรรมาธิการ

แต่เรื่องที่มีความสำคัญแล้วผมมีความรู้สึกว่าอาจจะเป็นปัญหา อุปสรรค ในการดำเนินการก็คือในมาตรา ๑๒ ที่จะต้องได้รรับคำรับรองจากนายกรัฐมนตรี ในร่างพระราชบัญญัติหรือการเสนอกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน ในกฎหมายฉบับนี้บอกว่า ร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวด้วยการเงินตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ให้ส่งร่างนั้นไปให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาให้คำรับรอง ถ้านายกรัฐมนตรีไม่รับรองมาภายใน ๙๐ วัน ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เชิญชวนทราบแล้วยุติ การดำเนินการต่อไป ในความเป็นจริงตรงนี้มุมหนึ่งอาจจะมองว่ามีระยะเวลาชัดเจน ที่จะเป็นข้อยุติ แต่อีกมุมหนึ่งผมอยากจะเรียนว่าเวลามีข้อยุติเช่นนี้แล้วถ้านายกรัฐมนตรี ไม่รับรองมาก็ถือว่าเป็นการจบไป พี่น้องประชาชนก็ไม่สามารถที่จะไปดำเนินการอะไรต่อได้ ในร่างกฎหมายฉบับนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะให้พิจารณาตรงนี้ก็คือว่าในความ เป็นจริงปัจจุบันไม่ต้องเป็นร่างกฎหมายที่ประชาชนเสนอหรอกครับ ร่างกฎหมายที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอ ผมเสนอร่างกฎหมายเข้าไปนี่ผ่านมา ๖-๗ เดือนแล้วที่จะให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต เหมือนเดิม หลังจากที่สมาชิกสภานิติบัญญัติชุดที่ผ่านมาได้ออกกฎหมายมาเว้นวรรคไม่ให้มี การเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต ปรากฏว่ามาถึงขณะนี้นายกรัฐมนตรีก็ยังไม่ได้มีการรับรอง เพราะเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน เพราะฉะนั้นผมจึงมีความวิตกกังวลว่าร่างกฎหมาย ที่ประชาชนเสนอและเป็นร่างที่เกี่ยวด้วยการเงินนายกรัฐมนตรีจะรับรองหรือไม่รับรองนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่ไม่รับรองก็ถือว่าจบไป แต่ท่านประธานจะต้อง นึกนะครับว่าร่างกฎหมายที่ประชาชนเสนอนั้นส่วนมากเป็นร่างกฎหมายที่รัฐบาล หรือผู้มีอำนาจในขณะนั้นไม่อยากเสนอหรือไม่สนใจที่จะเสนอจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เพราะฉะนั้นประชาชนจึงต้องไปรวมตัวกันที่จะเสนอร่างกฎหมายฉบับนั้น เราต้องสร้าง กลไกที่จะทำให้พี่น้องประชาชนนั้นใช้สิทธิของเขา แล้วก็มีโอกาสที่จะทำให้กฎหมายของ พี่น้องประชาชนนั้นปรากฏเป็นจริง เพราะฉะนั้นผมจึงอยากฝากท่านประธานผ่านไปยัง คณะกรรมาธิการที่จะจัดตั้งขึ้น ผมคิดว่าเราจะต้องคำนึงถึงสิทธิของพี่น้องประชาชน คำนึงถึง อำนาจของพี่น้องประชาชน ให้การเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนนั้นปรากฏเป็นจริงให้ ได้ ไม่ควรมีกลไกใด ๆ มาเป็นอุปสรรคขัดขวางเพื่อให้กฎหมายของประชาชนนั้นไม่สามารถ เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นการจะให้กฎหมายของประชาชนเกิดขึ้นได้ผมคิดว่า เราจะต้องทำลายกลไกต่าง ๆ ที่จะเป็นอุปสรรคขัดขวางให้มากที่สุด เพื่อให้ประชาชนได้มี กฎหมายของประชาชนปรากฏเป็นจริงขึ้นครับ