สุรชัย ชื่นชมร่างกฎหมายส่งเสริมการมีส่วนร่วมเสนอร่างกฎหมาย

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๔ สิงหาคม ๒๕๖๓

สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย แสดงความชื่นชมต่อร่างพระราชบัญญัติที่ส่งเสริมสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมเสนอร่างกฎหมาย โดยเน้นความสำคัญของกลไกการมีส่วนร่วมตามรัฐธรรมนูญและบทบัญญัติมาตรา 258 ที่กำหนดให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นหน่วยงานหลัก พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความพร้อมของโครงสร้างและบุคลากรในการรองรับภารกิจใหม่ รวมถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งตำแหน่งนักกฎหมายนิติบัญญัติและการรักษากลไกการเสนอกฎหมายต่อเนื่องจากอดีต

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ขอบคุณครับ ท่านประธาน กระผม นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทางคณะรัฐมนตรีที่ได้กรุณาเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เข้าสู่การประชุมของรัฐสภา เหตุผลก็เพราะว่าเมื่อเราพูดถึงสิทธิในการเสนอกฎหมายของ พี่น้องประชาชนพวกเราคงทราบดีว่านั่นคือสิทธิขั้นพื้นฐานในการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะสิทธิในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันได้บัญญัติไว้ ทั้งในมาตรา ๑๓๓ และทั้งในมาตรา ๒๕๘ ค. ว่าด้วยเรื่อง การปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้มีกลไกในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในการจัดทำ ร่างกฎหมายและในการเสนอกฎหมาย ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีทั้งหมด ๒๐ มาตรา ผมได้ศึกษาทำความเข้าใจ แล้วก็เป็นอย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้กรุณาชี้แจงต่อ ที่ประชุมว่าเป็นกฎหมายที่ปรับปรุงกฎหมายในปี ๒๕๕๖ ถ้าเราดูในร่างกฎหมายฉบับนี้ จะเห็นได้ว่าแบ่งออกเป็น ๓ ส่วนใหญ่ ๆ

ส่วนแรกคือส่วนที่ว่าด้วยสาระสำคัญเกี่ยวกับสิทธิในการร่วมกันเข้าชื่อ เสนอกฎหมายของพี่น้องประชาชน ซึ่งหลักเกณฑ์ยังคงเหมือนเดิมก็คือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน ๑๐,๐๐๐ คน มีสิทธิที่จะเข้าชื่อเพื่อเสนอร่างกฎหมายต่อรัฐสภาได้

ส่วนที่ ๒ จะเป็นส่วนที่ถูกเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ตามกติกาที่ถูกกำหนดไว้ ในมาตรา ๒๕๘ ค. ในเรื่องที่ต้องมีกลไกช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในการจัดทำกฎหมาย และการเสนอกฎหมาย ซึ่งมาตรา ๒๕๘ เป็นมาตราที่อยู่ในหมวดการปฏิรูปประเทศ นั่นคือ เหตุผลว่าทำไมรัฐบาลจึงได้เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เข้ามาโดยกำหนดให้เป็นกฎหมาย ปฏิรูปประเทศ และเข้าสู่การพิจารณาร่วมกันของที่ประชุมรัฐสภาในวันนี้ กลไกในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดให้มีหน่วยงานที่จะมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ในการจัดทำร่างกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้เป็นภารกิจของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตรงนี้ที่ผมขออนุญาตตั้งเป็นข้อสังเกตว่าจะมีประเด็นปัญหาที่จะทำให้สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรต้องรีบไปเตรียมตัวเองให้มีความพร้อมทั้งในเรื่องหน่วยงาน ทั้งในเรื่อง บุคลากร แม้ว่าในอดีตที่ผ่านมาในยุคสมัยที่เราใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อ เสนอกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๕๖ กฎหมายฉบับนั้นจะไม่ได้เขียนภารกิจเรื่องนี้ให้เป็นภารกิจ ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรโดยตรงก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติสำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในการช่วยจัดทำ ร่างกฎหมายโดยมีนิติกรของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคอยให้การช่วยเหลือ อยู่ก็ตาม แต่ในยุคสมัยนั้นก็เป็นเพียงงานฝากที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ดำเนินการเอง โดยไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายเขียนไว้เป็นการเฉพาะเจาะจง แต่สำหรับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องมีกลไกช่วยเหลือประชาชน ในการจัดทำร่างกฎหมายและการเสนอกฎหมาย กฎหมายฉบับนี้จึงเขียนให้เป็นภารกิจ ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และนอกเหนือไปจากภารกิจที่จะต้องช่วย พี่น้องประชาชนในการจัดทำกฎหมายแล้ว ยังกำหนดให้มีการภารกิจที่จะต้องช่วยกัน รวบรวมรายชื่อของพี่น้องประชาชนที่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายที่จะมีการเสนอ ยิ่งไปกว่านั้น ยังกำหนดให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ในการช่วยจัดทำกระบวนการ ตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือการเปิดรับฟังความคิดเห็น การทำรายงานวิเคราะห์ ผลกระทบของร่างกฎหมาย รวมทั้งการเปิดเผยผลให้กับพี่น้องประชาชนโดยทั่วไปได้รับทราบ ตรงนี้ที่ผมมีความเป็นห่วงถึงความพร้อมของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ว่าท่านจะต้องไปเตรียมทั้งหน่วยงาน เตรียมทั้งบุคลากร เพราะเป็นภารกิจใหม่ที่กฎหมาย เขียนให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าในอดีตผมเคยเป็นประธานคณะทำงาน ในการเตรียมบุคลากรของรัฐสภาคือทั้งสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็วุฒิสภา ในการที่จะพัฒนา นิติกรของทั้ง ๒ สภาขึ้นมา โดยมีการกำหนดตำแหน่งงานใหม่ให้กับนิติกรของทั้ง ๒ สภา ก็คือตำแหน่งนักกฎหมายนิติบัญญัติเพื่อเตรียมความพร้อมในการมารองรับภารกิจที่ว่านี้ และในวันนี้ภารกิจดังกล่าวกำลังจะเกิดขึ้นจริง ก็ต้องถามผ่านท่านประธานไปยังเลขาธิการ ของทั้ง ๒ สภาว่าตำแหน่งนักกฎหมายนิติบัญญัติซึ่งได้ดำเนินการจนกระทั่งผ่านมติ ก.ร. ไปแล้วในอดีตนั้น ณ วันนี้ท่านได้ดำเนินการไปถึงไหน ไม่เช่นนั้นกฎหมายฉบับนี้ที่เรา ออกแบบให้มาตอบสนองพี่น้องประชาชนในการเข้าถึงสิทธิทางการเมือง ในการมีส่วนร่วม ทางการเมืองจะเข้าไม่ถึงกลไกทั้งหมด จะมาติดกับดักอยู่ที่การให้ความช่วยเหลือของ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรถ้าท่านไม่เตรียมความพร้อมของบุคลากรให้พร้อม ในเรื่องนี้

ส่วนสุดท้ายของกฎหมายฉบับนี้คือส่วนที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นบทเฉพาะกาล ที่ถูกออกแบบให้มารองรับในเรื่องของการเข้าชื่อเสนอกฎหมายตามกฎหมายเดิม ให้ยังคงมี ผลต่อไป ออกมารองรับในเรื่องของการเข้าชื่อเสนอกฎหมายที่ได้ยื่นไว้ตั้งแต่ในสมัย สนช. แล้วกฎหมายต่าง ๆ ดังกล่าวต้องตกไปเพราะ สนช. สิ้นสุดลง ทำให้กระบวนการต่าง ๆ เหล่านั้นยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ต่อไป ซึ่งตรงนี้ต้องขอชื่นชมว่าสิ่งที่พี่น้องประชาชนทุ่มเทไว้นั้น ไม่สูญเปล่า ถือว่าเป็นมิติใหม่ของการเขียนกฎหมายมารองรับในสิ่งที่พี่น้องประชาชน ได้ทุ่มเทไว้ในอดีตให้ยังคงมีผลต่อไป ซึ่งผมเห็นด้วยครับ ขอบคุณครับ