นิกร สนับสนุนร่าง พ.ร.บ.เข้าชื่อเสนอกฎหมาย ย้ำเพิ่มประสิทธิภาพการมีส่วนร่วม

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๔ สิงหาคม ๒๕๖๓

นิกร จำนง หารือร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมายฉบับปรับปรุงใหม่ โดยเน้นสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมแสดงความกังวลจากประสบการณ์ร่างกฎหมายป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ที่แม้ผ่านกระบวนการแต่กลับล้มเลิกไป จึงเสนอข้อสังเกตเกี่ยวกับบทบาทของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ การจัดสรรงบประมาณและบุคลากร ความชัดเจนในการตรวจสอบสิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดย กกต. และการกำหนดระยะเวลาพิจารณากฎหมายที่ต้องไม่ช้าจนทำให้สิทธิของประชาชนสูญเสียไป

นายนิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ผมขออภิปรายให้ความเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อ เสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ฉบับปรับปรุงใหม่ ว่าผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการเสนอปรับปรุง กฎหมายฉบับนี้ เพราะว่ากฎหมายเดิมมีความไม่สมบูรณ์อยู่หลายส่วน ทำให้วัตถุประสงค์ ของการเข้าชื่อเสนอกฎหมายลักษณะนี้ไม่มีผลสัมฤทธิ์ตามที่พึงประสงค์ตลอดมา ผมจะพูดสิ่งที่เกิดขึ้นจริงว่าผมเองได้มีโอกาสจัดทำกฎหมายที่เสนอมาโดยประชาชน ๑ ฉบับ เมื่อปี ๒๕๕๕ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. .... ท่ามกลางวิบากกรรมกว่าจะสำเร็จ ลงได้ ถือเป็นกฎหมายฉบับแรกที่คุ้มครองสัตว์ในประเทศไทย ผมเรียนอย่างนี้ว่ากฎหมายนี้ มาจากการรวบรวมชื่อซึ่งทำได้ยากมากจากภาคประชาชน เขารวบรวมมา ๒๐,๐๐๐ กว่าชื่อ พอมากรองแล้วเหลือที่ใช้ได้จริง ๑๑,๕๑๐ ชื่อเท่านั้นเอง ค่าใช้จ่ายเป็นพวกภาคีที่รักสัตว์ ทั้งหลายมาช่วยกันทั่วประเทศก็รวบรวมมาได้ พอสภารับแล้วร่างกฎหมายนี้ก็เข้าสภา ร่างกฎหมายที่ริเริ่มโดยประชาชนถูกครอบงำด้วยร่างกฎหมายของรัฐบาลเป็นหลัก คือพอ กฎหมายฉบับนี้มาเขาก็ส่งผมเข้ามาในโควตาของรัฐบาล ผมเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตอนนั้น แล้วก็ใช้ร่างของกรมปศุสัตว์เป็นหลัก ซึ่งร่างนี้ขึ้นมา ประกบของประชาชน แต่ให้ยึดร่างของกรมปศุสัตว์เป็นหลัก ตรงนี้มีเกร็ดเล็กน้อย คือกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นมาจะมี ๓ ส่วนเท่า ๆ กัน ปรากฏว่าเหมือนจะตกลงกันไม่ได้ว่าใคร จะเป็นประธาน มีความขัดแย้ง และน้ำหนักพอ ๆ กัน เขาก็เลยออกตรงกลาง ก็ขอให้ผม ช่วยเป็นประธาน ผมรับปากแล้วก็เป็นประธานมา ใช้เวลาในการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ เสร็จเรียบร้อย ประชาชนก็ได้ใส่เข้ามาเต็มที่แล้วมีการเกลากัน โดยให้กฤษฎีกามาช่วย เกลากันไปเกลากันมา คือยอมความกันได้กฎหมายที่ดีมาเสร็จสิ้น ปรากฏว่าเอากลับไปเข้าวิป (Whip) รัฐบาล วิป (Whip) รัฐบาลไม่ผ่าน เพราะว่ามีข้อขัดข้องในรายละเอียดบางอย่างเกี่ยวกับท้องถิ่น แถวจังหวัดสกลนครบ้าง แล้วก็มีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับเรื่องการชนไก่ เรื่องประเพณีดั้งเดิม ไม่เห็นด้วย ผมเกรงว่าจะตกก็เลยขอถอนร่างฉบับนี้ที่เข้าสู่การพิจารณาของสภาแล้ว เข้าวาระแล้วออกมา เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๖ แล้วผมนำกลับมาพิจารณาใหม่ เรียกประชุมคณะกรรมาธิการใหม่ขอเคลียร์ (Clear) ตรงนี้ ปรากฏว่าทางภาคประชาชน เขาก็ยอม มีการปรับไปตามความเห็นของวิป (Whip) รัฐบาลตอนนั้น ผมเป็นวิป (Whip) อยู่ด้วยก็มีการปรับปรุง แล้วก็เอากลับเข้าไปในสภาใหม่เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๖ ปรากฏว่ามีการยึดอำนาจกฎหมายก็ตกไป ทั้ง ๆ ที่ทำกันมาอย่างดีเสร็จสิ้นเรียบร้อย พอตกไปแล้วด้วยความดีงามและความจำเป็นของกฎหมายฉบับนี้ ทำให้รัฐบาล คสช. โดยท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์นำกลับมาพิจารณาแก้ไขใหม่ เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๗ แล้วตั้งกรรมาธิการขึ้นมาโดย สนช. ใช้เวลาประมาณเกือบเดือน เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ก็ออกมาเป็นกฎหมาย แต่นัยสำคัญของร่างประชาชนขาดหายไป ประเด็นที่เรา มีการเขียนเอาไว้ชัด ๆ อย่างเช่นการออกกฎหมาย เราเขียนไว้ว่า ๑๘๐ วันถึงจะให้มีผล บังคับใช้หลังจากประกาศแล้ว เพราะว่าเป็นกฎหมายใหม่ประชาชนไม่เข้าใจ ปรากฏว่า สนช. ออกประกาศใช้เลยในทันที อันนี้เองที่ทำให้เป็นเหตุ เพราะประชาชนไม่เข้าใจเลยกลายเป็น ล้อเล่นกันว่าเตะเมียดีกว่าเตะหมา เพราะว่าเตะหมามีโทษมากกว่า คือเกิดความ ไม่เข้าใจขึ้น กลายเป็นเรื่องล้อเล่นสำหรับกฎหมายฉบับนี้ เพราะเราไม่มีเวลาให้ประชาชน เข้าใจ อันที่ ๒ เรื่องสิทธิประโยชน์ เพราะเราเห็นว่างบประมาณไม่มี ก็เลยเขียนไว้ใน บทบัญญัติในมาตรา ๘ ว่าให้กรมปศุสัตว์ช่วยดูแล คือเราต้องระดมคนที่ใจบุญมาร่วมกัน บริจาค คนใจบุญเยอะที่รักสัตว์และมีการดูแลเรื่องสิทธิประโยชน์ของเขา อะไรพวกนี้ ตัดหายไปหมดเลย อันที่ ๓ ก็คือกำกับดูแลการใช้จ่ายเงินคือเงินงบประมาณไม่มี เราก็อยากจะดึง เป็นกองทุนมาจากประชาชน เขียนไว้หายหมด ดังนั้น พ.ร.บ. ที่ประชาชนมีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๗ ก็เป็นไปอย่างทุลักทุเล เพราะว่ามีผลด้านเดียวคือการลงโทษ การทรมานสัตว์ แต่การส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ไม่ได้ขับเคลื่อนอะไรเลยจนกระทั่งบัดนี้

ท่านประธานครับ มีนัยสำคัญที่เสียหายไป ดังนั้นผมมีความห่วงใยที่จะฝากไป ๑. เห็นด้วย เพราะว่ามีสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นหน่วยสนับสนุนในการดำเนินการ ของกฎหมายฉบับนี้ เห็นด้วยมาก เดิมไม่มี ๒. มีข้อสังเกตว่าสภาจะมีงบประมาณสักเท่าไร ในการสนับสนุนเรื่องนี้ รวมทั้งบุคลากร ทราบว่าจะมีสัก ๑๐ คน จะเป็นงานฝากหรือเป็น สาระสำคัญของสภา แล้วในส่วนนี้งบประมาณจะมีช่วยเขาด้วยหรือเปล่า เรื่องนี้ปีหนึ่งจะได้ งบประมาณสักเท่าไร ๓. การตรวจสอบรายชื่อเรื่องผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ถามว่าใครเป็นคน ประกาศให้เขาไม่มีสิทธิ กกต. แต่ก่อนหน้านี้ กกต. มีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ก็คุณเป็นคน ประกาศว่ากี่ปี แล้วก็จะถอน มีสิทธิกลับมากี่ปี ตอนนี้ กกต. หายไปไหน ทำไมต้องเป็นหน้าที่ ของสภาอย่างเดียวด้วย กกต. เราต้องออกกฎหมาย ดึงเขาเข้ามารับผิดชอบเพราะเขาเป็น คนประกาศ ๔. การลงนามรับรองจากนายกรัฐมนตรีมีนัยสำคัญ ๙๐ วันจะทำให้กฎหมาย ร่วงไป ผมเองยื่นกฎหมายฉบับแรกของสภานี้คือวิธีพิจารณาความจราจร จนบัดนี้ทาง ครม. มีหนังสือตอบผมมา เมื่อวันที่ ๑๓ เดือนกันยายนของปีที่แล้ว จนบัดนี้กฎหมายฉบับแรกที่ว่า ก็ยังไม่ตอบมาเลย ปีหนึ่งแล้ว ทีนี้ของประชาชน ๙๐ วันนี่จะตกหมด ตรงนี้ผมอยากจะให้มี การกำหนดไปให้ชัดว่าสำหรับประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจต้องกำหนดไว้เลยภายในกี่วัน ต้องตอบ คือดึงไว้นานไม่ได้ กฎหมายจะตกไป แล้วก็ควรจะให้ความสำคัญกับเจตนารมณ์ ของประชาชนเป็นหลัก ดังนั้นผมขอสนับสนุน แล้วก็ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับ การยกร่างกฎหมายที่พึงประสงค์นี้อยากจะให้ดีก็นำเสนอข้อสังเกตไว้ กราบขอบพระคุณครับ