ธีรัจชัย พันธุมาศ วิพากษ์ร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนขึ้นศาล โดยมองว่ากระบวนการดังกล่าวขาดความเป็นธรรม เสี่ยงทำให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย เสียเปรียบในการเจรจา เนื่องจากไม่มีข้อมูล ไม่มีนักกฎหมาย และไม่มีอำนาจต่อรองเท่าเทียม ขณะที่กฎหมายฉบับนี้อาจเอื้อประโยชน์แก่สถาบันการเงินและกลุ่มทุนมากกว่าประชาชน จึงเรียกร้องให้ไม่รับรองร่างดังกล่าวและเสนอหลักประกันเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างจริงจัง
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เกี่ยวกับ เรื่องนี้ตามที่ท่านสมาชิก ท่านสมชาย ฝั่งชลจิตร ได้กรุณาอธิบายนั้น ผมเห็นด้วยในเชิงหลักการ ทั้งสิ้น นั่นก็คือว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ควรเป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศที่ใช้รัฐสภาในการพิจารณา เพราะว่าควรจะผ่านขั้นตอนปกติคือใช้สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบละเอียดอ่อนกว่านี้ และ กฎหมายฉบับนี้เอื้อต่อกลุ่มทุน สถาบันการเงินมากกว่าที่จะช่วยเหลือคนยากจน
สิ่งแรกที่เราเห็นก็คือเรื่องของจำนวนสถิติคดีในศาล คดีแพ่ง ปี ๒๕๖๑ ประมาณ ๑,๑๖๔,๔๔๑ คดี ประมาณ ๘๐.๕ เปอร์เซ็นต์ คดีทั่วไป ๒๔๖,๑๕๖ คดี ประมาณ ๑๙.๕ เปอร์เซ็นต์ คดีส่วนใหญ่ของประเทศ ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นคดีสถาบันการเงิน กู้ยืม เช่าซื้อ บัตรเครดิตต่าง ๆ ทั้งหมด คนได้ประโยชน์ก็คือคนกลุ่มสถาบันการเงิน แต่ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้เป็นร่างพระราชบัญญัติที่คิดว่าใช้ศาลเครื่องมือก็ได้ ให้ศาลเข้ามาเป็นเครื่องมือ ก่อนที่จะฟ้องคดี เดิมการไกล่เกลี่ยประนีประนอมมีกระบวนการศาลเข้ามาก่อน นั่นคือต้องมี การฟ้องคดี การฟ้องคดีต้องมีการส่งพยานหลักฐาน การให้การต่อสู้คดีตั้งประเด็นพิพาท การพิจารณาในเรื่องของอายุความ ถ้าอายุความขาดก่อนที่จะไกล่เกลี่ยคู่ความจะได้รู้ ถ้าโจทก์ฟ้องไม่สู้คดีศาลลดดอกเบี้ยให้ ลดเบี้ยปรับให้ นี่เป็นกระบวนการหลังฟ้องคดีที่ทำมา ก็ได้ผลอย่างดี แต่เมื่อมีผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทไม่ใช่นักกฎหมายทั้งหมด บางส่วนเท่านั้นที่เป็นนักกฎหมาย ไม่รู้ข้อกฎหมาย และแรงจูงใจคือจำนวนของการทำคดียุติได้ เป็นแรงจูงใจในการทำผลงานที่ดี เหล่านี้เป็นอันตรายต่อประชาชนมาก ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ที่เข้ามาเอื้อต่อกลุ่มทุนอย่างไรครับ
๑. ไม่เสียค่าธรรมเนียม คดีเกี่ยวกับสถาบันการเงิน ๑ ล้านกว่าคดี ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์นั้นสามารถใช้ได้ ซึ่งเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทางสถาบันการเงินสามารถใช้ได้ ชาวบ้านยากที่จะใช้ได้เป็นจำเลยส่วนใหญ่ เรื่องนี้เป็นการเอื้อ เป็นอะไรกับรัฐบาลหรือไม่ ผมไม่แน่ใจ
๒. ในส่วนของการไกล่เกลี่ยคือยื่นคำร้องเข้ามาที่ศาล ไม่เสียค่าธรรมเนียมแล้ว ไม่เสียเงินแล้ว เข้ามาปั๊บไม่ต้องส่งพยานหลักฐานอะไรก็ได้ แล้วก็ส่งให้กับผู้ไกล่เกลี่ย ซึ่งไม่ใช่นักกฎหมาย ไม่ใช่ศาลเหมือนเดิมที่จะมาคอยดูคุมก่อน ศาลไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย องค์กรศาลคือองค์กรตุลาการ อำนาจตุลาการเป็นอำนาจยุติเด็ดขาด กรณีมาไกล่เกลี่ย ก่อนฟ้องคดีนั่นคือล้ำหน้า ก้าวล่วงมาในอำนาจบริหาร ซึ่งมี พ.ร.บ. ไกล่เกลี่ย ปี ๒๕๖๒ อยู่แล้ว ศาลเอื้อมมือขึ้นมาแต่ไม่รับผิดชอบได้อย่างไร ไม่ตรวจคำร้องตั้งแต่แรก ไม่ดูประเด็น ตั้งแต่แรก ชาวบ้านถูกหนังสือเรียกจากศาล มาที่ศาล มาดูเขาคิดว่าเป็นคำฟ้องนะครับ ไม่รู้เลย ว่าเอกสารหนี้มีกี่ใบ ชำระแล้วกี่บาท ไม่รู้ ไม่แสดงหลักฐาน แล้วเขาจะไกล่เกลี่ยได้อย่างไร อำนาจต่อรองสำคัญนะครับ อำนาจในการต่อรองคือ ๑. ต้องมีอำนาจเท่ากันในการไกล่เกลี่ย ๒. ต้องมีความรู้ใกล้เคียงกัน มีคนช่วยเหลือใกล้เคียงกัน อำนาจต่อรองคนที่กู้เงินสถาบันการเงิน ไม่ว่าสัญญาเงินกู้ บัตรเครดิตต่าง ๆ ถูกสัญญาสำเร็จรูปนั้นล็อกไว้หมดแล้ว นี่คือเสียเปรียบ แต่แรกอำนาจต่อรองไม่มี แต่เรามาตัดไม่ให้รู้อีก ข้อมูลในการชำระหนี้เท่าไรก็ไม่รู้ เราไม่เอา ในส่วนของตัวสัญญาต่าง ๆ เข้ามา หลักฐานต่าง ๆ เข้ามา แล้วศาลเขาไม่เข้ามาตรวจ ส่งให้ผู้ไกล่เกลี่ยเลย นี่คือหายนะของคนยากไร้แน่นอนครับ
ประการที่ ๒ คือในส่วนของก่อนที่จะเริ่มการไกล่เกลี่ย ก่อนเริ่มการไกล่เกลี่ย เดิมการไกล่เกลี่ยหลังฟ้องศาลตรวจคำฟ้องเรียบร้อย อธิบายเรียบร้อยก่อนไกล่เกลี่ย แต่กรณีนี้ ไม่มีครับ ทำไมศาลถึงไม่เข้ามาไกล่เกลี่ยตรวจคำฟ้อง คำให้การประเด็นต่าง ๆ และบอกก่อน ที่ไกล่เกลี่ยล่ะครับ จะไม่รับผิดชอบได้อย่างไรครับ ตรงนี้ตัดกระบวนการนี้ไปเลย แล้วชาวบ้านจะได้รับความคุ้มครองอย่างไร จะรู้ประเด็นอย่างไร หลักฐานมีอะไรบ้าง ให้ผู้ไกล่เกลี่ยไปโดยมีเป้าหมายนะครับว่าถ้าสำเร็จมาก นี่คือผลงานที่ดีเด่นของผู้ไกล่เกลี่ย และไม่ใช่นักกฎหมาย แล้วชาวบ้านจะได้รับความคุ้มครองได้อย่างไรจากองค์กรตุลาการ การตัดสินตามร่างเดิมนั้นจะเสนอให้มีการ เขาเรียกว่าให้ศาลพิพากษาตามยอมนั้นภายใน ๓๐ วัน ก็ยังมีช่องทางให้กับคู่สัญญาประนีประนอมยอมความแล้วก็ไปต่อได้ แต่กรณีนี้ไม่มี ให้ทำในวันเดียวได้ เป็นการเร่งรัดชัด ๆ เร่งรัดให้เป็นหนี้เร็ว แล้วก็ถึงที่สุดอุทธรณ์ฎีกาไม่ได้ แล้วเหล่านี้ประชาชนจะแก้ไขอย่างไรเมื่อทำสัญญาประนีประนอมยอมความไปแล้ว นอกจากนั้นในเรื่องของการขยายอายุเวลา ซึ่งท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ท่าน ส.ว. ท่านพูดไว้ ค่อนข้างดีผมเห็นด้วยกับท่าน ก็คือมันมีหลักปกติอยู่แล้ว แต่นี่ไปขยาย หลักปกติขยาย ต้องมีเหตุ มีคนยากจนยากไร้ต่าง ๆ แต่กรณีนี้ทำเป็นหลักมาใช้ตรงนี้คือเอื้อต่อกลุ่มทุนชัด ๆ คดีที่ฟ้องต่อศาลที่ผ่านมามีคดีขาดอายุความมากมาย แต่คดีนี้ถ้าไม่ขาด มาขาดตอน ระหว่างเจรจาก็ถือว่าไม่ขาด มันเอื้อตลอด อายุความไม่ใช้นี่เอื้อต่อกลุ่มทุนชัดเจน ทำไมสภา ของเราต้องเป็นตราประทับให้กลับร่างพระราชบัญญัติเหล่านี้ที่รัฐบาล ผมไม่ทราบว่า เกี่ยวข้องอะไรกับสถาบันการเงินหรือไม่ มันแทบจะไม่เกิดประโยชน์กับประชาชนเลยนะครับ มันดูเหมือนดีแต่ไม่ดี มันดูเหมือนประชาชนจะประหยัดแต่ไม่ประหยัด มันเอื้อต่อกลุ่มทุน ดูเหมือนประชาชนจะได้ประโยชน์ ได้รับความเป็นธรรม แต่ไม่ใช่ กลุ่มทุนสถาบันการเงิน ได้ประโยชน์มากกว่า ผมได้ขอแปรญัตติไปอย่างนี้นะครับ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือก่อนคำร้องที่ยื่นมาขอให้ไกล่เกลี่ยนั้นจะต้องมาพร้อม พยานหลักฐาน และเมื่อศาลเห็นสมควรและข้อพิพาทไม่เป็นขาดอายุความให้ศาลตรวจดู ก่อนระหว่างคำร้อง ศาลตรวจดูคำร้องไม่ขาดอายุความด้วย เพื่อตัดคดีขาดอายุความ ที่แอบมา แล้วก็มาทำให้พี่น้องประชาชนนั้นต้องแอบไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือก่อนเริ่มไกล่เกลี่ยให้ศาลถามข้อโต้แย้งของคู่กรณี อีกฝ่ายหนึ่งเกี่ยวกับข้อพิพาทว่ามีหรือไม่มีอย่างไร แล้วแจ้งสิทธิตามกฎหมายของคู่กรณี ทั้ง ๒ ฝ่ายให้เข้าใจในประเด็นเกี่ยวกับข้อพิพาท นี่คือเป็นหลักประกันที่ศาลมาอีกชั้นหนึ่ง คือก่อนที่จะไกล่เกลี่ยแล้วก่อนที่จะมอบให้กับผู้ไกล่เกลี่ย
ประเด็นที่ ๓ ก่อนศาลมีคำพิพากษา ศาลมีคำสั่งใดเกี่ยวกับข้อตกลง หรือสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ให้ศาลตรวจสอบข้อตกลงหรือสัญญา ประนีประนอมยอมความว่า คู่กรณีฝ่ายใดเสียเปรียบเกินควร เช่นในเรื่องการคิดดอกเบี้ย เบี้ยปรับ หรือเรื่องอื่นใดที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ถ้ามีให้ศาลแจ้งคู่กรณีทั้ง ๒ ฝ่าย และ ผู้ประนีประนอม เพื่อให้นำข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความกลับไปแก้ไขเพื่อให้ เกิดความสุจริตและเที่ยงธรรมต่อไป
นี่คือหลักประกัน ๓ ชั้นที่ผมแก้ในฐานะที่ไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรก แต่เมื่อให้ มาแก้ ผมก็พยายามแก้ให้เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนให้มากที่สุด แต่ร่างของท่านกรรมาธิการ ร่างแรกผมก็ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว ร่างของกรรมาธิการนั้นทำเกินเลยไปครับ ยิ่งตัดไปอีก ขยายอายุความอีก ดังนั้นผมเชื่อว่าการแก้ร่างแรกที่เสนอเข้ามาของรัฐบาลและร่างของกรรมาธิการ ไม่ได้ก่อประโยชน์กับประชาชนเท่าไรเลย แต่เอื้อต่อกลุ่มทุนมากกว่า ผมไม่อาจะเห็นพ้องกับ ร่างทั้ง ๒ ร่าง และร่างของทางฝ่ายกรรมาธิการได้ และขอบันทึกว่าผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และขอให้ท่านสมาชิกรัฐสภาได้โปรดพิจารณาดูไม่รับร่างนี้ ไม่เห็นด้วยกับร่างนี้ในวาระที่สอง และวาระที่สามครับ