ธีรัจชัย พันธุมาศ ชี้ประเด็นการนับคะแนนเสียงในที่ประชุม พร้อมเรียกร้องให้พิจารณาทั้งวิธีการนับและองค์ประชุมอย่างโปร่งใส ย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงวิธีการลงคะแนนไม่ควรถูกตีความขยายจนนำไปสู่การนับใหม่พร้อมเปลี่ยนองค์ประชุมซึ่งขัดต่อข้อบังคับและหลักนิติธรรม โดยเสนอให้ใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการลงคะแนนและปรับปรุงข้อบังคับให้ทันสมัยและถูกต้องแม่นยำมากขึ้น
ท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล หรือพรรคอนาคตใหม่เดิม ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ เกี่ยวกับการนับคะแนนใหม่ การลงคะแนนใหม่ เคยมีกรณีที่เป็นปัญหาในการตีความว่า จะเป็นเช่นไร ตัวผมได้ขอสงวนคำแปรญัตติไว้ดังนี้ ขอเรียนก่อนนะครับ ผมเรียนว่าข้อ ๕๘ เมื่อมีการออกเสียงลงคะแนน ตามข้อ ๕๖ (๑) ถ้ามีสมาชิกรัฐสภาร้องขอว่ามีการออกเสียง ลงคะแนนใหม่ไม่ถูกต้อง เที่ยงธรรม ขอให้มีการนับคะแนนใหม่ โดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า สี่สิบคน เมื่อตรวจสอบแล้วว่ามีเหตุจริงให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่ และให้เปลี่ยนวิธีการ ลงคะแนนเป็นวิธีการ ตามข้อ ๖๕ (๒) โดยที่ผู้ลงคะแนนเดิมเท่านั้นเป็นผู้ลงคะแนนในการ นับคะแนนใหม่ เว้นแต่คะแนนเสียงมีความแตกต่างเกินกว่าสามสิบคะแนนจะขอให้มีการนับ คะแนนเสียงใหม่มิได้ เมื่อได้นับคะแนนเสียงใหม่โดยการออกเสียงตามข้อ ๖๒ (๒) แล้ว จะขอให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่อีกมิได้
สิ่งสำคัญที่ผมจะได้เรียนก็คือว่าตามข้อบังคับที่คณะกรรมาธิการไม่ได้แก้ไขนั้น มิได้มีการพูดถึงเรื่ององค์ประชุม มิได้มีการพูดถึงเรื่องเหตุในการที่ขอนับคะแนนใหม่ พอมี ผู้ร้องขอปุ๊บก็ทำให้นับคะแนนใหม่เลย ผมขอแยก ๒ ส่วนนะครับ ส่วนที่ ๑ ก็คือวิธีการนับ คะแนนใหม่ ส่วนที่ ๒ ก็คือองค์ประชุมในการนับคะแนนใหม่ องค์ประชุมในการนับคะแนนใหม่ ถ้าเราดูตามข้อ ๕๔ บัญญัติไว้อย่างนี้ครับ ในกรณีที่จะต้องมีมติของสภา ให้ประธานสภา มีสัญญาณให้สมาชิกรัฐสภาทราบก่อนลงมติ และการลงมติมีสมาชิกรัฐสภาครบองค์ประชุม นั่นหมายความว่าข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรตามร่างนี้ให้ความสำคัญขององค์ประชุม
ในส่วนของข้อ ๕๘ ที่คณะกรรมาธิการไม่ได้มีการแก้ไข เขาให้มีการนับ คะแนนเสียงใหม่ โดยให้เปลี่ยนวิธีการลงคะแนน ดูดี ๆ นะครับ ให้เปลี่ยนวิธีการลงคะแนน ไม่ได้เปลี่ยนองค์ประชุมในการลงคะแนน การเปลี่ยนวิธีการลงคะแนนกับองค์ประชุม ไม่ใช่ตีความแล้วต้องควบไป ๒ อย่าง วิธีการคือถ้าเราย้อนไปดูตามข้อ ๕๖ (๒) วิธีการ ลงคะแนนคือการออกเสียงเปิดเผย มีวิธีปฏิบัติดังนี้ คือเรียกชื่อสมาชิกรัฐสภาตามลำดับ อักษร ให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นรายคนตามวิธีที่ประธานกำหนด วิธีการกับองค์ประชุม ต่างกัน ปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ เป็นกรณีการตีความให้ครอบไป ถึงองค์ประชุมด้วย เปลี่ยนองค์ประชุมในการลงคะแนนด้วย ถ้าเกิดว่าเป็นการตีความในเชิง เคร่งครัด เปลี่ยนเฉพาะวิธีการลงคะแนนเป็นการขานชื่อ ปัญหาไม่เกิด ใช้องค์ประชุมเดิม ตามข้อบังคับ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือที่ท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้พูดถึงข้อ ๕๘ สมาชิกซึ่งเข้ามา ในที่ประชุมรัฐสภาระหว่างการออกเสียงคะแนน อาจออกเสียงลงคะแนนได้ก่อนประธานสั่ง ปิดการลงคะแนน กรณีอย่างนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ยืนยันว่าหลังจากปิดเสียงลงคะแนนแล้วสมาชิก จะมาเพิ่มมิได้ ดังนั้นการนับคะแนนใหม่จึงไม่ใช่เป็นการลงคะแนนใหม่ แล้วเกณฑ์คนเข้ามา ลงเพิ่มได้ใหม่แน่นอน
เราไปดูในส่วนของกฎหมาย พ.ร.ก. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การนับคะแนนใหม่ก็นับจากหีบเดิม การลงเลือกตั้งเดิม ไม่ใช่ไปเปิดหีบเป็นการเลือกตั้งใหม่ ลงคะแนนใหม่ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมในการลงคะแนน ไม่ว่าตามข้อกฎหมาย ข้อบังคับ มันไม่สามารถตีความเปลี่ยนวิธีการเป็นการเปลี่ยนองค์ประชุมไปได้ ดังนั้นการที่มีการตีความ ขยายไปถึงการต้องเปลี่ยนองค์ประชุมด้วย อันนี้ผมเชื่อว่าไม่ชอบ คลาดเคลื่อนต่อข้อบังคับ ดังที่ปรากฏขึ้นมา
ท่านประธานที่เคารพครับ มีการพูดกันขึ้นมาว่าเมื่อก่อนเคยมีการใช้วิธีการ แบบนี้ถึงได้ทำต่อ ๆ กันมา สมัยก่อนที่ทำแบบนี้ก็เพราะว่าการลงคะแนนเป็นวิธีการยกมือ เมื่อยกมือการนับโดยเจ้าหน้าที่สภานั้นอาจจะนับผิด นับถูก ไม่ตรงก็ได้ แต่เมื่อมีการทักท้วง จากสมาชิกบอกเชื่อว่ามีการนับคะแนนผิด ก็ยังมีการโต้เถียง ไม่มีการถ่ายภาพเหมือนปัจจุบันนี้ เขาเลยถือว่าเปลี่ยนเป็นการขานชื่อลงคะแนน ตอนนั้นคนยังไม่เข้าออกมากนักก็จะใช้ วิธีการนั้นไป แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเปลี่ยนองค์ประชุมในการลงคะแนน ประกอบกับ ในปัจจุบันเทคโนโลยีของเรานั้นก้าวหน้าไปไกล การลงคะแนนด้วยการเสียบบัตร การกดปุ่ม สีเขียวเห็นด้วย สีแดงไม่เห็นด้วย สีเหลืองงดออกเสียง มีการบันทึกในข้อมูลการลงคะแนน ทั้งหมด การนับคะแนนจึงจำเป็น สามารถยืนยันตัวตนได้ว่าใครลงคะแนนขณะนั้น การเคลื่อนย้าย คนเข้าออกก็ไม่มีสิทธิ มันยึดด้วยหลักและเทคโนโลยี ดังนั้นผมเรียนว่าในส่วนที่ผมแปรญัตติ ให้ใช้องค์ประชุมเดิมนั้นเป็นสิ่งที่น่าจะถูกต้องกว่าข้อบังคับที่กรรมาธิการไม่ได้แก้ไข
อีกส่วนหนึ่งที่ผมแก้ไขเพิ่มเติมก็คือเรื่องเหตุของการที่จะนับคะแนน ไม่ใช่ว่า แค่มีเสียงรับรอง นั่นก็คือเหตุออกเสียงลงคะแนนนั้นไม่ถูกต้อง เที่ยงธรรม ต้องมีเหตุด้วย เช่นนับคะแนนผิดและมีการตรวจสอบว่ามีเหตุจริง นับคะแนนผิดก็คือต้องปริ้นต์ (Print) ออกมาดู เรายุคใหม่ต้องใช้บรรทัดฐานใหม่ ยุคใหม่ที่มีเทคโนโลยีเก่าจะมาเปรียบเทียบกับ ตรงนี้มันน่าจะคลาดเคลื่อน ดังนั้นผมเชื่อว่าในข้อบังคับ ข้อ ๕๘ ตามร่างกรรมาธิการนั้น น่าจะคลาดเคลื่อนต่อเหตุผล ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายที่สอดคล้องกับปัจจุบันและเทคโนโลยี และคลาดเคลื่อนต่อข้อบังคับต่าง ๆ ข้อ ๕๙ ข้อ ๕๔ และรวมถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๐ วรรคสามด้วย ผมบอกผ่านท่านประธานไปยังสมาชิกรัฐสภาได้โปรดแก้ไขไปตามที่ผม ได้แปรญัตติด้วยครับ