วราวุธ แจงความคืบหน้าโฉนดชุมชน คทช. ยันบูรณาการทุกหน่วยงาน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๔ สิงหาคม ๒๕๖๓

วราวุธ ศิลปอาชา ชี้แจงความคืบหน้าการจัดทำโฉนดชุมชนภายใต้โครงการ คทช. ที่มีการยื่นคำขอ 486 ชุมชนและอนุญาตแล้ว 98 ชุมชน ย้ำว่าโครงการนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยเน้นการแก้ปัญหาทับซ้อนที่ดินป่าและพื้นที่ทำกินอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่การโอนกรรมสิทธิ์ และจำกัดการเปลี่ยนมือเฉพาะภายในครอบครัวเพื่อป้องกันการครอบครองโดยนายทุน พร้อมย้ำความจำเป็นในการบริหารจัดการพื้นที่ตามลักษณะลุ่มน้ำที่แตกต่างกันทั่วประเทศเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรและจัดการที่ดินทำกินอย่างเหมาะสมกับการขยายตัวของประชากร

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขออนุญาตตอบข้อสังเกต แล้วก็ข้อซักถามของท่านสมาชิกนะครับ ในส่วนของท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ขออภัย ที่ต้องเอ่ยนาม ประเด็นที่ท่านเป็นห่วงคือเรื่องของโฉนดชุมชน ขออนุญาตเรียนว่าในส่วนของ โฉนดชุมชนนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ใน คทช. เช่นกัน ปัจจุบันได้มีการยื่นคำขอเพื่อจัดให้มี โฉนดชุมชน มีการยื่นมาแล้วทั้งหมด ๔๘๖ ชุมชนด้วยกันเพื่อดำเนินการจัดที่ดินทำกินให้กับ ชุมชนภายใต้โครงการ คทช. แล้วก็จาก ๔๘๖ ชุมชนนั้นในขณะนี้ได้อนุญาตไปแล้ว ๙๘ ชุมชน มีทั้งพื้นที่ในส่วนของกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมธนารักษ์ หลาย ๆ พื้นที่เลย ดังนั้นขอให้มั่นใจได้ว่าในเรื่องของโฉนดชุมชนนั้นทาง คทช. ได้รวมเข้ามา อยู่ในหนึ่งของการดำเนินการเช่นกัน

ประเด็นต่อมาครับ สิ่งที่ท่านมานพ คีรีภูวดล ขออภัยที่เอ่ยนาม เมื่อสักครู่ ท่านตั้งข้อสังเกตว่าการทำงานของ คทช. นั้นจะเป็นการไม่บูรณาการของหน่วยงานต่าง ๆ ก็ขออนุญาตนำเรียนว่าการมี คทช. เมื่อสักครู่ผมได้ชี้แจงท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิก ทุก ๆ ท่านว่า คทช. ในระดับจังหวัดจะมีคณะกรรมการอยู่ทุก ๆ จังหวัดที่เป็น คทช. จังหวัด และในแต่ละ คทช. จังหวัดนั้นจะมีองค์ประกอบมาจากทุกหน่วยงาน ทุกหน่วยงานที่ท่านสมาชิกเป็นห่วงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปฏิรูปที่ดินจังหวัด ประมงจังหวัด โยธาธิการจังหวัด แม้แต่ผู้อำนวยการสำนักงานจัดการทรัพยากรป่าไม้ ผู้อำนวยการสำนัก บริหารพื้นที่อนุรักษ์ แม้แต่กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมเจ้าท่า ทุก ๆ หน่วยงาน ดังนั้นสิ่งที่ท่านสมาชิกเป็นห่วงว่าจะไม่มีการประสานงาน จะทำกันไป คนละทิศคนละทางนั้น ก็ขอให้ความมั่นใจได้ว่าในระดับ คทช. จังหวัดนั้นเราได้บูรณาการ เอาทุกหน่วยงานเข้ามาอยู่ในทุก ๆ คทช. จังหวัดแล้ว ดังนั้นจะได้พูดเป็นภาษาเดียวกัน แล้วก็ได้ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน

ประเด็นต่อมาที่ท่านมานพเป็นห่วง เรื่องที่ คทช.จะขัดต่อยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีหรือไม่ ก็ขออนุญาตเรียนว่ายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ข้อ ๔.๑.๓ ที่ท่านได้ตั้งข้อสังเกต ข้อ ๔.๑ นั้นเป็นการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ ๔.๑.๓ พูดถึง การกระจายการถือครองที่ดินและการเข้าถึงทรัพยากร โดยแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างเขตพื้นที่ป่าทับซ้อนกับพื้นที่ทำกินของพี่น้องประชาชน รับรองสิทธิชุมชนในการเข้าใช้ ประโยชน์ที่ดิน ย้ำว่าในการเข้าใช้ประโยชน์ที่ดิน กำหนดมาตรการเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่มีกรรมสิทธิ์อย่างเป็นธรรม และกระจายการถือครองที่ดินในขนาดที่เหมาะสมต่อการประกอบอาชีพ ประเด็นที่สำคัญก็คือการที่จะปรับระบบเอกสารสิทธิการถือครองที่ดินต่าง ๆ ให้กับผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่ไม่มีที่ดินต้องเรียนว่าแนวคิดของ คทช. คือการที่มอบสิทธิทำกินให้กับพี่น้องประชาชน ในการทำมาหากิน ให้สิทธิในการที่จะสามารถรับสิทธิประโยชน์ที่ส่วนราชการ เช่นงบน้ำท่วม งบภัยแล้ง หรือต่าง ๆ นั้นสามารถให้สิทธิได้ ดังนั้นการที่ให้สิทธิทำกินบนที่ดินดังกล่าวนั้น แตกต่างกับให้กรรมสิทธิ์ เพราะว่าที่ผ่านมาบางครั้งเวลามีการให้กรรมสิทธิ์ไปแล้ว จะเกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา ถามว่าการให้สิทธิทำกินภายใต้โครงการ คทช. นั้นสามารถ เปลี่ยนมือได้หรือไม่ เปลี่ยนได้ แต่เปลี่ยนให้เฉพาะจากพ่อไปสู่ลูก ให้กับผู้สืบสันดาน ให้กับ คนในครอบครัวเท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนมือไปให้กับนายทุน ยกไปให้กับอา ยกไปให้กับลุง หรืออะไรอย่างนั้นได้ แต่จะสามารถตกทอดให้กับลูกหลานภายในครอบครัวได้ ดังนั้น สิ่งที่ท่านสมาชิกเป็นห่วงก็ขอให้ความมั่นใจได้ว่าไม่ได้ขัดกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีแน่นอน เพราะว่าสิ่งที่ คทช. ทำนั้นคือการหาที่ทำกินให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

ประเด็นต่อมาที่ท่านเป็นห่วงว่าแต่ละพื้นที่ใช้คนละเมนู (Menu) กัน ไม่ตรงกันบ้าง ก็ต้องขออนุญาตเรียนว่าพื้นที่ในประเทศไทยแต่ละจังหวัดเรียกว่าภาคนั้น มีความแตกต่างกัน เช่นพื้นที่ต้นน้ำ อย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวเมื่อสักครู่ว่าลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๒ หรือว่าลุ่มน้ำชั้นที่ ๓ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๔ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๕ นั้น แน่นอนจะต้องมีการ บริหารจัดการที่แตกต่างกัน พื้นที่ต้นน้ำจะต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ การทำการเกษตร ในแต่ละรูปแบบ พื้นที่ ๑ พื้นที่ ๒ จะต้องเป็นการทำเกษตรในรูปแบบหนึ่งที่จะต้องอนุรักษ์ดิน และอนุรักษ์น้ำ ส่วนพื้นที่ ๓ พื้นที่ ๔ พื้นที่ ๕ นั้นก็จะมีการบริหารจัดการที่แตกต่างกันไป อาจจะไม่เข้มงวด อาจจะไม่เคร่งครัดเหมือนกับในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น ๑ ลุ่มน้ำชั้น ๒ ซึ่งในมติ ครม. วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ นั้นได้มีการครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ครบ ทั่วประเทศ แบ่งเป็นรถไฟ ๕ ขบวนด้วยกัน มีทั้งพื้นที่ชุมชนในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่อยู่ใน พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ ๓ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๔ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๕ เหล่านี้ ดังนั้นในแต่ละพื้นที่มีความละเอียดอ่อน แตกต่างกันจึงเป็นสาเหตุที่ทำไม คทช. นั้นจะต้องมีการทำงานที่แตกต่างกันไป เพราะว่า พื้นที่ของประเทศไทย ต้องขออนุญาตเรียนนะครับว่ามีอยู่ ๓๒๑ ล้านไร่ไม่สามารถเพิ่มไป มากกว่านี้ ในทางกลับกันปริมาณพี่น้องประชาชน ประชากรในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ หรือว่าพี่น้องในพื้นที่ต่าง ๆ นั้นนับวันมีแต่จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น การจัดที่ทำกินให้กับพี่น้องประชาชนในแต่ละส่วน การกำหนดพื้นที่ต่าง ๆ นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะว่าที่เรามีจำกัด ขออนุญาตเรียนชี้แจงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ