สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย อภิปรายเรื่องการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. เพื่อเพิ่มมาตรา ๒๐ ตรี ในวิ. แพ่ง โดยชี้แจงว่ากรรมาธิการได้ตรวจสอบและแก้ไขให้ศาลเป็นผู้ตรวจสอบสัญญาประนีประนอมก่อนลงนาม เพื่อเป็นหลักประกันความยุติธรรม ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ และยืนยันว่าผู้ไกล่เกลี่ยต้องผ่านการอบรมหลักสูตรของศาลอย่างเข้มงวด
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ผมขอกราบเรียน ผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกอย่างนี้นะครับ ก่อนอื่นขอชี้แจงเกี่ยวกับภาพรวมของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ว่าเหตุใดกรรมาธิการจึงมีการแก้ไขค่อนข้างเยอะ ผมกราบเรียน อย่างนี้ว่าในร่างเดิมหลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่คณะรัฐมนตรีได้ส่งมาที่สภา มีหลักการแต่เพียงว่าเป็นกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี โดยเพิ่มมาตรา ๒๐ ตรี หลักการมีเท่านั้นนะครับ ซึ่งการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้มายังรัฐสภาหลายท่านก็อภิปราย ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมไม่ส่งเข้าสภาผู้แทนราษฎรก่อนแล้วก็ไปยังวุฒิสภาตามลำดับ เรียนว่า เป็นกฎหมายที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบว่าเป็นกฎหมายในแผนการปฏิรูปประเทศ อาศัย ช่องทางตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ ที่กำหนดให้เป็นอำนาจหรือเป็น ดุลพินิจของคณะรัฐมนตรีที่จะเป็นคนพิจารณา ผมเองในฐานะประธานคณะกรรมาธิการก็ได้ มีการตรวจสอบว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่อยู่ใน แผนการปฏิรูปประเทศจริงหรือเปล่า ต้องกราบเรียนว่าผลการตรวจสอบก็พบว่า เป็นกฎหมายที่ถูกบรรจุอยู่ในแผนการปฏิรูปจริง เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญ เขากำหนดว่าต้องเข้าสู่การประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพราะฉะนั้นประเด็นนี้น่าจะยุตินะครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะกราบเรียนก็คือ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านการ รับหลักการในวาระที่หนึ่งของที่ประชุมรัฐสภามาแล้ว ผมเองในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้ เป็นประธานคณะกรรมาธิการไม่มีทางเลือกอื่นครับ เมื่อที่ประชุมรับหลักการมาแล้วก็คงมีหน้าที่แต่เพียงอย่างเดียวว่า จะทำอย่างไรในการ พิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้โดยนำข้อมูลที่ท่านสมาชิกอภิปรายไว้ในวาระที่หนึ่ง ข้อมูลที่ ท่านสมาชิกได้ยื่นคำแปรญัตติ รวมทั้งข้อมูลที่กรรมาธิการได้แสดงความคิดเห็นในที่ประชุม กรรมาธิการมาร่วมคิดกับเพื่อน ๆ กรรมาธิการในคณะ ในการที่จะปรับปรุงร่างนี้ให้เป็น ประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากที่สุด ไม่ว่าประเด็นเรื่องกระบวนการของการเริ่มต้น การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ซึ่งก็มีแนวความคิดเห็นต่างกัน ทั้งการยื่น ณ เขตอำนาจศาล กับการยื่นที่ศาลชั้นต้นศาลใดก็ได้ เรื่องกระบวนการในการแต่งตั้งผู้ไกล่เกลี่ย บางท่านเห็นว่า เพื่อรักษาประโยชน์ของประชาชนผู้ไกล่เกลี่ยควรจะต้องเป็นศาลลงมาไกล่เกลี่ยเอง ด้วยเหตุผลที่ยังไม่เชื่อมั่นเรื่องคุณภาพของผู้ประนีประนอมที่ขึ้นทะเบียนไว้กับศาล เรื่องนี้ ก็เชื่อมโยงไปสู่ขั้นตอนของการเจรจาไกล่เกลี่ยแล้ว ไปทำความตกลงหรือทำความสัญญา ประนีประนอมว่า ถ้าผู้ไกล่เกลี่ยไม่ใช่ผู้พิพากษาลงมาไกล่เกลี่ยเอง เป็นบุคคลภายนอก ที่ขึ้นทะเบียนในฐานะเป็นผู้ประนีประนอมกับศาลนั้นจะเชื่อถือได้อย่างไรว่า คุณภาพของ ข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำนั้นจะคุ้มครองให้ความเป็นธรรม อย่างเสมอภาคกับคู่กรณีทั้ง ๒ ฝ่าย แล้วท้ายที่สุดถ้าไกล่เกลี่ยแล้วตกลงไม่ได้ บังเอิญ อายุความไปขาดลงในห้วงเวลานั้น ทางออกของปัญหานี้จะตอบโจทย์หรืออธิบายให้ พี่น้องประชาชนได้รับทราบและมีความเข้าใจได้อย่างไร เพราะเขาเดินมาให้ศาล เป็นผู้ไกล่เกลี่ย สุดท้ายคดีก็ไปขาดในระหว่างที่อยู่ในความรับผิดชอบของศาล ต่าง ๆ เหล่านี้ จึงเป็นที่มาของการที่กรรมาธิการจำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข เนื่องจากประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ในร่างเดิมที่ถูกเสนอเข้ามาสู่การพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภาแล้วรับหลักการไว้นั้น แบ่งออกเป็นทั้งหมด ๔ วรรค ยังคงไม่ได้ตอบโจทย์ในรายละเอียดในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ที่ประชุมกรรมาธิการเมื่อได้นำข้อมูลต่าง ๆ อย่างที่ผมได้กราบเรียนให้เพื่อนสมาชิกได้กรุณา รับทราบแล้ว จึงเป็นที่มาที่เราได้มีการปรับปรุงแก้ไขเป็นร่างที่นำเสนอต่อที่ประชุมในวันนี้ ซึ่งจากเดิมที่มีอยู่ ๔ วรรค กลายเป็นทั้งหมด ๖ วรรค แต่กราบเรียนว่าไม่ได้ไปแก้ไขเกินเลย จากหลักการของร่างกฎหมายฉบับนี้แต่อย่างใด เนื่องจากเป็นอย่างที่ผมได้กราบเรียน ต่อเพื่อนสมาชิกแล้วว่าหลักการของกฎหมายฉบับนี้เขียนไว้แต่เพียงว่า ให้มีการแก้ไข ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยเรื่องการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี เท่านั้นเอง เมื่อหลักการเห็นชอบให้ศาลเข้ามาทำหน้าที่ในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี แม้ว่าจะมีกฎหมายกลางที่ว่าด้วยพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ปี ๒๕๖๒ อยู่แล้ว ก็ตาม แต่ในกฎหมายฉบับนั้นก็เปิดช่องไว้ว่าถ้าหน่วยงานของรัฐหน่วยงานใดจะจัดให้มี การไกล่เกลี่ยตามกฎหมายเฉพาะของหน่วยงานนั้นก็สามารถทำได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ เป็นข้อมูลในเชิงที่จะอธิบายให้กับเพื่อนสมาชิกได้เข้าใจว่า เมื่อ พ.ร.บ. ไกล่เกลี่ย ปี ๒๕๖๒ เปิดช่องไว้เช่นนั้น การแก้ไข วิ .แพ่ง เพื่อให้ศาลเข้ามาทำการไกล่เกลี่ยภายใต้กฎหมาย ของศาลเองคือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจึงไม่ได้ไปขัดแย้งกับกฎหมายกลาง ที่มีอยู่แต่อย่างใด
ประเด็นที่ ๒ ที่จะต้องขออนุญาตกราบเรียนคือรูปแบบของการแก้ไขนั้น เราได้พยายามแก้ไขร่างใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่งสำคัญที่สุดคือมาตรา ๓ ซึ่งเป็นมาตราที่มีการ เพิ่มเติมมาตรา ๒๐ ตรี เข้าไปใน วิ. แพ่ง จากเดิมที่กำหนดให้มีการยื่นคำร้องสำหรับ ผู้ที่ประสงค์จะให้ศาลไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ประเด็นนี้ ต้องกราบเรียนว่ากรรมาธิการได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วก็ยังคงไว้ เหตุผลเดียวผมจะให้ ผู้แทนศาล เนื่องจากเป็นเรื่องในทางปฏิบัติงานธุรการของศาล จะขอความกรุณาให้ ผู้แทนศาลเป็นคนมาอภิปรายชี้แจงเรื่องนี้ แต่เรื่องข้อห่วงกังวลที่บอกว่าใครควรเป็นผู้มา ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้พี่น้องประชาชนระหว่างผู้พิพากษากับผู้ไกล่เกลี่ยซึ่งเป็น บุคคลภายนอกที่มาขึ้นทะเบียนไว้ ซึ่งมีเพื่อนสมาชิกบางท่านแปรญัตติว่าควรจะต้องเป็นศาล เราได้ตรวจสอบกฎหมาย ที่ใกล้เคียงกับเรื่องพวกนี้ที่ใช้อยู่ ตั้งแต่ วิ. แพ่ง มาตรา ๒๐ ทวิ ซึ่งว่าด้วยการไกล่เกลี่ย ในชั้นฟ้องคดี ข้อกำหนดของท่านประธานศาลฎีกาที่ว่าด้วยเรื่องการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ที่ออกมาเมื่อปี ๒๕๕๔ ทั้ง ๒ บทกฎหมายนี้ถูกเขียนผูกโยงให้เอามาใช้ในกระบวนการ ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี คือในมาตรา ๒๐ ตรี เขียนโยงกลับไปหามาตรา ๒๐ ทวิ แล้วก็โยงไปหาข้อกำหนดด้วย ผมกราบเรียนท่านครับว่าในบทกฎหมายทั้ง ๒ บทนี้ เราตรวจสอบแล้ว การไกล่เกลี่ยสามารถทำได้ทั้งโดยผู้พิพากษาและโดยผู้ไกล่เกลี่ยซึ่งเป็น บุคคลที่มาขึ้นทะเบียนไว้กับศาล แล้วก็ยังเขียนต่อไปด้วยว่าสำหรับคนที่จะมาขึ้นทะเบียน ในฐานะที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยหรือผู้ประนีประนอมของศาลนั้นจะต้องผ่านการอบรมหลักสูตร แล้วก็เขียนคุณสมบัตินี้ไว้อีกเยอะแยะ ซึ่งก็สามารถใช้เป็นคำอธิบายในเชิงชี้แจงได้ ก็เป็นหลักประกันเบื้องต้นว่าผู้ประนีประนอมนั้นจะต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติที่สามารถทำหน้าที่ ไกล่เกลี่ยได้ ทั้งคุณสมบัติเฉพาะที่ถูกกำหนดไว้คือต้องผ่านการอบรมหลักสูตรของศาล ยุติธรรมว่าด้วยการไกล่เกลี่ยแล้ว ยังกำหนดคุณสมบัติเรื่องประสบการณ์ในเรื่องของการ ไกล่เกลี่ย แต่กรรมาธิการก็ยังไม่ได้เชื่อและพอใจว่าอันนี้จะเป็นหลักประกันที่เพียงพอนะครับ จึงเป็นที่มาที่เราได้มีการแก้ไขในขั้นตอนภายหลังเจรจาทำความตกลงกันแล้ว ก่อนที่จะมี การเซ็นสัญญาประนีประนอมยอมความ จากร่างเดิมถูกออกแบบให้ผู้ไกล่เกลี่ย หรือผู้ประนีประนอมเป็นคนทำสัญญาให้คู่ความสัญญาเซ็นเลย ศาลไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ร่างใหม่ที่กรรมาธิการได้แก้ไขใหม่นั้นกรรมาธิการได้แก้ไขเป็น ให้ผู้ประนีประนอมเสนอ ข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมต่อศาลให้ศาลตรวจก่อน กำลังอธิบายว่าเป็นหลักประกัน ขั้นที่ ๒ สำหรับพี่น้องประชาชนว่าสัญญาประนีประนอมที่พี่น้องประชาชนจะไปลงนาม ในกระบวนการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดีนั้นจะมีศาลเป็นผู้มาตรวจสอบ เพื่อดูแลความเป็นธรรม ดูแลหลักความสุจริต ไม่ให้มีการเอารัดเอาเปรียบเกินไป และตรงนี้สามารถไปอธิบายความ เรื่องกระบวนต่าง ๆ ที่เพื่อนสมาชิกหลายคนได้กรุณาแสดงความกังวลว่าการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทก่อนฟ้องคดีนี้จะถูกใช้เป็นเครื่องมือสำหรับกลุ่มทุนในการมาเอารัดเอาเปรียบ ภาพตรงนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อศาลซึ่งถูกเขียนอยู่ในกฎหมายให้เป็นผู้ตรวจสอบสัญญา ประนีประนอมยอมความ ท่านละเลยต่อหน้าที่นี้ ภาพการถูกเอารัดเอาเปรียบโดย กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดีจึงจะเกิดขึ้น แต่กราบเรียนว่ากรรมาธิการ ได้ตระหนักถึงประเด็นปัญหานี้แล้วก็พยายามสร้างกลไกที่เป็นหลักประกันในเรื่องการเข้าถึง กระบวนการยุติธรรมของพี่น้องประชาชนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายนั้นให้ได้รับความเสมอภาค ความเป็นธรรม ภายใต้หลักความสุจริต ทั้งในเรื่องของการที่จะให้มีการตั้งผู้ประนีประนอม ที่จะต้องผ่านกระบวนการที่ผ่านการอบรมหลักสูตรของศาล ทั้งในกระบวนการที่ก่อนลงนาม จะต้องให้ผู้พิพากษาได้เป็นผู้ทำการตรวจสอบสัญญาให้กับคู่ความทั้ง ๒ ฝ่ายเสียก่อน นี่คือ สาระสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่มีการแก้ไข
กราบเรียนต่อไปครับว่าอีกประเด็นหนึ่งที่กรรมาธิการมีการแก้ไขก็คือ เรื่องของระยะเวลาจากร่างเดิมที่ถูกออกแบบไว้ อย่างที่ผมกราบเรียนเป็นการทำสัญญา ประนีประนอมโดยผู้ประนีประนอมหรือผู้ไกล่เกลี่ย ศาลไม่ได้เข้ามายุ่งด้วย ร่างเดิมนั้นแบ่ง กระบวนการชั้นทำสัญญาประนีประนอมไว้เป็นหน้าที่ของผู้ไกล่เกลี่ย ชั้นมีคำพิพากษา ตามสัญญาประนีประนอมศาลจึงเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นถ้าท่านกลับไปอ่านร่างเดิม ท่านจะเห็นว่าในกรณีที่ผู้พิพากษาเห็นว่าสัญญานั้นไม่ถูกต้อง ไม่ชอบ ขัดกับหลักความสุจริต ท่านก็จะมีสิทธิไม่มีคำพิพากษาให้ คำถามถามว่าแล้วถ้าเกิดกรณีอย่างนั้นเกิดขึ้นสัญญา ประนีประนอมยอมความที่ไปทำไว้กับผู้ประนีประนอมหรือผู้ไกล่เกลี่ยผลมันคืออะไร ตอบไม่ได้ครับ กรรมาธิการจึงต้องมาแก้ไขกระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้ นอกจากให้ผู้พิพากษาเข้ามาช่วย ตรวจสัญญาให้ตั้งแต่ต้นแล้ว เรายังกำหนดให้คู่ความสามารถที่จะแถลงและตัดสินใจ ในขณะนั้นได้เลยว่าสัญญาที่ท่านเซ็นไปนั้นท่านต้องการผลของมันแค่เป็นสัญญา ประนีประนอมยอมความภายนอกแค่นั้น ซึ่งก็จะมีผลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๐ คือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาก็เอาสัญญาฉบับนั้นมาฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ หรือถ้าท่านต้องการให้ศาลมีคำพิพากษาเพื่อให้เสร็จเด็ดขาดในวันนั้นเลยก็สามารถแถลงศาลได้ เพื่อให้กระบวนการสามารถเสร็จสิ้นภายในวันนั้นนะครับ จึงเป็นที่มาที่กรรมาธิการไปแก้ไข เรื่องกรอบเวลา ๓๐ วันลง ซึ่งตรงนี้ก็อาจจะมีผลกระทบกับคำแปรญัตติของเพื่อนสมาชิกบางท่าน ก็ต้องขอกราบอภัยด้วยว่าพอเราออกแบบให้กระบวนการเป็นเช่นนั้นเรื่องเงื่อนเวลาที่จะให้ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปตัดสินใจนั้นเราจึงเห็นว่าไม่จำเป็น และในมุมกลับกันอาจจะเป็นผลเสียหาย ก็คือไปเซ็นสัญญาแล้วพอมีเงื่อนเวลาที่เปิดให้ทั้ง ๒ ฝ่ายมีเวลาตัดสินใจก็อาจจะทำให้ท่าน เปลี่ยนใจหลังจากที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะขอกราบเรียน ชี้แจง
ประเด็นต่อไปก็คือเรื่องของค่าธรรมเนียมศาล เรื่องนี้เราถกเถียงกันมากครับ เพราะว่าเราได้รับทราบข้อมูลจากท่านสมาชิกว่ามีทั้งท่านที่แปรญัตติมาให้ตัดค่าธรรมเนียมศาล โดยมีเหตุผลอย่างหนึ่ง มีทั้งท่านที่เห็นควรให้คงค่าธรรมเนียมศาลไว้ก็อีกเหตุผลหนึ่ง ในที่สุด การที่เราชั่งน้ำหนักแล้วโดยพยายามยึดโจทย์ใหญ่ก็คือกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ถูก ส่งเข้ามาภายใต้แผนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งหนึ่งในเรื่องนั้นตามที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๗ ในหมวดที่ว่าด้วยเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม คือรัฐต้องกำหนดให้มี กลไกในการที่จะเข้าไปช่วยเหลือให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมตรงนั้นละครับ เป็นบทสรุปที่เราต้องตัดสินใจว่าถ้าอย่างนั้นกระบวนการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดีไม่ต้องเสีย ค่าธรรมเนียมศาล น่าจะตอบโจทย์ในการที่จะทำให้มีกลไกในการช่วยเหลือให้พี่น้องประชาชน เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ส่วนรูปแบบที่ออกแบบมาอย่างนั้นแล้ว จะกลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มทุนหรือไม่ อย่างที่ผมกราบเรียน เราจึงไปแก้รายละเอียด รูปแบบที่จะให้ศาลเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นก็คือการตรวจสัญญาให้กับ คู่ความทั้ง ๒ ฝ่ายก่อนที่จะให้คู่ความทั้ง ๒ ฝ่ายลงนามในสัญญา เพราะฉะนั้นรูปแบบที่เรา ออกแบบไว้โดยถือหลักการสำคัญคือหลักการในการที่จะให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการ ยุติธรรมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายจะสามารถบรรลุผลได้ ถ้าทุกฝ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากร ของศาล ผู้ประนีประนอมของศาลให้ความสำคัญในเรื่องของหลักความเสมอภาค จึงเป็นที่มา ที่กรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้ไว้อยู่ในท้ายรายงานแล้วครับ
ประเด็นสุดท้าย เรื่องอายุความ ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านสมาชิกว่าเรื่องนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่เราคิดกันว่าถ้าบังเอิญระหว่างการไกล่เกลี่ย ซึ่งใน กระบวนการระหว่างเส้นทางของการไกล่เกลี่ยนั้นไม่มีใครคาดเดาได้หรอกครับว่าที่สุด ข้อพิพาทนั้นจะสามารถทำความตกลงกันได้หรือไม่ได้ และถ้าสมมุติข้อพิพาทนั้นไม่สามารถ ทำความตกลงกันได้แล้วอายุความขาดลงไปในระหว่างนั้นใครจะเป็นคนรับผิดชอบต่ออายุความ ไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเป็นผู้ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ก็ตาม ขณะเดียวกันเราได้มี การศึกษาบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ว่ามีไหมถ้าเราจะเขียนบทในการคุ้มครอง เรื่องอายุความ หรือบางท่านบอกว่าเขียนอย่างนี้เป็นการขยายอายุความให้ เราได้ไปดูกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องก็พบว่าอย่างนี้ครับ ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๗ มีการเขียนเรื่องการขยายอายุความไว้ในกรณีที่มีการฟ้องคดีแล้วฟ้องผิดศาล ก็ขยายให้ ๖๐ วัน นับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง ใน พ.ร.บ. ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท มาตรา ๖ ซึ่งหลายท่าน ก็อภิปรายไปถึงกฎหมายฉบับนี้ หรือหลายท่านเรียกว่าเป็นกฎหมายกลางเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทของหน่วยงานของรัฐ ในมาตรา ๖ ของกฎหมายฉบับนี้ก็เขียนรับรองเรื่องการขยายอายุความไว้เช่นเดียวกันครับว่า ถ้าอายุความครบกำหนดไปแล้วระหว่างการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หรือจะครบกำหนดภายใน ๖๐ วันนับแต่วันไกล่เกลี่ยข้อพิพาทสิ้นสุดลง ให้ขยายอายุความไปอีก ๖๐ วัน พอเราตรวจ พบว่ามีบทกฎหมายที่เขียนในเรื่องของการคุ้มครองอายุความให้กับคู่กรณีในกรณีที่ไกล่เกลี่ย ไม่ได้แล้วอายุความขาดลงไว้เช่นนี้ จึงเป็นที่มาที่ไปของการที่เราได้เพิ่มเติมข้อความนี้ เป็นอีกวรรคหนึ่งของมาตรา ๓ ที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๐ ตรี ทั้งหมด ก็เป็นภาพรวมที่ผม ขออนุญาตชี้แจงถึงเหตุผลที่มาที่ไปของกรรมาธิการว่าทำไมกรรมาธิการจึงมีการแก้ไข ค่อนข้างเยอะ โดยสรุปก็คือทั้งหมดเรายึดหลักการในการที่จะพยายามแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ให้เป็นกลไกในการที่จะตอบโจทย์เรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่จะให้พี่น้องประชาชน เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลย แล้วก็จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ในการระงับข้อพิพาททางแพ่งโดยจะมีศาลที่เป็นบุคลากรในกลไกนี้เป็นผู้เข้ามาดูแล ความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น และสุดท้ายผมกราบเรียนท่านครับว่าตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ได้กำหนดไว้แล้วว่าตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลใช้บังคับ กฎหมายทุกฉบับจะถูก ประเมินผลสัมฤทธิ์ของการออกกฎหมาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเราพูดคุยกันในวันนี้ทั้งหมด แม้กระทั่งคำชี้แจงของผม แล้วก็ความคาดหวังที่กรรมาธิการพยายามที่จะทำให้กฎหมาย ฉบับนี้เป็นเครื่องมือในการอำนวยความยุติธรรมให้กับพี่น้องประชาชนโดยไม่ต้องเสีย ค่าใช้จ่ายนั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่ รัฐธรรมนูญบังคับต้องมีการประเมินผล อยู่แล้วครับ เพราะฉะนั้นข้อห่วงกังวลของเพื่อนสมาชิกทั้งหลายนั้นก็จะถูกกำหนดไว้เป็น หนึ่งในประเด็นที่ผมเชื่อว่าศาลในฐานะที่เป็นผู้รักษาการตามกฎหมายฉบับนี้ต้องไปติดตาม และประเมินผล สมาชิกทั้ง ๒ สภาคือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็วุฒิสภาเราต้องช่วยกัน ติดตามการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายฉบับนี้ และผมเชื่อว่าไม่ใช่แต่กฎหมายฉบับนี้ หรอกครับ กฎหมายทุกฉบับที่สภาของเราผ่านออกไป คำชี้แจงของผู้เสนอกฎหมาย ถึงหลักการ เหตุผล แล้วก็ความคาดหวังของกฎหมาย พวกเราก็ต้องช่วยกันติดตาม ความสัมฤทธิผลของกฎหมาย ต้องขอขอบคุณ แล้วก็ขอชี้แจงในภาพรวมต่อเพื่อนสมาชิก เพียงเท่านี้ ส่วนรายละเอียดที่เป็นกระบวนการในทางปฏิบัติงานของศาล ไม่ว่าเรื่องของเขต อำนาจศาล ไม่ว่าเรื่องวิธีการเรียกคู่กรณีหรือการสอบถามคู่กรณีว่าควรจะต้องทำเป็น หมายเรียก ควรต้องทำเป็นหนังสือเชิญ เรื่องการสร้างคุณสมบัติของผู้ประนีประนอม ให้น่าเชื่อถือ มีความรู้ มีความสามารถ จะขออนุญาตท่านประธานขอให้กรรมาธิการในสัดส่วน ของผู้แทนศาลยุติธรรม ซึ่งวันนี้มีท่านชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ ท่านศุภกิจ แย้มประชา ท่านพรภัทร์ ตันติกุลานันท์ มา จะให้ท่านได้เป็นผู้ชี้แจงครับ