ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ ชี้แจงประเด็นร่างกฎหมายเรื่องการยื่นคำร้องขอไกล่เกลี่ยต่อศาลที่มีเขตอำนาจ โดยเน้นย้ำว่าข้อจำกัดของกฎหมายเดิมที่ห้ามใช้กับคดีครอบครัว คดีปกครอง และคดีมูลค่าสูงนั้น เป็นเรื่องของการกำหนดเขตอำนาจศาล ไม่ใช่ประเด็นวิธีการยื่นเอกสาร ซึ่งสามารถทำได้หลายช่องทางอยู่แล้วตามข้อบังคับปัจจุบัน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ ในฐานะกรรมาธิการ ก็จะขออนุญาตชี้แจง ๒-๓ ประเด็นที่ยังคงเหลืออยู่ว่าทำไมในร่างกฎหมายฉบับนี้ถึงต้องเขียนว่าเวลายื่นคำร้อง ขอไกล่เกลี่ยผู้ร้องจะต้องไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจที่จะพิจารณาและพิพากษาคดีนั้น แล้วตอบประเด็นอีกประเด็นหนึ่งว่าทำไมถึงไม่เขียนว่าคู่ความหรือคู่กรณีนี้สามารถที่จะเอา ทนายความมาร่วมด้วยในเรื่องของการไกล่เกลี่ย
ก่อนอื่นคงต้องขอกราบเรียนในเชิงระบบนิดหนึ่งนะครับ ท่านสมาชิกหลายท่าน คงทราบดีว่าในกระบวนพิจารณาคดีแพ่ง การเริ่มต้นคดีปกติจะต้องทำด้วยการฟ้องคดีใช่ไหมครับ จนกระทั่งไปถึงการพิพากษาคดี แต่ในระหว่างกลางทางปัจจุบันเรามีกระบวนการไกล่เกลี่ย แทรกเข้ามา ซึ่งกระบวนการไกล่เกลี่ยนี้เราถือว่าเป็นกระบวนการไกล่เกลี่ยในคดี ทีนี้การที่จะเข้าถึง กระบวนการไกล่เกลี่ยในคดี ซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่าเราสามารถระงับคดีได้เป็นจำนวนมาก ด้วยใช้วิธีการไกล่เกลี่ย แต่การที่จะเข้าถึงจะต้องเริ่มต้นฟ้องคดีก่อน ท่านลองนึกภาพดูครับ ว่าการฟ้องคดีแพ่ง ท่านที่เป็นทนายความคงทราบดี ประชาชนคงทราบดีว่าการจะฟ้องคดี โดยเฉพาะคดีแพ่งซึ่งต้องทำเอง ไม่มีตำรวจ ไม่มีพนักงานสอบสวน ไม่มีใครช่วยเหลือ ท่านทำเองได้ไหมครับ ทำไม่ได้ครับ ท่านจะต้องไปหาตัวช่วย ต้องหาผู้ช่วยเหลือ ต้องไปหา ทนายความ ถึงแม้บางคดีอาจจะบอกว่าท่านสามารถไปฟ้องคดีเองได้ แต่ท่านจะต้องเสีย ค่าใช้จ่าย เสียค่าขึ้นศาลอีกจำนวนพอสมควร กระบวนการถัดจากนั้นไปมีอะไรที่ซับซ้อน อีกเยอะแยะมากมายนะครับ เพราะฉะนั้นโจทย์ใหญ่ที่รัฐธรรมนูญให้กับทางคณะกรรมการ ปฏิรูปประเทศ ซึ่งบังเอิญผมเป็นหนึ่งในนั้นนะครับ ในมาตรา ๒๕๘ ง (๑) คือจะต้องไปทำให้ สัมฤทธิผลเกี่ยวกับเรื่องของการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน จะต้องสร้างกลไกขึ้นมา เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมให้ได้ ซึ่งการเข้าถึงศาลในคดีแพ่ง ไม่ใช่มีศาลให้ฟ้องแล้วก็โอเค (OK) ท่านสามารถที่จะไปฟ้องได้ แต่การเข้าถึงโดยการฟ้องร้อง ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้นเราถึงคิดดีไซน์ (Design) เอากระบวนการไกล่เกลี่ยที่แทรกอยู่ ตรงกลางของการดำเนินคดีแพ่งมาไว้ก่อนที่จะเริ่มต้นฟ้องคดี เพราะอะไรครับ เพราะกระบวนการไกล่เกลี่ยโดยหลักการของมันก็คือเป็นกระบวนการที่ไม่เป็นทางการ และตามร่างฉบับนี้ท่านจะเห็นครับว่ากรรมาธิการท่านก็โอนอ่อนผ่อนปรน แล้วก็เห็นด้วยกับ ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่กรุณาแปรญัตติให้มีการยกเว้นค่าขึ้นศาล ค่าธรรมเนียมอะไร ต่าง ๆ นานา เพราะฉะนั้นก็เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถที่จะใช้กลไกของศาลระงับ หรือเยียวยาความเดือดร้อนในทางแพ่งของเขาได้ เพราะไม่มีใครอื่นที่จะช่วยเขาได้ เพราะมันไม่ใช่คดีอาญา พอเราเอากลไกการไกล่เกลี่ยมาไว้ก่อนที่จะเริ่มต้นฟ้องคดี กลไก การไกล่เกลี่ยอย่างนี้โดยปกติหลาย ๆ ประเทศขณะนี้ บางประเทศเขาถึงขนาดบังคับเลยว่า ก่อนที่คุณจะเอาคดีไปสู่ศาลคุณต้องเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยก่อน เพราะว่าการใช้ศาล เป็นเครื่องมือในการเยียวยาความเดือดร้อนมันมีต้นทุน เพราะฉะนั้นกราบเรียนว่านี่คือ ประเด็นสำคัญที่ทำให้ทางคณะกรรมการปฏิรูปประเทศหรือรัฐบาลได้นำเสนอร่างกฎหมาย ฉบับนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง
อีกประเด็นหนึ่งที่มีความจำเป็น เพราะว่าท่านสมาชิกหลายท่านพูดถึง เรื่องของพระราชบัญญัติไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่ออกไปแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการเตรียมการ อะไรต่าง ๆ นานา พระราชบัญญัติไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่ออกไปแล้วถ้าจะพูดง่าย ๆ ผมขออนุญาต เรียกว่าเป็นการไกล่เกลี่ยนอกศาล ซึ่งในตัวพระราชบัญญัติเองมีข้อจำกัดค่อนข้างมากอยู่ อย่างเช่นกฎหมายวางข้อจำกัดว่าคดีที่เกี่ยวกับครอบครัว การหย่าร้าง การพิพาท การอะไร เกี่ยวกับเรื่องอำนาจทางปกครอง คดีที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือแม้แต่คดีที่ทุนทรัพย์ เกิน ๕ ล้านบาท อย่างนี้ผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามพระราชบัญญัติฉบับนั้นยังไม่สามารถ ดำเนินการได้ แต่ถ้าเราสร้างกระบวนการไกล่เกลี่ยในศาลตามกฎหมายฉบับนี้เราไม่มี ข้อจำกัด เพราะว่ากฎหมายฉบับนั้นไม่ได้เอื้อมมาควบคุมในเรื่องของการไกล่เกลี่ยในศาล เพราะฉะนั้นกราบเรียนว่ามีความจำเป็นในลักษณะอย่างนี้ถึงต้องมีการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ แต่ถึงเราจะแก้ไขในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่การดำเนินการทั้งหลาย ตามมาตรา ๒๒๐ ตรี ที่เราสร้างขึ้นมา ไม่ใช่การดำเนินคดีนะครับ เพราะยังไม่มีการฟ้องร้อง ไม่ใช่คดี พอไม่ใช่คดีปัญหาแรกที่เกิดขึ้นก็คือว่าแล้วจะไปที่ศาลไหน เพราะว่าประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งเขียนเกี่ยวกับเรื่องของอำนาจศาลที่จะพิจารณาคดีต่อเมื่อมีการฟ้องคดี เราเลยจำเป็นต้องดีไซน์ (Design) ว่าแล้วเราจะให้ไปศาลไหน ประเด็นที่เราเขียนอยู่ในมาตรา ๒๐ ตรี ที่บอกว่า ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่เขาจะมีอำนาจ พิจารณาเวลามีการฟ้องคดีเพราะอะไร ก็เพราะว่าเมื่อมีการไกล่เกลี่ยเสร็จสุดท้ายอาจจะมี การขอให้ศาลพิพากษาตามยอม การพิพากษาคดีศาลต้องมีอำนาจ นั่นคือเหตุผลว่าทำไม เราถึงเขียนบอกว่าจะต้องไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจในการที่จะพิจารณาคดีนี้ถ้ามี การฟ้องร้อง ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องเขตอำนาจศาลนะครับ ไม่ได้เป็น ประเด็นในเรื่องของวิธีการยื่นนะครับ หลายท่านอาจจะมองประเด็นนี้คลาดเคลื่อนไป ท่านอาจจะให้ความสะดวก ผมกราบเรียนเลยว่าความสะดวกขณะนี้มันไปไกลยิ่งกว่านั้นแล้ว ถ้าท่านดูในข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ปี ๒๕๕๐ ขณะนี้ การยื่นเอกสารต่าง ๆ ต่อศาลยุติธรรมท่านสามารถยื่นได้ทั้งทางไปรษณีย์ ทางโทรสาร หรือยื่นทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ได้หมด เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติว่าเป็นกรณีที่ท่านจะต้อง ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดลำปางท่านก็ยื่นทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์หรือท่านจะยื่นทาง ไปรษณีย์ก็ได้ อันนั้นคือเรื่องของวิธีการยื่น ผมจึงขออนุญาตเรียนทำความเข้าใจว่าประเด็นที่ เราเขียนในเรื่องของเขตอำนาจศาลตรงนี้ไม่ใช่ประเด็นของวิธีการยื่น
อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของทนายความ กราบเรียนว่าในเมื่อมันไม่ใช่ เรื่องของการดำเนินคดีจะไม่มีการแต่งตั้งทนายความเข้ามาในการดำเนินการไกล่เกลี่ย ทนายความมาได้ไหมครับ มาได้ครับ คู่กรณีสามารถนำทนายความมาได้ หรือแม้แต่มอบอำนาจ ให้ทนายความมาได้ แต่ท่านไม่ได้มาในฐานะทนายความ เพราะว่ามันไม่เป็นคดี กรณีที่จะมี การแต่งตั้งทนายความก็ต่อเมื่อมีการฟ้องร้องเป็นคดีขึ้นมาแล้ว แล้วก็ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติไว้ว่าการแต่งตั้งทนายความเพื่อมาว่าความในคดีจะต้องทำ อย่างไร แต่กรณีนี้เป็นการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดี ซึ่งไม่ใช่คดีนะครับ เพราะฉะนั้นท่านจะเห็น ว่ากลไกต่าง ๆ ในกระบวนการนี้มันไม่ได้เป็นกระบวนการพิจารณาปกติ เราถึงเขียนต่อไปว่า เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดที่คลาดเคลื่อน ก็คือว่าไม่ให้มีการอุทธรณ์ฎีกา เพราะว่าอะไร เพราะว่า ถ้าท่านไม่ประสงค์ที่จะเข้าสู่กระบวนการนี้ ท่านสามารถเทอร์มิเนต (Terminate) หรือหยุด การเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นกราบเรียนว่าที่ไม่เขียนไม่ได้ หมายความว่ามาไม่ได้นะครับ ทนายความมาได้ มาในฐานะผู้รับมอบอำนาจ มาในฐานะเพื่อน มาได้ทุกสถานะ เพียงแต่ว่าเนื่องจากไม่ได้เป็นคดีเลยไม่จำเป็นหรือไม่สมควรที่จะไปเขียน ในเรื่องของทนายความอะไรในกระบวนการอย่างนี้นะครับ
ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะเรียนชี้แจงที่สำคัญก็คือเรื่องของความห่วงกังวล จริง ๆ ท่านประธานก็ได้ชี้แจงไปในระดับหนึ่งแล้วว่ากระบวนการอย่างนี้มันจะเอื้อต่อกลุ่มทุน โดยเฉพาะทุนประเภทกู้นอกระบบอะไรประมาณนั้น ผมกราบเรียนเลยว่ากระบวนการนี้ ต่อให้นายทุน หรือกลุ่มทุน หรือใครก็ตามไปยื่นขอให้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกับฝ่ายลูกหนี้ ฝ่ายลูกหนี้ไม่จำเป็นต้องมา กระบวนการนี้บังคับไม่ได้นะครับ เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัย ความสมัครใจของฝ่ายลูกหนี้ เพราะฉะนั้นฝ่ายลูกหนี้ไม่มาก็เป็นอันจบกัน ถ้าเจ้าหนี้ อยากจะดำเนินการต่อก็ต้องไปฟ้องร้องตามระบบปกติ หรือแม้แต่สมมุติจะจับมือกันมา ขออนุญาต ในทางปฏิบัติอาจจะมีในกรณีที่เป็นเงินกู้นอกระบบบางทีเราก็เคยเจอจับมือกันมา ในระบบเดิมมีการฟ้องคดีนะครับ