ปิติพงศ์ ชี้แจงแก้ระเบียบนับคะแนนใหม่ ยันโปร่งใสตามรัฐธรรมนูญ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๓

ปิติพงศ์ เต็มเจริญ แปรญัตติแก้ไขกระบวนการนับคะแนนเสียงในที่ประชุม โดยยึดหลักรัฐธรรมนูญมาตรา 120 วรรคสาม เพื่อให้มั่นใจว่าการลงคะแนนมีความโปร่งใส เป็นธรรม และสอดคล้องกับกฎหมาย ย้ำความจำเป็นของการนับคะแนนใหม่ทั้งหมดแทนการใช้ผลคะแนนเดิม พร้อมเสนอให้สภาเป็นผู้พิสูจน์ข้อเท็จจริงเองโดยตรง และคัดค้านการใช้องค์ประชุมเดิมในการลงคะแนนแต่ละครั้งเพื่อรักษาสิทธิของสมาชิกอย่างแท้จริง

นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติครับ ผม นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้ขอสงวน คำแปรญัตติในข้อ ๕๘ ไว้ โดยขออนุญาตเริ่มต้นด้วยการคำแปรญัตติของผมในข้อ ๕๘ มีข้อความดังต่อไปนี้

ข้อ ๕๘ เมื่อมีการออกเสียงลงคะแนนตามข้อ ๕๖

(๑) ถ้าสมาชิกรัฐสภาร้องขอว่ามีเหตุการณ์ออกเสียงลงคะแนนไม่ถูกต้อง เที่ยงธรรม ขอให้มีการนับคะแนนใหม่ โดยมีผู้รับรองไม่น้อยว่าสี่สิบคน เมื่อตรวจสอบแล้วว่า มีเหตุจริงก็ให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่ และให้เปลี่ยนวิธีการลงคะแนนเป็นวิธีการ ตามข้อ ๕๖ (๒) เว้นแต่คะแนนเสียงมีความแตกต่างกันเกินกว่าสามสิบคะแนน จะขอให้มี การนับคะแนนเสียงใหม่มิได้

เมื่อได้นับคะแนนเสียงใหม่โดยการออกเสียงลงคะแนนตามข้อ ๕๖ (๒) แล้ว จะขอให้มีการให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่อีกไม่ได้

คำแปรญัตติของผมนั้นเป็นคำแปรญัตติที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการเมืองครับ เป็นคำแปรญัตติเนื่องจากว่าผมยึดหลักตัวบทกฎหมายที่สำคัญที่สุดก็คือกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายรัฐธรรมนูญถ้าท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านจะได้มีโอกาสเปิดดู มาตรา ๑๒๐ วรรคสาม ซึ่งเขียนบัญญัติไว้ชัดเจนว่า สมาชิกคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการ ออกคะแนนเสียงลงคะแนน ซึ่งความในวรรคสามนี้จึงกำหนดในหลักการที่สำคัญอยู่ ๓ ข้อใหญ่

ข้อแรก สมาชิกทุกท่านมีสิทธิในการออกเสียงในการลงคะแนนได้

ข้อ ๒ สมาชิกแต่ละท่านมีสิทธิลงคะแนนเสียงได้เพียง ๑ เสียง ๑ ครั้งต่อ ๑ ญัตติ

ท่านไม่สามารถลงคะแนนเสียงในเรื่องเดียวกันเป็นเสียงครั้งที่ ๒ ได้ หากจะมี การลงเสียงครั้งที่ ๒ ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตามจะต้องมีเงื่อนไขที่ชัดเจนปรากฏข้อหนึ่งก็คือว่า มีการขอเสนอให้มีการนับคะแนนใหม่ ซึ่งหากไม่มีการเสนอญัตติขอให้มีการนับคะแนนใหม่ หรือการลงคะแนนใหม่ย่อมถือว่าเป็นการออกเสียงที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๐ วรรคสาม ก็คือการลงคะแนนเสียงซ้ำ เพราะฉะนั้นแล้วท่านจึงขัดกับหลักการมาตรา ๑๕๐ วรรคสาม การลงคะแนนเสียงใหม่หลังจากมีการขอนับคะแนนใหม่ จึงถือเป็นการเริ่มของการลงคะแนนใหม่ แต่ต้องมีการเปลี่ยนวิธีการลงคะแนนเสียงใหม่

ท่านประธานครับ ที่ผมได้ยกประเด็นดังกล่าวนี้ขออนุญาตพูดเรื่องของ การลงคะแนนใหม่ให้เห็นชัด ๆ ว่าการลงคะแนนใหม่กับการนับคะแนนต่างกัน ตามข้อ ๕๖ ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่าวิธีการลงคะแนนของท่านสมาชิกนั้นจะเป็นด้วย ๓ ทาง ทางแรก คือการออกเสียงโดยการใช้เครื่องออกเสียงลงคะแนน ทางที่ ๒ คือการออกเสียงโดยการใช้ ระบบการลุกขึ้นยืน และทางที่ ๓ คือการกำหนดที่ที่ประชุมรัฐสภาเป็นผู้กำหนดวิธีการ ออกเสียง ซึ่งในข้อ ๕๘ นั้นได้เขียนไว้ชัดเจนในร่างเดิมว่าถ้าหากจะมีการลงคะแนนเสียงใหม่ จะต้องมีเงื่อนไขที่สำคัญก็คือว่าได้ผ่านการลงคะแนนเสียงตามข้อ ๕๖ (๑) แล้ว ซึ่งหมายถึง การลงคะแนนเสียงโดยใช้อิเล็กทรอนิกส์เรียบร้อยแล้ว แล้วผลปรากฏว่ามีคะแนนเสียงไม่ถึง ๓๐ คะแนน แล้วมีสมาชิกร้องขอให้มีการนับคะแนนใหม่ เนื่องจากเกิดความสงสัยหรือความ ไม่เชื่อมั่นในผลคะแนนที่เกิดขึ้นที่จะใช้วิธีการหนึ่ง เนื่องจากการลงคะแนนเสียงโดยใช้เครื่อง และมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า ๔๐ คน เมื่อที่ประชุมได้อนุมัติให้มีการนับใหม่แล้วจึงมีการบังคับ ต้องเปลี่ยนวิธีการลงคะแนนจากวิธีการที่ใช้บัตรลงคะแนนเป็นวิธีการที่ ๒ ที่เรียกว่าการใช้ รายชื่อเป็นรายบุคคล เพราะฉะนั้นแล้วหลักการนี้จึงเป็นหลักการที่ชี้ให้เห็นว่ามาจากการที่ นับคะแนนใหม่โดยการลงคะแนนใหม่ มิใช่การที่นำคะแนนเดิมของวิธีการที่ ๑ มานับใหม่ แต่เป็นการเริ่มกระบวนการลงคะแนนใหม่ตั้งแต่ต้น การนับคะแนนใหม่โดยที่จะนำ วิธีการที่ ๑ มาใช้นั้นเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะเนื่องจากว่าเมื่อมีการลงมติโดยใช้เครื่อง อิเล็กทรอนิกส์แล้ว เมื่อมีการประกาศผลคะแนนแล้ว การประกาศผลย่อมเป็นข้อยุติ ไม่สามารถมีการนับคะแนนใหม่หรือนับคะแนนซ้อนได้อีก ซึ่งจะขัดกับหลักการของกฎหมาย รัฐธรรมนูญที่ผมได้กล่าวไว้ตอนต้นก็คือมาตรา ๑๒๐ วรรคสาม

ท่านประธานครับ ข้อเสนอของผมนี้ได้มีการพูดจากันในกรรมาธิการหลายครั้ง ท่านกรรมาธิการหลายท่านก็เข้าใจ แล้วก็เห็นเหมือนกับผมบ้าง แต่จะมีข้อที่ว่ายังติดใจกัน อยู่หลายเรื่องในประเด็นที่สำคัญ ที่ผมจะขอเรียนท่านประธานว่าอาจจะต้องมีการพูดจากัน ว่าทำไมผมถึงแปรญัตติลักษณะนี้ เพราะผมยืนยันว่าถ้าไม่มีเหตุสมควรท่านสมาชิกไม่สมควร อย่างยิ่งที่จะมีการลงคะแนนใหม่ เพราะฉะนั้นแล้วนัยที่สำคัญก็คือว่าหากมีการขอให้มี การออกเสียงใหม่ ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตามจะต้องมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้เห็นจริง ๆ ว่า การออกเสียงครั้งที่ผ่านมาโดยวิธีการออกบัตรนั้นมีความไม่ถูกต้อง มีความไม่เที่ยงธรรม มีเหตุอันควรสงสัย แล้วก็มีการตรวจสอบได้จริง ทีนี้คำถามว่าใครจะเป็นผู้ตรวจสอบถ้ามีการ ยกประเด็นนี้ขึ้นมาในสภา เมื่อเป็นการประชุมของสภา สภาก็ตรวจสอบกันเอง ไม่ต้องให้ องค์กรอื่นตรวจสอบ ไม่ต้องไปขอศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องไปขอศาลปกครองให้เสียเวลา ท่านก็ลงมติว่าข้อเสนอในการลงคะแนนนั้นถูกต้อง ชอบธรรม แล้วก็ยืนยันในมติเดิมก็จบกัน

ในสาระสำคัญนอกจากเรื่องที่ผมได้นำเสนอแล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่มีสมาชิก ท่านอื่นได้แปรญัตติไว้ แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่งก็เลยไม่ได้แปรญัตติตาม คือเรื่องขององค์ประชุมนะครับ ประเด็นขององค์ประชุมในคณะกรรมาธิการได้มีการพูดกันหลายครั้งว่าการลงคะแนนเสียง แต่ละครั้งนั้นต้องใช้องค์ประชุมเดิมในการโหวตครั้งที่ ๑ หรือควรจะต้องเป็นองค์ประชุมใหม่ ในการโหวตครั้งต่อไป ก็อย่างที่ทราบกันดีว่าตามมาตรา ๑๒๐ วรรคสาม กำหนดว่าสมาชิก ท่านใดท่านหนึ่งย่อมมีสิทธิออกเสียงในการออกเสียงลงคะแนนได้ ดังนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญ กำหนดให้เอกสิทธิ์ท่านเหล่านั้น ไม่ว่าท่านจะโหวตอย่างไร ท่านจะอยู่ในห้องประชุมหรือไม่อยู่ ในห้องประชุม ท่านย่อมมีเอกสิทธิ์ในการโหวต เพราะฉะนั้นประเด็นในเรื่องขององค์ประชุม ต้องใช้ประชุมขณะไหน ก็ต้องใช้องค์ประชุมในขณะที่โหวต เมื่อมีการโหวตใหม่ก็ต้องใช้ องค์ประชุมใหม่ ไม่สามารถใช้องค์ประชุมเดิมที่มาจากการประชุมครั้งแรกได้ เพราะไม่อย่างนั้น จะเกิดการเกลื่อนกลืนกันว่า สมาชิกที่เข้าประชุมโหวตครั้งแรกแล้วไม่อยู่ในโหวตครั้งที่ ๒ หรือท่านสมาชิกที่อยู่ในโหวตครั้งที่ ๒ แล้วไม่อยู่ในโหวตครั้งที่ ๑ จะมีปัญหาในการพิจารณา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๐ วรรคสาม อีกเช่นเดียวกัน ดังนั้นผมจึงไม่ได้แปรญัตติเรื่องนี้ไว้ เพราะผมสนับสนุนให้ยึดตามกฎหมายธรรมนูญที่ว่าเป็นเอกสิทธิ์ของท่านสมาชิกแต่ละท่าน ที่จะลงคะแนนในการประชุมขณะนั้น ในส่วนสุดท้ายที่ผมจะเรียนว่าข้อเสนอของผมนั้น