วิรัช พันธุมะผล หารือเรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยเน้นย้ำว่าควรปฏิรูปให้เหมาะสมตามรัฐธรรมนูญ และเสนอแนะว่าควรให้อำเภอไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนที่จะร้องต่อศาล
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ กระผม นายวิรัช พันธุมะผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา กระผมขอกราบเรียนว่าตามที่รัฐบาลอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๐ วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ร่างพระราชบัญญัติที่ตราขึ้น เพื่อดำเนินการตามมาตรา ๑๖ ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศในมาตรา ๒๕๘ ง ด้านกระบวนการ ยุติธรรม (๑) ซึ่งเป็นเรื่องเน้นให้มีการปฏิรูปในการให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนที่สะดวก ไม่ต้องใช้เงินและเสมอหน้าทุกคนเข้าถึงกันได้ เพราะฉะนั้นร่างพระราชบัญญัติแก้ไข วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐ ตรี ที่รัฐบาลเสนอมาเป็นการแก้ไขเพียงเล็กน้อย ซึ่งไม่ได้ เข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๒๕๘ ง (๑) ด้านกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้แล้วยังจะเห็น ได้ว่าการแก้ไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐ ตรี นั้น จะเป็นการ เสนอกฎหมายที่ซ้ำกับกฎหมายอื่น ๆ มากมาย เช่นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๐ ว่าด้วยการประนีประนอมยอมความ คือทั้งก่อนจะคดีถึงศาลและคดีถึงศาลแล้ว ก็ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งทวิ มาตรา ๒๐ ทวิ ก็มีกระบวนการ มีการแก้ไข มาก่อน โดยใช้กฎหมายธรรมดา โดยใช้พระราชบัญญัติธรรมดา ให้มีการประนีประนอม ยอมความในชั้นศาล และนอกจากนี้แล้วยังมีพระราชบัญญัติไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งประกาศใช้เมื่อปีที่แล้วเอง คือวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ก็เป็นเรื่องของการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทก่อนนำคดีขึ้นสู่ศาล และตามกฎหมายดังกล่าวจะต้องมีการออกประกาศของ ประธานศาลฎีกาด้วย แต่จนบัดนี้ยังไม่มีการประกาศใช้ แต่รัฐบาลก็รีบเสนอพระราชบัญญัติ แก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐ ทวิ จึงเห็นได้ว่าเป็นการออกกฎหมาย ที่ไม่ได้เป็นไปตามมาตรา ไม่ได้เป็นการปฏิรูปตามมาตรา ๒๗๐ วรรคสองของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ด้วยความห่วงใยดังนี้ผมจึงแปรญัตติว่าเพื่อให้เป็นไปตาม มาตรา ๒๗๐ วรรคสอง จึงควรแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐ ทวิ ให้เป็นไปตามทำนองของการปฏิรูป ใช้ว่า วิธีปฏิรูปให้ถูกต้องตามมาตรา ๒๗๐ วรรคสอง เพราะฉะนั้นจึงเห็นว่าวิธีการแก้ไขของเดิมนั้นผมขออนุญาตที่รัฐบาลเสนอมาก็ต้องมีปัญหา เรื่องเขตอำนาจศาล ซึ่งท่านกรรมาธิการหลายท่านได้พูด เขตอำนาจศาลเป็นเรื่องยุ่งยาก มากครับ เพราะว่าแม้แต่ผมซึ่งอยู่ในวงการกฎหมายมาก็มีปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาล เช่น ศาลแขวง ศาลคดีเด็กและเยาวชน ศาลแขวงเหนือ ศาลแขวงใต้ ศาลอาญาใต้ ศาลอาญากลาง หรือว่าศาลจังหวัด อย่างนี้นะครับ ศาลจังหวัดก็มีหลายศาล นี่เป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดความ ยุ่งยากกับประชาชน แทนที่จะให้ความสะดวกกับประชาชน นี่คือเขตอำนาจที่จะมีปัญหา
๒. การที่คดีที่ยังไม่มีขึ้นสู่ศาลแต่บังคับให้ประชาชนไปยื่นต่อศาล ทำให้ ประชาชนเสียค่าทนายความ ทนายความหลายท่านที่เป็นกรรมาธิการก็พูดเป็นห่วง เรื่องทนายความ ผมว่าทำให้ประชาชนเสียเงินนะครับ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่มีปัญหา ในวรรคแรกอีกเหมือนกัน นอกจากนี้แล้วศาลในประเทศไทยไม่ได้มีทุกอำเภอ ไม่ได้มี ทุกตำบล แล้วแต่ละเรื่องที่จะไปศาลท่านจะเห็นได้ว่ายื่นต่อศาลแต่ละครั้งนี่หลายเดือน กว่าศาลท่านจะนัดพร้อม กว่าศาลจะเรียกคู่ความผู้พิพาทมาพร้อม กว่าจะส่งหมายช้ามาก นี่คือเหตุผลที่ว่าถ้าจะปฏิรูปตามมาตรา ๒๕๘ แล้วเราควรจะแก้ให้เป็นไปตามการปฏิรูป เพราะฉะนั้นผมถึงเขียนความเห็นต่างจากที่รัฐบาลเขียนมา แต่ผมเขียนให้เป็นการปฏิรูป อย่างแท้จริงเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๒๗๐ วรรคสอง ผมเขียนอย่างนี้นะครับ ซึ่งถ้าท่านอ่าน จากที่ผมเขียนท่านจะเห็นว่าเป็นการปฏิรูปที่แท้จริง ผมเขียนไว้ว่า มาตรา ๒๐ ตรี เพื่อประโยชน์ในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งสำนักงานพิพาท ที่ตำบลนั้น ๆ แล้วก็ให้คู่กรณีที่จะยื่นข้อพิพาทให้ยื่นความจำนงนะครับ ง่าย ๆ ๑. ไปยื่นที่ ตำบล ตำบลของ อบต. หรือเทศบาลที่อยู่ในพื้นที่นั้น ไปยื่นที่นั่น ยื่นความจำนงธรรมดา ท่านสังเกตไหมว่าตอนหลังสำนักงานคุมประพฤติที่เขาไปไม่ได้ขึ้นกับศาลยุติธรรมแล้ว ไปที่นั่นง่าย ๆ สบายใจกว่าเยอะครับ แล้วก็ให้ อบต. ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยมีสำนักงาน ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของตำบลนั้นทำการไกล่เกลี่ย เมื่อไกล่เกลี่ยแล้วก็ให้ทำสัญญา ประนีประนอมยอมความให้ และถ้าอีกฝ่ายหนึ่งยังไม่ยอมที่จะปฏิบัติตามสัญญาข้อพิพาท จึงไปร้องต่อศาลโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม เพราะฉะนั้นจากที่ผมแก้ไข ที่ผมแปรญัตติไว้ จึงเป็นไปตามการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เป็นการให้ความสะดวกแก่ประชาชน และ ประชาชนไม่ต้องเสียเงิน ไม่ต้องไปศาล สมดังเจตนาของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่ยังไม่ได้นำ คดีไปสู่ศาล ขอบพระคุณท่านประธานครับ