วิโรจน์ เสนอผู้ชิงนายกฯ แสดงวิสัยทัศน์ในสภา เพื่อโปร่งใสและรับผิดชอบ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๓

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร เสนอให้ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุมสภา เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับหลักการรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่าเป็นโอกาสให้ผู้นำให้คำมั่นอย่างเปิดเผย ไม่ถูกครอบงำจากฝ่ายใด พร้อมเรียกร้องให้มีการชี้แจงความชัดเจนด้านนโยบาย แผนการเงิน และความคุ้มค่าของมาตรการที่ประกาศ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามและประเมินผลการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ กรรมาธิการ ผมขออนุญาตเจ้าหน้าที่เตรียมสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ เพราะผมเตรียมสไลด์ (Slide) ไว้

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ในข้อ ๑๓๖ ผมขอเพิ่มข้อความ เป็นวรรคสาม โดยวรรคสามผมได้เพิ่มข้อความที่ว่า ให้ผู้ถูกเสนอชื่อตามวรรคสอง นั่นก็คือ ผู้ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุมภายในระยะเวลา ที่ประธานกำหนด เราลองมาพิจารณาดูความจำเป็นครับ ในข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นประธานวุฒิสภาต้องกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในที่ประชุม ข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ ผมยืนยันว่ารัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้กำหนดให้ผู้ที่จะดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีหรือผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องกล่าววิสัยทัศน์ก็จริง แต่รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ห้าม และที่ผ่านมาเราก็พบแล้วว่าผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งที่ผู้ถูกเสนอชื่อ ให้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาก็ดี หรือประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ล้วนต้องกล่าวแสดง วิสัยทัศน์ทั้งสิ้น ในเมื่อผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติต้องทำ เหตุใดทำไมนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำ ฝ่ายบริหารถึงจะทำไม่ได้ จากกรรมาธิการหลายท่านได้พูดคุยกันก็มีข้อโต้แย้งว่าหากมีการ เสนอหลายรายชื่อจะเป็นการเสียเวลาในที่ประชุม ผมต้องชี้แจงอย่างนี้ว่าทำไมประธาน สภาผู้แทนราษฎรถึงเสียเวลาได้ ทำไมประธานวุฒิสภาถึงเสียเวลาได้ แต่ทำไมคนที่จะดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายบริหารซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีผลกระทบต่อปากท้องของพี่น้องประชาชน ที่สุดจะเสียเวลาให้เขาผู้นั้นแสดงวิสัยทัศน์ต่อสภาไม่ได้

ข้อโต้แย้งถัดมา ผมขออนุญาตชี้แจงเพื่อให้เกิดความชัดเจน หลายท่าน มักปรารภกับผมว่าในช่วงเวลาหาเสียงผู้ที่ถูกเสนอชื่อได้นำเสนอนโยบายต่อสาธารณะแล้ว แต่ท่านประธานครับ เราอาจจะลืมไปว่าในข้อ ๑๓๘ และรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ วรรคสอง ได้ระบุไว้ครับ ในกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีได้อาจมีการยกเว้นไม่ต้อง เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ ตามมาตรา ๘๘ ของ รัฐธรรมนูญ หลายท่านแย้งอีกบอกว่าเป็นบทเฉพาะกาล แต่บทเฉพาะกาลตัวนี้กินเวลา ๕ ปี นับจากรัฐสภาชุดแรกเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ นั่นหมายความจะต้องกินไปถึงปี ๒๕๖๗ พฤติกรรม ฝีมือ และคุณภาพงานของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ผมเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ ที่เราจะมีการเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่อีกหลายครั้ง เพราะต้องมาแก้ปัญหาที่เขาฝากเอาไว้ อีกหลายอย่าง และกว่าจะล้างมลทิน ล้างตราบาปของการสืบทอดอำนาจต้องเลือกอีก หลายครา

สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ กับข้อโต้แย้งที่กรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกหลายท่าน มักจะบอกว่าสมาชิกรัฐสภาตัดสินใจอยู่ก่อนแล้ว มาที่รัฐสภาก็รู้อยู่แล้วว่าต้องเลือกใคร ผมไม่เชื่อ อย่างนั้นครับท่านประธาน มาตรา ๑๑๔ ของรัฐธรรมนูญระบุเอาไว้ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือการครอบงำใด ๆ ผมไม่เชื่อว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้จะถูกครอบงำโดยผู้ใด และผมเชื่อว่าสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้ง ๒ สภามีวิจารณญาณในการเลือกเป็นของตนเอง ไม่มีทาง เป็นเครื่องมือการสืบทอดอำนาจหรือสามารถถูกใครบงการให้เลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรีได้ การแสดงวิสัยทัศน์จึงเป็นกระบวนการในการพิจารณาขั้นสุดท้ายที่สำคัญอย่างมากในการ ตัดสินใจ แต่แท้ที่จริงแล้วการแสดงวิสัยทัศน์ในที่ประชุมสภาสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่สมาชิกที่อยู่ ในสภาแห่งนี้ แต่เป็นการให้คำมั่นของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อประชาชน ถามว่าการให้คำมั่นต่อประชาชนประชาชนได้ประโยชน์อะไร มีอยู่ ๓ ประการครับ

ประการที่ ๑ ประชาชนอยากจะรู้ว่านโยบายที่หัวหน้าพรรคการเมืองต่าง ๆ ใช้หาเสียง ใช้บอกเล่าเก้าสิบกับพวกเขา นโยบายใดจะถูกจัดลำดับความสำคัญเป็นลำดับแรก ที่จะผลักดันให้เกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม เมื่อเขาผู้นั้นได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ประการที่ ๒ นโยบายที่เขาให้คำมั่นในที่ประชุมรัฐสภาจะปรากฏในคำแถลง นโยบายของรัฐบาล ตามมาตรา ๑๖๒ ของรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ เป็นความเชื่อมโยงจากการ หาเสียงและเข้ามาสู่คำแถลงของนโยบายรัฐบาล

ประการสุดท้าย ประชาชนต้องตรวจสอบว่าในทางปฏิบัตินั้นรัฐบาลได้ลงมือ ทำตามที่ได้หาเสียงไว้หรือไม่

การให้คำมั่นต่อประชาชนสำคัญมาก ๆ ครับ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ว่าด้วย การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง มาตรา ๒๕๘ ก (๓) ประกอบด้วยมาตรา ๕๗ ของพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ใจความสำคัญมีอยู่ ๓ ข้อ นโยบายใดที่ต้องใช้เงิน การประกาศนโยบายนั้น การประกาศโฆษณานั้น อย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้

๑. วงเงินที่ต้องใช้และที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินงาน

๒. ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย

๓. ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย

นั่นหมายความว่าอย่างไรครับ รัฐธรรมนูญกำกับให้ผู้ที่จะใช้นโยบายหาเสียง ต้องเอานโยบายที่เป็นไปได้ เรากำหนดให้ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องแสดงวิสัยทัศน์ ต่อที่ประชุมสภาแห่งนี้ เพื่อเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดคำมั่นนั้นให้กับประชาชนที่ดูอยู่ที่บ้าน เพื่อป้องกันอย่างนี้ครับท่านประธาน ในภายภาคหน้าจะได้ไม่มีนโยบายหาเสียงแบบนี้อีก ค่าแรงขั้นต่ำ ๔๐๐-๔๒๕ บาทต่อวัน ปริญญาตรี เงินเดือน ๒๐,๐๐๐ บาท อาชีวศึกษา เงินเดือน ๑๘,๐๐๐ บาท เด็กจบใหม่ยกเว้นภาษี ๕ ปี ลดภาษีบุคคลธรรมดา ๑๐ เปอร์เซ็นต์ และท้ายที่สุดนะครับ ประกันราคายางพารา ๖๕ บาทต่อกิโลกรัม ปาล์ม ๕ บาทต่อกิโลกรัม ทำไม่ได้ยุบพรรค จำคุก ข้อหาฉ้อโกงประชาชน ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ผมยืนยันว่ายังทำไม่ได้เลย ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องกำหนดให้ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือผู้ที่ถูกเสนอชื่อ ให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องให้คำมั่นกับประชาชน เพื่อไม่ให้เขากล้าที่จะตระบัดสัตย์ โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเป็นสักขีพยาน ขอบพระคุณครับท่านประธาน