เสรี ชี้แก้กฎหมายประนอมยอมความ ต้องคงความยืดหยุ่น-เปิดช่องยื่นคำร้องต่อศาล

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๓

เสรี สุวรรณภานนท์ หารือประเด็นการแก้ไขร่างกฎหมายเกี่ยวกับการประนอมยอมความ โดยตั้งข้อสังเกตถึงการปรับถ้อยคำของกรรมาธิการที่อาจขัดเจตนาเดิม พร้อมเสนอให้คงความยืดหยุ่นในการดำเนินคดีและไม่บังคับพิพากษาในวันเดียวกับการทำข้อตกลง รวมถึงตั้งคำถามถึงความสอดคล้องของข้อเสนอขยายอายุความ 60 วันกับหลักนิติศาสตร์ตามมาตรา 193/11 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พร้อมเสนอให้ปรับปรุงกระบวนการยื่นคำร้องให้สมบูรณ์และเปิดช่องให้คู่ความสามารถยื่นคำร้องต่อศาลได้แม้การไกล่เกลี่ยจะล้มเหลว รวมถึงหารือเรื่องการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในกรณีทำสัญญายอมก่อนฟ้อง โดยเสนอให้นำบทบัญญัติการยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ยากจนมาประยุกต์ใช้เพื่อความเป็นธรรมและป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากนายทุน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผมได้แปรญัตติไว้ แล้วก็สงวนคำแปรญัตติไว้ ปรากฏว่า กรรมาธิการได้แก้ไขในร่างเดิม ส่วนที่ผมขอแปรญัตติไว้คือปรับปรุงแก้ไขในหลักการ แนวทางวิธีการที่จะทำให้การไกล่เกลี่ยนั้นสมบูรณ์ แต่พอกรรมาธิการมาแก้ถ้อยคำ ไปเปลี่ยนแปลงรายละเอียดมากจนทำให้การแปรญัตตินั้นไม่สอดคล้องกับสิ่งที่กรรมาธิการ ได้แก้ไข แต่อย่างไรก็ตามผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานในส่วนที่กรรมาธิการแก้ไขให้มี ความชัดเจนก่อนนะครับว่าส่วนที่กรรมาธิการแก้ไขนั้นผมว่าบางส่วนที่แก้ไขบางทีข้อความ มันดีอยู่แล้ว แล้วมันก็ใช้เป็นหลักการในทางกฎหมายที่เป็นงานปฏิบัติที่พวกเราอยู่ใน วงอาชีพกฎหมาย เป็นทนายความมา โดยเฉพาะท่านประธานเองก็เป็นทนายความด้วย เพราะฉะนั้นการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ผมเข้าใจว่าท่านประธานอาจจะเห็นภาพอะไรที่ ชัดเจนจากสิ่งที่เราได้เสนอในร่างกฎหมายฉบับนี้ ยกตัวอย่างในวรรคแรกกรรมาธิการไปแก้ พร้อมทั้งทำรายงานการดำเนินการดังกล่าวเสนอศาล คำสั่งศาลตามวรรคนี้ให้เป็นที่สุด อะไรนี่นะครับ คือขีดออกหมดเลย ตัดออกหมดเลย หรือถ้อยคำว่า ผู้ประนอมจัดให้มีการทำข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความ ท่านก็ไปตัดคำว่า ให้มีการทำข้อตกลง ออก เป็น ข้อเสนอ ข้อตกลง หรือสัญญาประนีประนอม ยอมความ ผมว่าคำเดิมนี่จริง ๆ แล้วเป็นกระบวนการนะครับ ในร่างกฎหมาย มาตรา ๒๐ ตรี ที่กำหนดไว้ในแต่ละวรรค ถ้าท่านประธานดูนะครับ จะเป็นกระบวนการเสนอกฎหมาย โดยวรรคแรกจะเสนอเป็นเรื่องของหลักการว่าให้มีกฎหมายฉบับนี้ขึ้นแล้วให้มีการตกลง มีการประนีประนอมยอมความในชั้นก่อนจะฟ้องคดี ก็วางหลักการไว้ แล้วก็มาเสนอในวรรคสอง ในวรรคสองก็จะต่อมาจากวรรคแรกซึ่งอ่านแล้วต่อเนื่องกัน แต่พอกรรมาธิการมาแก้ในวรรคสอง ท่านดูนะครับ บรรทัดสุดท้ายของวรรคแรก จนกระทั่งให้คู่ความลงลายมือชื่อข้อตกลง หรือสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้ว พอมาวรรคสองกลับกลายเป็นว่าหลักการ ที่บอกว่าให้ศาลพิพากษาตามยอม ในหลักการบอกว่าให้ทำในวันทำข้อตกลง เพราะฉะนั้น ในวันทำข้อตกลงเป็นกระบวนการ จริง ๆ แล้วเป็นข้อเริ่มต้นของการจะให้มีสัญญาประนีประนอม กันเกิดขึ้น แต่พอมาเขียนไว้วรรคสองอย่างนี้มันไม่สอดรับกับวรรคหนึ่ง เพราะฉะนั้น ผมเข้าใจครับสิ่งที่กรรมาธิการต้องการก็คือต้องการที่จะให้ศาลพิพากษาตามยอมทันที ในวันที่มีการทำข้อตกลงหรือทำสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่ในร่างเดิมบอกว่าให้ศาล พิพากษาตามยอมภายใน ๓๐ วัน เพราะฉะนั้นคำว่า ภายในสามสิบวัน ผมแปรญัตติขอเหลือ ๑๕ วัน ถามว่าทำไมผมไม่เสนอให้ทำในวันเดียวกัน ผมว่าในการที่จะทำคดีเราอย่าไปนึกว่า เราเป็นทนายความอย่างเดียว หรือเราอย่าไปนึกว่าเป็นศาลอย่างเดียว เราต้องนึกถึง กระบวนการในการจะจัดทำสัญญาประนีประนอมแล้วมีคำพิพากษา จำเป็นไหมว่าจะต้องทำ ในวันเดียวกัน ถ้าทำในวันเดียวกันได้อันนี้เรื่องดี แต่ถ้าเกิดมีอะไรเกิดขึ้นในกระบวนการ ซึ่งเราก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไร ในร่างเดิมบอกว่าให้ทำภายใน ๓๐ วัน คำว่าภายในคืออะไรครับ ภายในคือทำวันแรกก็ได้จนกระทั่งไปถึง ๓๐ วันก็สามารถทำได้ นี่คือการยืดหยุ่น ผมเสนอว่า ให้ทำภายใน ๑๕ วัน เพราะผมรู้ว่า ๓๐ วันมันนานไป แต่พอกรรมาธิการไปเสนอว่า ให้พิพากษาจำยอมในวันเดียวกันกับการที่ได้ตกลงหรือทำสัญญาประนีประนอมกัน ผมว่า ในทางปฏิบัติจะเกิดปัญหา เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนบันทึกเอาไว้เป็นหลักการสำคัญว่า ถ้าหากเสนอกันลักษณะอย่างนี้กฎหมายที่นำไปใช้จะต้องยืดหยุ่นได้ สามารถที่จะใช้ ประโยชน์ได้ แต่ไม่ใช่พอเรากำหนดมาแล้ว พอไม่สามารถทำวันนั้นได้กระบวนการการตกล การประนีประนอมเลยต้องยกเลิกหมดเลย เพราะมันพิพากษาตามยอมในวันนั้นไม่ได้ อันนี้ ก็เป็นหลักการที่กราบเรียน

ทีนี้ข้อที่กรรมาธิการเสนอมา ผมข้ามไปวรรคท้าย วรรคท้ายท่านประธาน ลองดูนะครับ ในร่างที่กรรมาธิการเสนอมาบอกว่าให้มีการขยายอายุความออกไปอีก ๖๐ วัน ผมไม่อยากอ่านรายละเอียดมากมันเสียเวลา แต่หลักการที่กรรมาธิการเสนอก็บอกว่า ให้อายุความขยายออกไป ๖๐ วัน ท่านประธานลองดูนะครับ ในหลักการทางกฎหมาย กฎหมายแพ่งและพาณิชย์วางหลักการสำคัญไว้ในมาตรา ๑๙๓/๑๑ บอกว่าอายุความ ที่กฎหมายกำหนดไว้นั้นคู่ความจะตกลงกันให้งดใช้หรือขยายออกหรือย่นเข้าไม่ได้ นี่คือ วางหลักไว้แล้ว แล้วเราก็ใช้หลักนี้มาตลอดนะครับ แต่พอเรามายกร่างอันนี้เราไปบอกว่า ให้อายุความขยายออกไป ผมว่าในหลักการที่อายุความ จะขยายหรือไม่นี่นะครับ มันก็อยู่ในหลักการทางกฎหมายเดิมที่เรามีอายุความสะดุดหยุดอยู่ เรามีอายุความสะดุดหยุดลง แล้วก็การนับระยะเวลาจะนัดใหม่ไหมหรือจะนัดให้หยุดอยู่ก่อน แล้วก็ต่อไป หรือหากจะฟ้องผิดศาลนี่นะครับก็ให้ฟ้องและดำเนินการได้ภายใน ๖๐ วัน อันนี้ ก็เคยมีหลักการอย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นผมเลยไม่แน่ใจว่าสิ่งที่กรรมาธิการเสนอมา บอกว่าให้อายุความขยายออกไปได้ มันถูกหลักการในทางกฎหมายหรือไม่ เพราะฉะนั้น กราบเรียนท่านประธานครับ สิ่งที่ผมได้แปรญัตติไว้ถ้าหากดูในวรรคแรกของมาตรา ๒๐ ตรี วรรคแรกเลยนะครับ ผมก็จะให้ความสำคัญไปที่กระบวนการ กระบวนการที่เสนอในร่างเดิม ยังขาด มันไม่สมบูรณ์ อย่างเช่นในเรื่องที่จะยื่นคำร้องนั้นผมเสนอว่าควรจะต้องยื่นคำร้อง พร้อมมีพยานหลักฐานอันสมควรมาด้วย ไม่ใช่อยู่ ๆ ใครก็ยื่นคำร้องออกมาได้ตลอด และพอ ยื่นคำร้องพร้อมเสนอหลักฐานแล้ว ศาลรับคำร้องไว้แล้วให้ดำเนินการสอบถามความสมัครใจ แต่ก่อนสอบถามความสมัครใจผมเสนอว่าควรจะออกหมายเรียกหรือออกหนังสือเชิญมา อันนี้เป็นกระบวนการที่ต้องทำนะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนที่ผมเสนอดังกล่าวนี้ เป็นรายละเอียดเพื่อที่จะให้สมบูรณ์ขึ้น นอกจากนั้นในกระบวนการที่เสนอไว้ในร่างเดิม บอกว่าถ้าหากว่ามีการปฏิเสธที่จะไม่ให้ทำสัญญายอมความกันแล้วให้ปฏิเสธแล้วนี่ถึงที่สุด ผมก็บอกว่าถ้าถึงที่สุดมันมาทำอะไรอีกไม่ได้ ผมก็เติมว่า ไม่ตัดสิทธิให้คู่ความที่จะยื่นคำร้อง ต่อศาลให้ดำเนินการตามมาตรานี้ได้ ถึงแม้จะถึงที่สุดแต่ก็ไม่ควรตัดสิทธินะครับ

สุดท้ายครับท่านประธาน ก็คือในวรรคสุดท้ายที่ระบุในเรื่องของค่าธรรมเนียม ผมเห็นว่าถ้ากรรมาธิการตัดออกทั้งหมดก็จะมีปัญหาอย่างที่สมาชิกหลายท่านได้อภิปราย ไปแล้วว่าในการที่จะไม่เสียค่าธรรมเนียมเลย จริง ๆ แล้วถ้าเป็นคนยากจนหรือเป็นคนที่ กฎหมายหรือศาลเห็นว่าไม่ควรเสียค่าธรรมเนียม กฎหมายแพ่งนี่เขาแก้ไขไปแล้วนะครับ ไม่ใช่ว่ายากจนอย่างเดียว ถ้าศาลเห็นสมควรว่าไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลก็ยังไม่ให้เสียได้ แต่พอมาทำสัญญายอมในกรณีก่อนฟ้องคดี ทั้งที่ตกลงกันได้แต่บอกไม่ต้องเสียเลย ผลที่สุด กลับกลายเป็นว่าคนที่มาใช้สิทธิในทางศาลไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย พวกคดีความต่าง ๆ พวกนายทุนเงินกู้ อะไรต่าง ๆ ที่เป็นนายทุนทั้งหลายได้ประโยชน์ ชาวบ้านไม่เห็นได้ประโยชน์ อะไรเลยนะครับ เพราะฉะนั้นข้อเสนอดังกล่าวนี้ ผมถึงได้เสนอว่าถ้าหากศาลเห็นว่า ผู้ที่จะต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลดังกล่าวเป็นคนยากจน หรือเห็นว่าเป็นบุคคลที่สมควรได้รับ การยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ก็ให้นำบทบัญญัติในหมวด ๓ ส่วนที่หนึ่งมาใช้บังคับด้วย อันนี้ จะสามารถทำให้คนที่ควรต้องเสียก็ต้องเสีย