วิโรจน์ เสนอแก้ข้อบังคับนับคะแนนเสียงใหม่ หวังเพิ่มความโปร่งใส

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๓

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร หารือประเด็นการนับคะแนนเสียงใหม่ในประชุมสภา โดยเสนอแก้ไขข้อบังคับให้ชัดเจนว่าการนับซ้ำต้องใช้เฉพาะคะแนนเดิมและไม่อนุญาตหากผลต่างเกินสามสิบคะแนน เพื่อป้องกันการคว่ำมติอย่างไม่เป็นธรรม และยืนยันว่าการแก้ไขดังกล่าวสอดคล้องกับเจตนารมณ์เดิมเพื่อความถูกต้อง โปร่งใส พร้อมเสนอเงื่อนไขการลงคะแนนซ้ำและการเปลี่ยนวิธีการลงคะแนนเพื่อป้องกันการร้องขอซ้ำซ้อน

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ กรรมาธิการ ผมขออนุญาตขอสื่อด้วยนะครับ เพราะว่าจะได้อธิบายให้เข้าใจในระยะเวลา อันสั้น คืออย่างนี้ครับท่านประธาน แล้วก็เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ในข้อบังคับ ข้อ ๕๘ นั้น ถ้าสื่อพร้อมเชิญนะครับ ในข้อ ๕๘ นั้นผมได้ขอแก้ไข เดี๋ยวผมขออนุญาตอ่านนะครับว่า เมื่อมีการออกเสียงลงคะแนน ตามข้อ ๕๖ (๑) ถ้าสมาชิกรัฐสภาร้องขอให้มีการนับคะแนนใหม่ โดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่ายี่สิบคน ให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่ และให้เปลี่ยนวิธีการ ลงคะแนน ตามข้อ ๕๖ (๒) ผมได้เพิ่มเติมเป็น โดยผู้ที่ลงคะแนนเดิมเท่านั้นจึงมีสิทธิเป็น ผู้ลงคะแนนในการนับคะแนนใหม่ เว้นแต่คะแนนเสียงมีความแตกต่างเกินกว่าสามสิบคะแนน จะขอให้มีการนับคะแนนใหม่มิได้ เมื่อได้นับคะแนนใหม่โดยการออกเสียงลงคะแนน ตามข้อ ๕๖ (๒) แล้ว จะขอให้มีการนับคะแนนใหม่อีกมิได้ เหตุการณ์นี้ถ้าจำกันได้เกิดเหตุการณ์ ที่เป็นข้อถกเถียงกันในเร็ว ๆ นี้ เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๒ นะครับ ในวันนั้น ฝ่ายค้านโหวตชนะในญัตติตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาผลกระทบจากการใช้มาตรา ๔๔ ของ รัฐบาลเผด็จการ คสช. ในขณะนั้นมีการใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๕ ให้มีการนับคะแนนใหม่ ก็เป็นที่ ถกเถียงครับ สุดท้ายมีการคว่ำมติเดิม แล้วก็ญัตติที่ให้ศึกษาผลกระทบจากคำสั่งเผด็จการ มาตรา ๔๔ ก็ไม่ได้ถูกศึกษาเลยว่าสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติแค่ไหน อย่างนี้ครับ ผมอยากจะเล่าและไล่เรียงว่าจุดเริ่มต้นของการนับคะแนนใหม่นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นจากข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในปี ๒๔๗๖ ปี ๒๔๗๗ ปี ๒๔๙๐ ยังไม่เคยมีเรื่องการนับคะแนนใหม่ การนับคะแนนใหม่เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ๒๔๙๔ และปี ๒๔๙๕ ณ ขณะนั้นข้อบังคับมีตอนหนึ่งเขียนเอาไว้ว่า จะนับคะแนนใหม่ได้เมื่อเชื่อว่ามีการนับผิด เมื่อเชื่อว่ามีการนับผิดจึงมีสิทธิขอให้นับคะแนนเสียงใหม่ได้อีกครั้งหนึ่ง และเมื่อผ่านมา ในปี ๒๕๑๓ ข้อความว่า เชื่อว่ามีการนับผิด ก็หายไป และแทนที่ด้วยคำว่า ให้เปลี่ยนวิธีการ ลงคะแนน ตรงนี้เจตนารมณ์ชัดครับว่าการนับคะแนนใหม่นั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเชื่อว่า มีการนับผิด เมื่อเชื่อว่ามีการนับผิดก็หมายความว่าการนับใหม่จึงต้องเป็นการนับคะแนน จากที่ลงไว้เดิมเท่านั้น ไม่ใช่ให้ลงคะแนนใหม่ เพราะเจตนารมณ์เดิมคือเชื่อว่ามีการนับผิด เลยต้องนับใหม่ ดังนั้นต้องนับจากคะแนนที่ลงไว้เดิม

ต่อมาครับ และการเปลี่ยนวิธีการลงคะแนน จริง ๆ วัตถุประสงค์หลักก็คือ เพื่อทำให้การนับคะแนนใหม่มีความถูกต้อง แม่นยำมากขึ้น ไม่ผิดซ้ำอีก ไม่ใช่ให้ลงใหม่ ในการถกเถียงระหว่างกรรมาธิการ มีกรรมาธิการหลายท่านบอกว่าแล้วถ้าต้องการให้ ลงคะแนนใหม่ทำไมข้อบังคับถึงใช้คำว่านับคะแนนใหม่ ทำไมไม่ให้ใช้คำว่าลงคะแนนใหม่ ไปเลย ผมก็ไปสืบค้นครับ เบื้องต้นตามมาตรา ๑๒๐ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านปิติพงศ์ ได้อธิบายไปแล้วว่าสมาชิกคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนน และข้อบังคับ ข้อ ๕๙ ข้อบังคับนี้ก็ได้ระบุไว้ว่า สมาชิกรัฐสภาซึ่งเข้ามาในที่ประชุมรัฐสภาระหว่าง การออกเสียงลงคะแนนอาจออกเสียงลงคะแนนได้ก่อนประธานสั่งปิดการลงคะแนน หมายความว่าอย่างไรครับ เมื่อปิดการลงคะแนนไปแล้วจะลงคะแนนใหม่อีกไม่ได้แล้ว จึงต้องใช้คำว่านับคะแนนใหม่ ดังนั้น ถ้าในข้อบังคับใช้คำว่าลงคะแนนใหม่ก็จะเป็นการขัด ต่อข้อ ๕๙ โดยทันที

และอย่างไรก็ตามแนวปฏิบัติในทางปฏิบัติหากเป็นการลงคะแนนใหม่ เป็นการขัดต่อข้อบังคับ ข้อ ๕๙ เช่นกัน และข้อบังคับนี้ผมพบในทั้งข้อบังคับของทั้ง สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นผมยืนยันครับว่า หากลงคะแนนใหม่ก็เท่ากับมีการกระทำผิดต่อข้อบังคับ ข้อ ๕๙ และอาจละเมิดต่อ มาตรา ๑๒๐ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญทันที

ข้อกังวลครับ มีกรรมาธิการหลายท่านกังวลว่าถ้าแก้ไขข้อบังคับตามที่ผม เสนอไปแล้วจะทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะสมาชิกรัฐสภาก็มีการเดินเข้าออกตลอดเวลา จะให้ใช้องค์ประชุมเดิมคงจะไม่ได้ แต่ผมได้แก้ไขข้อกังวลในส่วนนี้ไปแล้ว เพราะผมได้แก้ไข ข้อเสนอของผม ไม่ได้ให้ลงคะแนนใหม่ตามองค์ประชุมเดิม แต่กำหนดให้ผู้ที่ลงคะแนนไว้เดิม มีสิทธิที่จะลงคะแนนในการนับคะแนนใหม่เท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่ผมเสนอจึงเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ไม่เป็นปัญหาในทางปฏิบัติเลย และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของข้อบังคับข้อนี้ตั้งแต่บรรพกาล ไม่ได้เปลี่ยนเจตนารมณ์

ดังนั้นด้วยข้อชี้แจงที่ผมคลายคำถามจากกรรมาธิการได้ทุกข้อแล้ว ผมจึงยืนยันว่า ข้อ ๕๙ ผมขอแก้ไขเป็น เมื่อมีการออกเสียงลงคะแนน ตามข้อ ๕๑ (๑) ถ้าสมาชิกรัฐสภา ขอให้มีการนับคะแนนใหม่โดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่ายี่สิบคน ก็ให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่ และให้เปลี่ยนวิธีการลงคะแนนเป็นวิธีการ ตามข้อ ๕๖ (๒) โดยผู้ที่ลงคะแนนเดิมเท่านั้น จึงมีสิทธิเป็นผู้ลงคะแนนในการนับคะแนนใหม่ เว้นแต่คะแนนเสียงมีความแตกต่างกัน เกินกว่าสามสิบคะแนน จะขอให้มีการนับคะแนนใหม่มิได้ เมื่อได้นับคะแนนใหม่โดยการออกเสียง ลงคะแนน ตามข้อ ๕๖ (๒) แล้วจะขอให้มีการนับคะแนนใหม่อีกมิได้ จึงขอให้ที่ประชุมรัฐสภา แห่งนี้พิจารณาครับ ขอบพระคุณครับ