อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ หารือถึงความสำคัญของพิธีสารลอนดอน ค.ศ. 1996 และอนุสัญญา UNCLOS 1982 ในการป้องกันมลภาวะทางทะเลจากการทิ้งขยะ เน้นย้ำความจำเป็นในการยกระดับกฎหมายควบคุมการนำเข้าขยะพลาสติกที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งก่อภาระต่อสิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำ ห่วงโซ่อาหาร เศรษฐกิจหมุนเวียน และตลาดรีไซเคิล โดยชี้ให้เห็นถึงแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่ผลักดันให้มีการทิ้งขยะ พร้อมเสนอแนวทางการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนและนำเสนอข้อมูลผ่านการเปิดพรีเซนเทชันในที่ประชุม
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ อนุสัญญา ว่าด้วยการป้องกันมลภาวะทางทะเล เนื่องจากการทิ้งวัสดุเหลือใช้และวัสดุอื่น ค.ศ. ๑๙๗๒ หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่าพิธีสารลอนดอน ความสำคัญของพิธีสารนี้มีทั้งหมด ๒๙ ข้อ ซึ่งจุดประสงค์ที่สำคัญนั่นก็คือเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมทางทะเลโดยการสร้างกลไก และควบคุมการทิ้งเทของเสียลงในทะเล ทั้งจากเรือ อากาศยาน หรือแท่นก่อสร้างต่าง ๆ รวมไปถึงส่งเสริมการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติของทะเลอย่างยั่งยืน
ท่านประธานครับ ปัจจุบันมีภาคีที่เป็นสมาชิกของพิธีสารนี้ทั้งหมด ๕๓ ประเทศ ผมจึงสนับสนุนเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยเราจะได้เป็นประเทศที่ ๕๔ ในการ เป็นภาคีสมาชิก ซึ่งก็จะเป็นการปฏิบัติตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ หรืออันคลอส ๑๙๘๒ (UNCLOS 1982) ที่ระบุให้เราต้องออกกฎหมาย ข้อบังคับ เพื่อป้องกัน ลด และควบคุมมลภาวะของสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการทิ้งเทของเสีย ลงทะเล ต้องถือเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้ยกระดับกฎหมายในประเทศของเราเพื่อที่จะ ควบคุมให้ขยะหรือการทิ้งขยะลงทะเลเป็นไปด้วยความยากลำบากมากขึ้น เมื่อพูดถึงขยะ มีตัวเลขที่น่าตกใจครับท่านประธาน ในแต่ละวันกรมควบคุมมลพิษให้ข้อมูลว่าเราสร้างขยะ วันละ ๗๑,๐๐๐ ตัน คูณด้วย ๓๖๕ เข้าไปก็คือ ๑ ปีเราทิ้งขยะ ๒๗.๘ ล้านตัน ใน ๒๗.๘ ล้านตันนี้ ๗.๓๖ ล้านตันเป็นการทิ้งขยะแบบผิดกฎหมาย ซึ่งในการทิ้งขยะผิดกฎหมายทั้งหมด ส่วนใหญ่ก็คือการทิ้งลงในแหล่งน้ำและทะเล ถามว่าเมื่อขยะทิ้งลงไปในแหล่งน้ำและทะเลไป เป็นอาหารใครครับ ก็ไปเป็นอาหารสัตว์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพะยูน ปลาวาฬ หรือเต่า ที่เรา เห็นว่าตายเป็นจำนวนมาก ในปีที่แล้วปีเดียวเราได้เห็นพะยูนตายในทะเลตรังและทะเล ใกล้เคียงถึง ๑๑ ตัว แต่ขยะเหล่านี้ไม่ได้เป็นอาหารของสัตว์ใหญ่เท่านั้น สัตว์เล็กก็กินขยะ พลาสติกเหล่านี้ จากข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเลตรังเอาปลาทูมา ลองวิเคราะห์ดู พบว่าปลาทูในประเทศไทยมีไมโครพลาสติกหรือพลาสติกอนุภาคเล็ก ๆ ถึง ๗๘ ชิ้น ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานของสัตว์น้ำอย่างอื่นทั่วโลกที่จะต้องไม่มีไมโครพลาสติก แล้วถามว่า ใครกินปลาทูครับ อย่าลืมว่าน้ำพริก ปลาทูเป็นอาหารหลักของคนไทย ก็พวกเรานี่ละครับ ที่กินปลาทู แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นไม่ใช่เฉพาะคนที่กินปลาแล้วตาย คนไม่กินปลาก็ตายครับ คนไม่กินปลาที่ผมพูดถึงนั่นก็คือกลุ่มผู้ประกอบการซาเล้งและขายของเก่า ถามว่าทำไมถึง ไปไกลถึงซาเล้งและขายของเก่า กลุ่มผู้ประกอบการซาเล้งและขายของเก่าเป็นกลุ่มคนสำคัญ ที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยท่านรองนายกรัฐมนตรี จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้ให้ความสำคัญมา โดยตลอด นั่นก็คือคนเหล่านี้ได้รับผลกระทบอย่างไร ผมอยากให้ท่านประธานได้ดูแผนภาพนี้ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ภาพนี้เป็นการแสดงถึงการนำเข้าขยะพลาสติกของประเทศไทย จะเห็นว่าในอดีตที่ผ่านมา เรานำเข้าขยะพลาสติกประมาณ ๑ แสนตันต่อปี แต่เมื่อประเทศจีนหยุดการนำเข้าขยะพลาสติก ในปี ๒๕๖๐ ขยะต่าง ๆ เหล่านั้นก็ถาโถมเข้ามาที่เมืองไทย จากเดิม ๑๐๐,๐๐๐ กว่าตัน เพิ่มเป็น ๕๐๐,๐๐๐ กว่าตัน เลยเกิดคำถามขึ้นว่าตกลงเราจะเป็นครัวของโลกหรือจะเป็น ถังขยะของโลก ถามว่าเอาเข้ามาเยอะ ๆ ขนาดนี้มาทำอะไร ต้องบอกอย่างนี้ครับว่าผมได้มี โอกาสลงพื้นที่เพื่อจะไปดูว่าขยะที่เอาเข้ามาหน้าตาเป็นอย่างไร ขยะที่เอาเข้ามานี้เป็น ขยะพลาสติกที่เป็นการกดอัด ดังนั้นขยะต่าง ๆ เหล่านี้จึงมีสิ่งปนเปื้อนเข้ามามากกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่นำไปรีไซเคิล (Recycle) ได้จริงมีเพียง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แปลว่าที่เอาเข้ามา ๕๐๐,๐๐๐ กว่าตันไปรีไซเคิล (Recycle) ใช้ได้เพียงแค่ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าตัน และอีก ๓๐๐,๐๐๐ กว่าตัน ทำอย่างไร ก็ต้องทิ้ง ทิ้งอย่างไร ทิ้งง่ายที่สุดก็ทิ้งลงในแหล่งน้ำและทะเล จนเป็นที่มาของ ๗ ล้านกว่าตันที่ทิ้ง แบบผิดกฎหมาย ผมเห็นแบบนี้ก็เกิดคำถามว่าแล้วทำไมเราถึงต้องให้นำเข้ามา แน่นอนครับ ผู้ที่สนับสนุนให้นำเข้ามาก็บอกว่าการนำเข้ามานั้นเป็นเพราะว่าในประเทศไทยมีวัตถุดิบ ที่เป็นขยะรีไซเคิล (Recycle) ไม่เพียงพอต่อการรีไซเคิล (Recycle) ผมก็แปลกใจครับว่า มันจะไม่พอได้อย่างไร ก็ต้องย้อนกลับไปดูแผนภาพเมื่อสักครู่ที่ผมได้แสดงให้เห็น แผนภาพ เมื่อสักครู่แสดงให้เห็นแล้วว่าในอดีตที่ผ่านมาเป็นสิบเป็นร้อยปีประเทศไทยเราไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องนำเข้าขยะอุตสาหกรรมไทยก็อยู่ได้เป็นอย่างดี แล้วเหตุใด จำเป็นแค่ไหน ทำไมตอนนี้ ถึงต้องนำเข้าขยะเข้ามาถึง ๕๐๐,๐๐๐ กว่าตัน ผมเป็นคนช่างคิด ช่างถามครับ ก็เลยไปถาม แล้วก็หาคำตอบให้ลึกลงไป ก็ได้คำตอบครับว่าที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่าเมืองนอกทั่วโลก เขาจ้างให้เอาขยะมาทิ้ง แน่นอนคนที่เอาเข้ามาเขาได้ค่าจ้าง ได้กำไรจากการนำขยะเข้ามาทิ้ง ก็ไม่แปลกอะไรครับที่จะนำขยะเข้ามาทิ้ง ก็ไม่แปลกอะไรที่จะนำขยะเข้ามา แล้วก็มาขาย บวกกับภาษีศุลกากรที่ศูนย์เปอร์เซ็นต์ เขาก็เอาเข้ามาขาย เมื่อขายแล้วเกิดปัญหาอย่างไร ก็มารบกวนกลไกตลาด ตัวอย่างเช่นน้ำดื่มขวดพลาสติกหรือขวดแอลกอฮอล์ จากเดิม กิโลกรัมละ ๑๘ บาท ตอนนี้เหลือกิโลกรัมละ ๔-๕ บาท คนที่เดือดร้อนก็คือผู้ประกอบการ ซาเล้งทั้งหลาย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ลองทำการเปรียบเทียบว่าตกลงจำเป็นจริงไหม ที่ต้องให้เรานำเข้าขยะเข้ามา เลยอยากให้ดูอีกแผนภาพหนึ่งครับ