วรภพ วิริยะโรจน์ อภิปรายถึงปัญหาความไม่จริงใจของรัฐในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งส่งผลให้ประชาธิปไตยไม่มั่นคง และวิพากษ์ร่างกฎหมายที่ตั้งข้อจำกัดให้ประชาชนในการเสนอกฎหมาย โดยเฉพาะระบบการเข้าชื่อที่ยังพึ่งพาสำเนาบัตรประชาชนที่มีต้นทุนสูง พร้อมเรียกร้องให้รัฐจัดระบบยืนยันตัวตนออนไลน์ที่ทันสมัยและเชื่อมโยงฐานข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออกกฎหมายอย่างแท้จริง ไม่ถูกกีดกันโดยกลไกรัฐที่เอื้อประโยชน์แก่ชนชั้นนำ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายวรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปรายเกริ่นนำต่อ ท่านประธานก่อน ผมคิดว่าปัญหาใหญ่ของประเทศไทยคือรัฐไทยไม่เคยจริงใจ ต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยของไทยไม่มั่นคง แล้วก็สะท้อนออกมาในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ของรัฐบาลใน ๒ ประเด็นด้วยกันครับ
ผมขอเริ่มจากประเด็นแรกว่าการเข้าชื่อเสนอกฎหมายที่ผ่านมาล้วนมาจาก ความทุ่มเทเสียสละทั้งเวลาและเงินทุนของประชาชนกันเอง ด้วยเงื่อนไขที่กำหนดให้ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเป็นหลักฐานในการเข้าชื่อ และการที่จะได้สำเนาบัตร ประจำตัวประชาชนถึง ๑๐,๐๐๐ ใบมีต้นทุน ทั้งการจัดเวทีเชิญชวนอธิบายถึงประโยชน์ สาระสำคัญของกฎหมาย และขอสำเนาบัตรประชาชนมาเป็นหลักฐาน ประชาชน เป็นหมื่น ๆ คนต้องลงทุนลงแรงโดยที่ยังไม่รู้เลยว่าผลลัพธ์ของการร่างกฎหมายฉบับนั้น จะเป็นอย่างไรในสภาผู้แทนราษฎร นี่คือกลไกที่ผู้มีอำนาจของประเทศนี้วางไว้ตลอดว่าด้วย ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเข้าชื่อ เพื่อบั่นทอนสิทธิและลิดรอนอำนาจในการเข้ามามีส่วนร่วม ของประชาชน แต่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันท่านประธานย่อมรู้ดีว่าการใช้ระบบออนไลน์ (Online) เข้ามาเสริมเพิ่มเติมคือเป็นทางเลือกให้กับประชาชนสำหรับการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย คือคำตอบที่จะให้การเข้าชื่อของประชาชนมีต้นทุนที่ถูกลง ทำให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม ทางการเมืองได้โดยตรง เพียงแค่มีมือถือ มีสมาร์ตโฟน (Smartphone) มีอินเทอร์เน็ต (Internet) ประชาชนก็มีส่วนร่วมกับอำนาจทางการเมือง อำนาจในการออกกฎหมาย ของประเทศได้จริง และถึงแม้ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ปลดล็อกต่อประเด็นนี้ไว้ในมาตรา ๘ คือรับรองว่าการเข้าชื่อเสนอกฎหมายสามารถทำผ่านระบบออนไลน์ (Online) ได้ แต่สิ่งที่ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้วางกลไกไว้ จะด้วยความตั้งใจหรือความไม่เข้าใจในระบบ เทคโนโลยีของรัฐบาลเอง คือไม่กำหนดให้กรมการปกครองซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรโดยตรงมีหน้าที่ต้องจัดทำหรือให้ความร่วมมือเพื่อให้มีระบบ ยืนยันตัวตนออนไลน์ (Online) สำหรับการเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ และสมมุติว่าร่างกฎหมาย ฉบับนี้ผ่านออกมาแล้วต่อให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้อยากจะลงทุนจัดให้มีระบบเข้าชื่อ เสนอกฎหมายออนไลน์ (Online) ถ้ากรมการปกครองไม่ให้ความร่วมมือ ไม่มีระบบยืนยันตัวตน ไม่มีดิจิทัลไอดี (Digital ID) ไม่มีการเชื่อมต่อข้อมูลเพื่อตรวจสอบผู้มีสิทธิเลือกตั้งกับ กรมการปกครองแล้ว ก็ไม่มีทางเลยที่ประชาชนจะได้สิทธิในการเข้าชื่อผ่านระบบออนไลน์ (Online) ได้ เพราะฐานข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่ที่กรมการปกครอง และสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ไม่ได้มีอำนาจใดในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทางระบบออนไลน์ (Online) ได้เลย แล้วกลายเป็นจะต้องอาศัยสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเป็นหลักฐาน แล้วปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการหาสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ต่อไป ยิ่งในร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่มีกำหนดระยะเวลาไว้ที่จะบังคับให้หน่วยงานของรัฐ ต้องจัดให้มีระบบการเข้าชื่อทางออนไลน์ (Online) นั่นหมายถึงสิทธิของประชาชนที่ไม่มีกำหนด ประชาชนไม่รู้ว่าจะต้องรออีกนานเท่าไรที่จะได้เครื่องมือเพื่อทวงอำนาจในการออกกฎหมาย ให้กลับมาเป็นของประชาชนได้จริง
ประเด็นที่ ๒ ร่างกฎหมายฉบับนี้ที่รัฐบาลวางกลไกไว้คือให้ร่างกฎหมายที่ ประชาชนเสนอเข้ามาถูกยุติแล้วปัดตกได้ง่ายมาก เริ่มตั้งแต่มาตรา ๑๐ ของร่างกฎหมาย ฉบับนี้ที่กำหนดไว้ว่าร่างกฎหมายใดที่จำนวนประชาชนเข้าชื่อไม่ครบภายใน ๑ ปีจะถูกยุติ แล้วปัดตกไปทันที ร่างกฎหมายที่ประชาชนเข้าชื่อแต่ละฉบับกว่าจะลงทุนลงแรงเชิญชวน ประชาชนมาเข้าชื่อกันไม่ได้หากันง่าย ๆ ไม่เหมือนร่างกฎหมายที่คณะรัฐมนตรี ๓๖ คน จะมีมติ ครม. เสนอเข้ามา หรือร่างกฎหมายที่เสนอโดย ส.ส. ๒๐ คน เข้าชื่อเสนอเข้ามา และเหตุผลอะไรครับรัฐบาลถึงได้กำหนดเงื่อนไขที่มาจำกัดสิทธิ จำกัดระยะเวลาของ ภาคประชาชนในการเข้าชื่อ โดยไม่สนว่าร่างกฎหมายนั้นจะมีจำนวนกี่พันคนมาเข้าชื่อแล้ว การกำหนดเงื่อนไขในลักษณะแบบนี้อาจจะมาจากหลักคิดที่ว่าอำนาจไม่ได้เป็นของ ประชาชน มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยครับว่ามาจากหลักคิดที่ว่ากำหนดอย่างไรให้หน่วยงาน ของรัฐทำงานง่าย นอกจากเก็บหลักฐานเอกสารไว้นาน ประชาชนเข้าชื่อไม่ครบ ๑ ปีก็ปัดตกไป คือหลักคิดมักง่ายแบบนี้ใช่หรือไม่ที่เอามาลิดรอนสิทธิประชาชน และมากกว่านั้นถ้าเป็น ร่างกฎหมายทางการเงินก็ต้องให้นายกรัฐมนตรีรับรอง อันนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แต่มาตรา ๑๒ ก็มากำหนดไว้เพิ่มเติมว่าถ้านายกรัฐมนตรีไม่รับรองภายใน ๙๐ วันให้ถือว่า ร่างกฎหมายเข้าชื่อจากภาคประชาชนเป็นอันยุติและปัดตกไป แต่ข้อเท็จจริงคือไม่มี ร่างกฎหมายการเงินฉบับไหนที่ภาคประชาชนเสนอและนายกรัฐมนตรีรับรองได้ภายใน ๙๐ วัน นี่คือกลไกที่วางเอาไว้เพื่อให้คนเพียง ๑ คนสามารถหยุดยั้งร่างกฎหมายที่ประชาชน เข้าชื่อมาเป็นหมื่นคน เป็นแสนคนได้ ไม่ให้ร่างกฎหมายนั้นเข้ามาพิจารณาอภิปรายกันในสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่กระบวนการแรก ด้วยซ้ำ ซึ่งก็สะท้อนนะครับ มีผลลัพธ์จากการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนที่ผ่านมาว่า มีเพียงแค่ ๑๐ ฉบับจาก ๗๖ ฉบับ หรือเพียง ๑๓ เปอร์เซ็นต์ที่กฎหมายที่เสนอโดย ภาคประชาชนผ่านมาเป็นกฎหมายได้จริง เพราะด้วยเงื่อนไขนี้ที่เป็นสาเหตุหลักคือ นายกรัฐมนตรีไม่ยอมรับรองร่างกฎหมายทางการเงินที่ภาคประชาชนเสนอเข้ามา ถึงแม้ว่า จะมีคนเสนอเข้ามาเป็นหมื่นคนก็ตาม
ทั้ง ๒ ประเด็นที่ผมได้อภิปรายถึง ผมได้ทำการยื่นพระราชบัญญัติเข้าชื่อ เสนอกฎหมายฉบับของพรรคก้าวไกลเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อปรับปรุงและแก้ไขใน ๒ ประเด็นใหญ่นี้ เป็นร่างที่ ครม. กำลังเสนอเข้ามา แต่เมื่อเป็น ร่างกฎหมายการเงินก็กลายเป็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งไม่รับรองทั้ง ๆ ที่เป็นกฎหมาย ปฏิรูปแท้ ๆ และหลักการก็เหมือนกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ทุกประการ นี่คือตัวอย่าง ที่ชัดเจนเลยครับว่าจะกลายเป็นกลไกเดียวกันที่จะถูกนำมาใช้เพื่อขัดขวางการมีส่วนร่วม ของประชาชน กลไกเดียวกันนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อขัดขวางอำนาจในการร่วมออกกฎหมาย ของประชาชน คือกลไกเดียวกันที่รัฐบาลจะมั่นใจได้ว่าให้อำนาจของประเทศนี้จะยังคงเป็น ของคนส่วนน้อย เพื่อคนส่วนน้อยได้ตลอดไป ขอบคุณครับ