เกียรติเกริกไกร หารือร่างกฎหมายไกล่เกลี่ย ห่วงประชาชนยื่นผิดศาลเสียสิทธิ์

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๓

เกียรติเกริกไกร ใจสมุทร หารือร่างกฎหมายแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๐ ตรี ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการยื่นคำร้องขอไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดี โดยแสดงความกังวลว่าประชาชนอาจยื่นคำร้องต่อศาลที่ไม่มีเขตอำนาจเนื่องจากขาดความรู้ทางกฎหมาย จนอาจส่งผลให้เสียเวลา เสียสิทธิ หรือขาดอายุความ จึงเสนอให้ปรับปรุงกลไกให้สามารถยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นได้ทุกแห่ง โดยให้ศาลส่งต่อไปยังศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง

นายเกียรติเกริกไกร ใจสมุทร กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายเกียรติเกริกไกร ใจสมุทร กรรมาธิการ กระผมขอกราบเรียนท่านประธานครับว่าตามร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในมาตรา ๒๐ ตรี นี้นั้นกล่าวได้ว่ามาตรานี้ เป็นกฎหมายที่จะพลิกโฉมกระบวนการระงับข้อพิพาทในทางศาลไปโดยสิ้นเชิง นี่เป็นเหตุผล ที่ว่าการที่พลิกโฉมกระบวนการไกล่เกลี่ยนั้นกระผมขอกราบเรียนว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องมีความระมัดระวังในการร่างกฎหมายมาตรานี้ออกมา ซึ่งกระผมขอกราบเรียน ท่านประธานว่าในชั้นกรรมาธิการนั้นกรรมาธิการทุกท่านได้มีความพยายามอย่างมากที่จะ ร่างกฎหมายมาตรานี้ออกมาให้เกิดความสมบูรณ์ที่สุด แต่อย่างไรก็ตามกระผมก็ยังมีข้อกังวล เกี่ยวกับเนื้อหาบางส่วนของมาตรานี้ที่มีการร่างออกมา ซึ่งขอกราบเรียนท่านประธาน ดังต่อไปนี้ครับ

เนื่องจากในประเด็นแรกที่ผมได้สงวนความเห็นเอาไว้ในมาตรา ๒๐ ตรี นั้น ได้บัญญัติไว้ว่าก่อนยื่นฟ้องคดีบุคคลที่จะเป็นคู่ความอาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ หากมีการฟ้องคดีนั้น หากแปลเป็นคำตรง ๆ ก็คือบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากข้อพิพาท ข้อ โต้แย้งใด ๆ ก็ตาม บุคคลดังกล่าวนั้นจะต้องมายื่นเรื่องเพื่อขอไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดีต่อศาล ที่มีเขตอำนาจศาลเท่านั้น ซึ่งประเด็นนี้ในชั้นกรรมาธิการเองก็ยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะตัวกระผมเองนั้นเห็นว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากว่า หากเราพิจารณาคำนี้ได้กำหนดให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนนั้นต้องมายื่นเรื่อง ต่อศาลที่มีเขตอำนาจในการฟ้องคดี ซึ่งในทางปฏิบัติที่ผ่านมาในทางปฏิบัติตลอดระยะเวลา ที่เรามีการดำเนินกระบวนการในศาลมาเป็นร้อยปี ปรากฏว่าบุคคลส่วนใหญ่ที่ทำหน้าที่ ในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลก็คือทนายความ ซึ่งปกติแล้วทนายความจะเป็นผู้ให้ความเห็น และทำคำฟ้องนั้นยื่นต่อศาล แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าทนายความจะเป็นผู้ที่มีความรู้ จบปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์และได้ตั๋วทนายความมาแล้ว หรือรวมถึงอาจจะจบ เนติบัณฑิตหรือไม่ แต่ก็ยังมีครับ จากคำพิพากษาศาลฎีกาจำนวนมากที่พบว่ามีคำสั่ง มีคำพิพากษาว่ามีการยื่นต่อศาลที่ไม่มีเขตอำนาจและต้องคืนคำคู่ความ หรือไม่รับฟ้อง หรือจำหน่ายคดี หรือแม้กระทั่งยกฟ้องในกรณีที่คดีไปถึงจุดบางสถานการณ์แล้ว ซึ่งความหมายอย่างนี้แปลว่าอะไรครับ แปลว่าขนาดทนายความผู้มีวิชาชีพเกี่ยวกับการทำคดี และการยื่นฟ้องคดีต่อศาลโดยตรงก็ยังมีการยื่นฟ้องต่อศาลผิดศาลหรือต่อศาลที่ไม่มีเขต อำนาจศาลได้ แล้วหากลองมาพิจารณาในประเด็นนี้สิครับ เราจะพบทันทีว่ามีพี่น้องประชาชน จำนวนมากกี่คนที่จบคณะนิติศาสตร์ จะมีกี่คนที่เป็นนักกฎหมาย และจะมีประชาชนกี่คน ที่รู้ว่าเขตอำนาจศาลที่จะต้องยื่นในการยื่นขอไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดีนั้นคือเขตอำนาจศาลไหน นั่นคือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นครับ เพราะหากพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่นั้นไม่ใช่บุคคลที่รู้ว่า เขตอำนาจศาลที่จะยื่นในการขอไกล่เกลี่ยได้นั้นคือเขตอำนาจศาลใด ก็แปลว่าพี่น้องประชาชน คนนั้นก็จะไปยื่นคำร้องนี้ต่อศาลที่มีโอกาสที่จะผิดเขตอำนาจศาล ซึ่งสิ่งนี้เองที่ผมเป็นข้อกังวล สำหรับตัวกระผมเอง และเห็นว่าหากเราบัญญัติโดยใช้ถ้อยคำที่ว่า ให้ยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ หากมีการฟ้องคดี ก็ย่อมจะส่งผลเสียต่อพี่น้องประชาชน ทั้งในเรื่องของเวลาที่ต้องเสียเวลา ไปสถานที่ที่ไปแล้วก็ยื่นผิด หรือเสียโอกาสในการทำมาหากินของพี่น้องประชาชน รวมถึง ยังอาจจะทำให้คดีดังกล่าวนั้นขาดอายุความ เพราะว่าหากพี่น้องประชาชนไปยื่นต่อศาล ที่ไม่มีเขตอำนาจ แล้วในขณะเดียวกันนั้นปรากฏว่าคดีดังกล่าวนั้นกำลังจะขาดอายุความ นี่ก็จะเป็นผลเสียอย่างใหญ่หลวงต่อพี่น้องประชาชนที่ต้องไปยื่นต่อศาลที่ถูกระบุไว้ใน มาตรานี้ว่าต้องยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจฟ้องคดีเท่านั้น ซึ่งในประเด็นนี้ผมได้เคยเสนอไว้ ในชั้นกรรมาธิการ แล้วก็ได้สงวนความเห็นนี้เอาไว้ คือกระผมได้เสนอให้เราบัญญัติไว้ว่า บุคคลที่เป็นคู่ความอาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นและให้ศาลนั้นส่งคำร้องไปยังศาลที่มีเขตอำนาจ หากมีการฟ้องคดีนั้น ซึ่งหมายความว่าในประเด็นนี้หากเราบัญญัติเนื้อหาส่วนนี้ในถ้อยคำ แบบนี้ ผลก็คือพี่น้องประชาชนก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากความไม่รู้กฎหมาย จากความไม่รู้ว่า เขตอำนาจศาลใดคือเขตที่มีสิทธิยื่น ซึ่งนี่เองครับจะเป็นการคุ้มครองและปกป้องพี่น้องประชาชน ให้ได้รับผลประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้จากมาตรานี้ เพราะต้องยอมรับว่ากฎหมายมาตรานี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแต่เดิมมาโดยตลอดเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เพราะว่าเมื่อประชาชนยื่นไกล่เกลี่ยเรื่องนี้แล้วต่อศาล ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้เลย นั่นแปลว่ากระบวนการนี้มีความสำคัญมาก หากพี่น้องประชาชนมีความประสงค์จะยื่นมา ตามมาตรา ๒๐ ตรี นี้จะมีกี่คนครับที่ประสงค์อยากยื่นคดีนี้ต่อศาล อาจจะมีเป็นร้อยคดี เป็นพันคดี เป็นหมื่นคดี เป็นแสนคดี และหากปรากฏว่าพี่น้องประชาชนเหล่านั้นไปยื่น ต่อศาลที่ไม่มีเขตอำนาจ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่ประชาชนไปยื่นต่อศาลที่ไม่มี เขตอำนาจนั้นจะเกิดอย่างไรบ้าง จะเป็นเปอร์เซ็นต์เท่าไร จะมีคดีอีกกี่คดีที่ยื่นไปแล้วปรากฏว่า ไปไม่ถูกเขตอำนาจศาล เพราะฉะนั้นในประเด็นดังกล่าวนี้ผมจึงขอกราบเรียนท่านประธานว่า ผมขอสงวนความเห็นอยากให้มีการปรับปรุงแก้ไขว่าให้ยื่นคำร้องนี้ต่อศาลชั้นต้น และให้ศาลนั้น ส่งคำร้องไปยังศาลที่มีเขตอำนาจหากมีการฟ้องคดีนั้น คำสงวนอีกประเด็นหนึ่งให้ผมพูดต่อ ได้เลยไหมครับ พอดีผมมีประเด็นเรื่องทนายความต่อด้วยให้ผมอภิปรายใช่ไหมครับในวรรคนี้