เฉลิมชัย สนับสนุนร่างกฎหมายการเงิน ยันเพิ่มสิทธิประชาชนเสนอร่างกฎหมาย

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๔ สิงหาคม ๒๕๖๓

เฉลิมชัย เครืองาม ชื่นชมรัฐบาลที่นำร่างกฎหมายด้านการเงินเข้าสู่การพิจารณาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 270 พร้อมสนับสนุนการปฏิรูปกฎหมายและการจัดสรรงบประมาณ 20 ล้านบาทต่อปีเพื่อสนับสนุนการเสนอกฎหมายโดยประชาชน โดยหารือความคืบหน้าของร่างกฎหมายที่ต้องได้รับการรับรองภายใน 90 วัน และเสนอให้ลดจำนวนผู้ริเริ่มการเสนอกฎหมายเหลือเพียง 1 คน พร้อมแสดงความกังวลต่อการตัดบทลงโทษทางอาญาออกจากร่างกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ริเริ่มอย่างแท้จริง

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ขอบคุณครับ ท่านประธาน นายแพทย์เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ ผมต้อง ขอบคุณรัฐบาลที่กรุณานำกฎหมายฉบับนี้เข้ามาสู่รัฐสภาแห่งนี้ และช่องทางที่เข้ามาในวันนี้ เป็นช่องทางตามมาตรา ๒๗๐ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ คือเป็นเรื่องของการปฏิรูป กฎหมายฉบับนี้ ผมไปดูเนื้อหาและดูข้อมูลเอกสารต่าง ๆ ที่มีอยู่ผมต้องขอบคุณรัฐบาล กฎหมายฉบับนี้แท้ที่จริงแล้วเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงินครับ โดยการยืนยันด้วยเอกสาร ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่เขียนเอาไว้เกี่ยวกับผลกระทบกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เอกสารเขียนไว้ในหน้า ๔ ข้อ ๗.๔ เขียนไว้ดังนี้ ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่คาดว่าต้อง ใช้ในการปฏิบัติตามและบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายในระยะ ๓ ปีแรก ตามแผนปฏิรูป ประเทศด้านกฎหมาย กำหนดให้มีการตั้งงบประมาณเพื่อใช้ในการช่วยเหลือประชาชน ในการจัดทำและเสนอร่างกฎหมาย จำนวน ๒๐ ล้านบาทต่อปี ดังนั้นภายในระยะ ๓ ปีแรก จึงจำเป็นต้องใช้เงินจำนวน ๖๐ ล้านบาท กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน ผมจึงขอบคุณรัฐบาล เพราะในมาตรา ๑๓๓ วรรคสองนั้น กฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน ถ้าเป็นกฎหมายที่เสนอจากคณะรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมีคำรับรองจากนายกรัฐมนตรี แต่กฎหมายฉบับนี้ได้ถูกนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา เพราะฉะนั้นจึงเป็นข้อยืนยันว่า แม้จะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงินทางรัฐบาลก็คงไม่ขัดข้องที่จะนำเข้าสู่การพิจารณา ผมเคยเป็นผู้แปรญัตติครั้งหนึ่งในกฎหมายฉบับนี้ เพราะกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมาย ฉบับที่ ๓ ฉบับที่ ๑ ปี ๒๕๔๒ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อ เสนอกฎหมาย ฉบับที่ ๒ คือฉบับปี ๒๕๕๖ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และฉบับนี้ จึงเป็นฉบับที่ ๓ ในกฎหมายฉบับที่ ๒ คือปี ๒๕๕๖ นั้น เมื่อกฎหมายเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภา ผมเคยเป็นผู้แปรญัตติ ผมจึงยืนยันได้ว่ากฎหมายฉบับนี้มีการพัฒนาการ มีความก้าวหน้า มีการปฏิรูปในหลายเรื่องหลายอย่าง ที่ผมจะขออนุญาตยกตัวอย่าง ดังนี้

ประเด็นแรก ที่ผมเคยแปรญัตติไว้อย่างน้อย ๓ ประเด็น ทั้ง ๓ ประเด็นนี้ ผมแพ้ในการโหวตลงคะแนนในที่ประชุมวุฒิสภา ปี ๒๕๕๕ ประเด็นแรกก็คือในกรณีที่เป็น กฎหมายเกี่ยวด้วยการเงินแล้ว ในกฎหมายฉบับเดิม ปี ๒๕๕๖ นั้นเป็นกฎหมายที่เขียนเอาไว้ ด้วน ๆ ว่าต้องได้รับคำรับรองจากนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ได้กำหนดระยะเวลา ผมแปรญัตติ เอาไว้ว่าต้องให้นายกรัฐมนตรีให้คำรับรองภายใน ๑๒๐ วัน ยกตัวอย่างเป็นตุ๊กตาว่าตัวเลข คือ ๑๒๐ วัน แต่ผมก็แพ้ในการลงมติครั้งนั้น แต่ครั้งนี้มีความก้าวหน้าของกฎหมาย เพราะการที่เขียนไว้ด้วน ๆ ว่าต้องให้นายกรัฐมนตรีรับรองนั้นไม่สามารถที่จะกำหนด ระยะเวลาได้เลยว่านายกรัฐมนตรีจะให้คำรับรองภายในระยะเวลาเท่าไร กฎหมาย อาจจะถูกดองไว้ ๓ เดือน ๖ เดือน ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี หรือตกไปเลยก็ได้ แต่กฎหมายฉบับนี้ เขียนไว้ว่านายกรัฐมนตรีให้คำรับรองภายใน ๙๐ วัน แต่ถ้า ๙๐ วันแล้วนายกรัฐมนตรี ไม่ตอบกลับมานั่นคือหมายความว่ากฎหมายนั้นตกไป เพราะฉะนั้นจึงมีความก้าวหน้า

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมเคยแปรญัตติไว้คือถ้าหมดอายุของสภาผู้แทนราษฎร ด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ เช่นหมดอายุของสภาผู้แทนราษฎรหรือเกิดการยุบสภา กฎหมายฉบับเดิม ไม่ได้เขียนเอาไว้ นั่นคือหมายความว่ากฎหมายที่เข้าชื่อเสนอโดยประชาชนนั้นตกไปเลย ทั้งฉบับ แต่ฉบับนี้มีความก้าวหน้า ท่านเขียนเอาไว้เลยครับว่าถ้าอายุของสภาผู้แทนราษฎร หมดลงด้วยเหตุใด เช่น หมดอายุ ครบวาระ หรือเกิดการยุบสภา ถ้ามีคำรับรองจากผู้เสนอกฎหมาย เป็นอันว่ากฎหมายฉบับนี้จะถูกพิจารณาต่อไปในสภาชุดใหม่ทันที ซึ่งประเด็นนี้มีความก้าวหน้า ท่านเขียนเอาไว้เพิ่มเติมดังจะเห็นว่าแคร์ (Care) ความรู้สึกของประชาชนว่าได้กรุณาไปเข้าชื่อ เสนอกฎหมายมา ๑๐,๐๐๐ ชื่อ หรือ ๕๐,๐๐๐ ชื่อในกรณีของรัฐธรรมนูญ แต่กฎหมาย จะไม่ตกไป เพียงแต่ที่ผมได้แปรญัตติผมเขียนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อที่จะแปรญัตติในมาตรานี้ ถ้าหากว่ากฎหมายตกในชั้นใดด้วยเหตุยุบสภาหรืออะไร ก็แล้วแต่ ตกในชั้นของสภาผู้แทนราษฎรก็คือพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร ถ้าตกในชั้นของ วุฒิสภาก็พิจารณาเฉพาะในวุฒิสภา อันนี้คือสิ่งที่ผมได้ขอแปรญัตติเอาไว้

ประเด็นที่ ๓ เป็นประเด็นที่มีความสำคัญและผมได้ไปตรวจสอบดูรายงาน การประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญเมื่อครั้งพิจารณากฎหมายฉบับนี้ในปี ๒๕๕๕ พบว่ามีความเห็นต่าง มีข้อขัดแย้ง และมีข้อที่พิจารณากันเป็นจำนวนมาก นั่นคือโทษ หรือบทลงโทษ บทลงโทษนั้นแบ่งเป็น ๒ อย่าง กรณีที่ ๑ เป็นบทลงโทษที่เกิดขึ้นในกรณี ที่ให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อจูงใจให้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อ ร่วมลงชื่อ ไม่ให้ลงชื่อ หรือให้ถอนชื่อ และกรณีที่ ๒ คือหลอกลวง บังคับขู่เข็ญ หรือใช้สิทธิคุกคามเพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วมลงชื่อ กรณีนี้ในกฎหมายฉบับเดิม ปี ๒๕๕๖ ลงโทษไว้หนักครับ โทษจำคุกถึง ๕ ปี และโทษปรับถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท มีการเถียงกันมาก ครั้งนั้นผมแปรญัตติให้ตัดออก ปรากฏว่ามีความก้าวหน้าของกฎหมาย ฉบับนี้ในปีนี้ที่เรากำลังพิจารณาอยู่ ตัดบทลงโทษทางอาญาออกหมดเลย เหลือเพียงแค่ ขอให้ศาลสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา ๕ ปี นี่คือสิทธิหรือประโยชน์ที่จะได้รับ เพียงแต่ที่ผมกังวลและผมได้ขอแปรญัตติเอาไว้ ที่จะพิจารณาและจะเสนอแนะต่อไปก็คือ บทลงโทษว่าด้วยการทุจริตในกรณีการให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด หรือการหลอกลวง บังคับขู่เข็ญให้ร่วมลงชื่อ อันนี้ปรากฏว่าผู้ร่างตัดออกทั้งหมดเลย ผมได้ขอแปรญัตติเอาไว้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีความก้าวหน้าของกฎหมายฉบับนี้อีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ที่บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ ก็คือกฎหมายฉบับนี้ผู้ริเริ่มหรือผู้เชิญชวน ถ้าผมแปลภาษากฎหมาย ไม่ผิด ท่านใช้คำว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดที่จะเข้าชื่อเสนอกฎหมาย กฎหมายเดิมใช้จำนวนถึง ๒๐ คนเป็นผู้ริเริ่มหรือเป็นผู้เชิญชวน แต่กฎหมายฉบับนี้ถ้าผมแปลไม่ผิด ท่านช่วยกรุณา ชี้แจงด้วย ลดเหลือ ๑ ท่าน เป็นเช่นนั้นใช่หรือไม่ ถ้าหากลดจากจำนวน ๒๐ คนที่เป็นผู้ริเริ่ม หรือผู้เชิญชวนที่จะให้มีการเข้าชื่อเสนอกฎหมายเหลือ ๑ ท่าน นี่คือประโยชน์ที่ประชาชน จะได้อย่างมหาศาล การลดจำนวนของผู้ริเริ่มเหลือเพียงแค่ ๑ คนนั้นทำให้การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย หรือการเริ่มต้นนั้นเกิดขึ้นได้โดยง่าย เป็นประโยชน์ เป็นสิทธิที่ประชาชนจะได้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นผมไม่ขัดข้องที่จะเห็นด้วยในหลักการของกฎหมายฉบับนี้ ขอบคุณครับ