พัลลภ ตมิศานนท์ หารือประเด็นความไม่เหมาะสมของการเข้าร่วมพิธีสารป้องกันมลภาวะทางทะเลจากขยะ โดยเฉพาะข้อกังวลที่น่านน้ำภายในของไทยกว่า 62,000 ตารางกิโลเมตร จะไม่ได้รับการคุ้มครอง พร้อมเสนอให้ขยายขอบเขตการบังคับใช้พิธีสารและออกกฎหมายรองรับเพื่อป้องกันมลพิษจากเรือไทยและต่างชาติอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเสนอแนวทางการใช้สิทธิสงวนความยินยอมในการระงับข้อพิพาทตามอนุสัญญา UNCLOS เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ และหารือมาตรการรองรับผลกระทบต่อเรือประมงไทยที่ดำเนินการนอกน่านน้ำ โดยเฉพาะการขออนุญาตทิ้งสัตว์น้ำพลอยจับอย่างชัดเจนและสะดวกเพื่อสอดคล้องกับการเป็นภาคีพิธีสารระหว่างประเทศ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ พิธีสารฉบับนี้ด้านเนื้อหานั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการป้องกัน มลภาวะทางทะเลจากการทิ้ง เท วัสดุ ซึ่งต้องดำเนินการตามกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ ที่ประเทศไทยผูกพันเป็นภาคีด้วย ส่วนในด้านหน่วยกำกับดูแลนั้นก็คือองค์การทางทะเล ระหว่างประเทศหรือไอเอ็มโอ (IMO) ซึ่งประเทศไทยก็ผูกพันเป็นสมาชิกด้วยเช่นกัน ดังนั้นด้วยข้อผูกพันทั้ง ๒ ด้านนี้ประกอบกับเนื้อหาของพิธีสารฉบับนี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับ การรักษาสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นแล้วก็เหมาะสมครับที่ประเทศไทยเราจะเข้าเป็นภาคีพิธีสาร ฉบับนี้ แต่เมื่อกลับมาพิจารณาจำนวนประเทศที่เข้าร่วมภาคีพิธีสารแล้วน่าแปลกใจครับว่า สมาชิกไอเอ็มโอ (IMO) นั้น ๑๗๔ ประเทศ ๓ เขตปกครอง มีเพียง ๕๓ ประเทศหรือประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เข้าร่วมภาคี ยิ่งอาเซียน (ASEAN) ๑๐ ประเทศด้วยแล้ว มีเพียง ประเทศฟิลิปปินส์ประเทศเดียวที่เข้าเป็นภาคี สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ที่พึงระมัดระวัง ที่ประเทศไทยจะต้องพิจารณาทุกแง่มุมให้รอบคอบ รัดกุมก่อนตัดสินใจเข้าร่วม ซึ่งหลังจากที่ ได้พิจารณาเนื้อหาพิธีสารทั้ง ๒๙ ข้อแล้วกระผมก็มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะบางประเด็น ดังนี้ครับ
ประเด็นแรก คือการบังคับใช้พิธีสารในเขตน่านน้ำภายใน จากนิยามคำว่า ทะเล ตามแผนภาพนี่นะครับ พิธีสาร หมายถึง เขตน้ำทะเลทั้งหมดนอกเหนือจากน่านน้ำ ภายใน ทำให้ทะเลซึ่งเป็นพื้นที่บังคับใช้พิธีสารในส่วนของประเทศไทย อันได้แก่ ขอให้สังเกตตามสีต่าง ๆ ให้ดี ทะเลอาณาเขตนั้นคือส่วนสีเหลือง เขตต่อเนื่องคือส่วนสีส้ม เขตเศรษฐกิจจำเพาะ หรือไหล่ทวีปคือส่วนสีฟ้า และทะเลหลวงซึ่งอยู่นอกแผนที่นี้ไปแต่ไม่รวมน่านน้ำภายในคือ ส่วนสีเขียว ตรงนี้น่าจะไม่เป็นผลดีสำหรับบ้านเราเพราะจะทำให้น่านน้ำภายในซึ่งมีพื้นที่กว่า ๖๒,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร คิดเป็นกว่า ๑๙ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทะเลไทยทั้งหมด รวมทุกสี ๓๒๓,๐๐๐ ตารางกิโลเมตรจะไม่อยู่ภายใต้การบังคับใช้ของพิธีสารนี้เลย
ข้อสังเกตอีกประการคือว่าพิธีสารนี้จะบังคับใช้ตั้งแต่ทะเลอาณาเขตก็คือ ส่วนสีเหลืองออกมา ยกเว้นน่านน้ำภายในคือส่วนสีเขียว ในขณะที่กฎหมายภายในของ ประเทศไทยนั้นจะบังคับใช้ทั้งน่านน้ำภายในและทะเลอาณาเขต ดังนั้นจะเห็นว่าทะเล อาณาเขตนั้นมีทั้งกฎหมายภายในใช้บังคับและจะมีพิธีสารนี้ใช้บังคับอีกในอนาคตหากผ่านสภา ในวันนี้ เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเพราะว่าบทบัญญัติของพิธีสารนั้นมีข้อดีหลายประการ เช่น ควบคุมทั้งพฤติกรรม ได้แก่ การทิ้ง การเผาวัสดุต่าง ๆ ในทะเล ควบคุมทั้งผู้กระทำ คือไม่ว่า จะเป็นเรือ อากาศยาน แท่นลอยน้ำ และโครงสร้างต่าง ๆ ในทะเล กล่าวได้ว่าครอบคลุม ทุกพฤติกรรมและผู้กระทำ รวมถึงมีกฎเกณฑ์ มาตรการบังคับใช้ และการระงับข้อพิพาท อย่างชัดเจน ซึ่งเมื่อเทียบกับกฎหมายภายในอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติเดินเรือ ในน่านน้ำไทย พระราชบัญญัติเรือไทย ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือพระราชบัญญัติ ส่งเสริมและบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กฎหมายไทยยังมีข้อจำกัดมากกว่า เช่นไม่ครอบคลุมถึงเขตเศรษฐกิจจำเพาะในส่วนสีฟ้า แล้วก็ทะเลหลวงที่ไกลออกไป ควบคุม พฤติกรรมและผู้กระทำไม่ครบทุกเรื่อง ไม่ครอบคลุมการออกใบอนุญาตทิ้ง เท หรือเผา ในทะเล การแรงงาน การระงับข้อพิพาทกรณีผู้กระทำเป็นเรือและอากาศยานต่างชาติ เป็นต้น ที่สำคัญน่านน้ำภายในในส่วนสีเขียวของประเทศไทยบางส่วน เช่นบริเวณที่เกาะสีชัง หรือแถว ๆ บริเวณนอกชายฝั่งศรีราชานั้นมีปัญหาสิ่งแวดล้อม มลพิษจากการทิ้ง เท วัสดุเหลือใช้ ของเสียลงทะเล ทั้งโดยเรือไทยและต่างชาติที่แล่นผ่าน แล้วก็เข้าจอดขนถ่าย สินค้าบริเวณดังกล่าว ดังนั้นกระผมเห็นว่าหากสามารถขยายขอบเขตการบังคับใช้ของ พิธีสารและกฎหมายที่ออกมารองรับให้ครอบคลุมน่านน้ำภายในของประเทศไทย ในส่วนสีเขียวด้วยก็จะเกิดผลดีมากกว่า ซึ่งเรื่องนี้มีช่องทางครับ เนื่องจากในพิธีสาร ถ้าท่านประธานลองดูในข้อ ๗ วรรคสอง กำหนดให้รัฐภาคีนั้นจะใช้ดุลพินิจนำบทบัญญัติ และมาตรการ กฎเกณฑ์ของพิธีสารนี้ไปใช้บังคับในน่านน้ำภายในของตนกันได้ ผมขอเสนอ ให้รัฐบาลนั้นพิจารณาใช้ดุลพินิจดังกล่าว โดยหากพิธีสารผ่านรัฐสภาในวันนี้ซึ่งจะมีการตรา กฎหมายรองรับต่อไปนั้น ก็ขอให้กำหนดพื้นที่บังคับใช้กฎหมายที่จะตราขึ้นใหม่นี้ ให้ครอบคลุมถึงน่านน้ำภายในของประเทศไทยในส่วนสีเขียวด้วยครับ แต่ถ้าหากกังวลว่า กฎหมายไทยจะไปซ้ำซ้อนกับกฎหมายเดิมในน่านน้ำภายในหรือไม่นั้น ขอให้คำนึงข้อเท็จจริง ว่าความซ้ำซ้อนเช่นนี้เป็นสภาพหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะอย่างไรก็เกิดขึ้นอยู่แล้วกับทะเล อาณาเขตในส่วนสีเหลืองซึ่งมีทั้งกฎหมายปัจจุบัน แล้วก็จะมีพิธีสารบังคับใช้ในอนาคตครับ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ ตามพิธีสาร ในข้อ ๑๖ นั้นการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ หากไม่สามารถเจรจาไกล่เกลี่ยประนีประนอมได้ จะเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการหรือกระบวนการอื่น เช่นศาลกฎหมายทะเล หรือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ตามที่ระบุในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมาย ทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ หรืออันคลอส ๑๙๘๒ (UNCLOS 1982) แต่หากเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับ การตีความหรือพันธกรณีทั่วไปแล้ว พิธีสาร ข้อ ๑๖ วรรคห้า เปิดโอกาสให้รัฐภาคี อาจจะขอสงวนสิทธิต้องได้รับความยินยอมก่อนที่จะนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการ อนุญาโตตุลาการ โดยต้องแจ้งให้เลขาธิการไอเอ็มโอ (IMO) ทราบในวันที่ยินยอมผูกพันพิธีสาร ซึ่งในกรณีของประเทศไทยคือวันยื่นภาคยานุวัติสาร กระผมจึงเห็นว่าการใช้อนุญาโตตุลาการ ตามภาคผนวก ๓ นั้นเป็นการเลือก ทั้งการเลือกองค์คณะของอนุญาโตตุลาการ กระบวนการ พิจารณาอาจก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างคู่กรณีได้ อีกทั้งคำชี้ขาดของ อนุญาโตตุลาการนั้นให้ถือเป็นที่สุด ไม่สามารถที่จะอุทธรณ์ได้ และที่สำคัญต้องปฏิบัติตาม ทันที ดังนั้นเพื่อให้การเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการของประเทศไทยผ่านการพิจารณา ตัดสินล่วงหน้าอย่างรัดกุม รอบคอบ และคุ้มกับค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไป จึงเห็นว่าประเทศไทย ควรที่จะแจ้งขอสงวนสิทธิที่จะต้องได้รับความยินยอมก่อน ตามพิธีสาร ข้อ ๑๖ วรรคห้า เปิดโอกาสไว้
ประเด็นสุดท้ายครับ ผลกระทบต่อเรือที่ทำการประมงนอกน่านน้ำ กรณี เรือไทยที่ไปทำการประมงนอกน่านน้ำในพื้นที่ห่างไกล เช่นกลางมหาสมุทรอินเดีย ในพื้นที่ ไอโอทีซี (IOTC) หรือเซียวฟา (SIOFA) ซึ่งเราเป็นภาคีอยู่แล้วเป็นเวลานานหลายเดือน เรือเหล่านี้ ด้วยข้อจำกัดพื้นที่จัดเก็บจำเป็นต้องนำสัตว์น้ำพลอยจับได้ที่มีมูลค่าต่ำทิ้งทะเลไป เก็บไว้แต่ สัตว์น้ำมูลค่าสูงกว่า ซึ่งแม้ว่าจะกระทำได้ก็ถือเป็นการทิ้งเศษวัสดุอินทรีย์หรือเศษปลาที่ ได้รับการยกเว้นตามพิธีสาร แต่ก็ต้องขออนุญาตดำเนินการก่อน ดังนั้นในกรณีของเรือไทย ที่ทำการประมงนอกน่านน้ำในพื้นที่ห่างไกลเช่นนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นประมงก็เห็นว่า ควรจะต้องกำหนดวิธีปฏิบัติในการขออนุญาตทิ้งสัตว์น้ำที่เหลือจากการทำประมงให้มีความสะดวก ชัดเจน และพร้อมปฏิบัติก่อนที่ประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคีพิธีสารนี้โดยสมบูรณ์ต่อไป ขอบคุณครับ