รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๓

วันชัย สอนศิริ เสนอแปรญัตติแก้ไขกฎหมาย 3 ประเด็น เพื่อเพิ่มอำนาจศาลในการไกล่เกลี่ยกรณี และค่าธรรมเนียมรักษาทุกโรค 30 บาท โดยเน้นย้ำความสำคัญของทนายความในการช่วยให้การไกล่เกลี่ยนั้นมีความสมบูรณ์ และเสนอให้คิดค่าธรรมเนียมเป็นเปอร์เซ็นต์ เพื่อให้เป็นธรรมและผู้ที่ใช้บริการรู้จักเสียเงิน

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในส่วนของกฎหมายฉบับนี้ผมแปรญัตติ ใน ๓ ประเด็นที่สำคัญนั่นก็คือขอแก้ไขตรง เพื่อขอให้ศาลแต่งตั้งผู้ประนีประนอม ผมตัด คำว่า แต่งตั้งผู้ประนีประนอม ออกไป เป็นว่า เพื่อขอให้ศาลทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย อันนี้เบื้องต้น

และอีกประเด็นหนึ่งผมเพิ่มเติมไปว่า ให้ศาลมีอำนาจเรียกคู่กรณีที่เกี่ยวข้อง มาศาลด้วยตนเอง และเติมคำว่า หรือจะมีทนายความมาด้วยก็ได้

และในประเด็นสุดท้ายนั้นเรื่องค่าธรรมเนียม ผมขอแก้เป็น ร้อยละ ๑๕ ของ ค่าขึ้นศาล ผมขออภิปรายไปในคราวเดียวกันครับท่านประธาน

เบื้องต้นทำไมผมแก้คำว่า แต่งตั้งผู้ประนีประนอม ออกไป เรื่องนี้เห็นว่า เป็นกฎหมายด้านการปฏิรูปประเทศ และเรื่องนี้จากการชี้แจงของรัฐบาลบอกว่าเป็นเรื่องใหญ่ ที่จะทำให้คนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และเป็นการประหยัดเงินประหยัดทองของคู่ความ สร้างความสงบเรียบร้อยให้กับประชาชนได้ รวมทั้งเป็นความรวดเร็ว ก่อให้เกิดการดับทุกข์ กับคนที่มีปัญหาทางคดีความได้อย่างทันทีทันใด โดยใช้เวลาในกระบวนการยุติธรรมไม่มากนัก ท่านประธานจะเห็นได้ว่าจากเหตุผลที่ทางรัฐบาลเสนอมาในคราวนั้นพระราชบัญญัติที่ขอ แก้ไขนี้จึงมีความสำคัญ เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบของการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม แล้วทำไมศาลซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ มีความชำนาญการต่อคดี เข้าใจต่อตัวบทกฎหมายทั้งสิ้น ทั้งปวง รวมทั้งเข้าใจต่อข้อพิพาทด้วย ทำไมจะต้องให้ไปแต่งตั้งผู้ประนีประนอม ซึ่งมีเพื่อนสมาชิก หลายท่านได้อภิปรายแล้ว บางทีผู้ประนีประนอมนั้นอาจจะไม่ได้เข้าใจในกระบวนการของ คดีทั้งหมด ดังนั้นถ้าศาลลงมาทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยเสียเองก็จะทำให้การประนีประนอม เป็นไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลท่านมีพลัง มีอำนาจ ขออภัยนะครับ มีบารมีอยู่ในตัวที่จะทำให้ข้อพิพาทนั้นสามารถตกลงกันได้ เรื่องนี้ผมจึงเห็นเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าศาลลงมาทำหน้าที่เสียเองจะทำให้เหตุผลดังที่ผู้เสนอกฎหมายตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลนั้นเป็นการสนองต่อเหตุผลดังกล่าวได้อย่างแท้จริง

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมพูดว่าในการไกล่เกลี่ยนี้จะมีทนายความมาด้วยหรือไม่ก็ได้ แม้จะอ้างว่าเราใช้ในมาตราที่เกี่ยวข้องนั้นบอกว่าสามารถที่จะให้มีทนายความมาได้ก็ตาม แต่ถ้าเขียนให้ชัดเจนจะทำให้แนวทางของการปฏิบัตินั้นเกิดความเป็นจริงได้อย่างแท้จริง ท่านประธานจะเห็นว่ามีคนติดคุกเพราะบอกว่ารับสารภาพไปเถอะ คดีนี้อย่างไร ๆ ก็ไม่ติดคุก คดีนี้อย่างไร ๆ ก็รอลงอาญา แล้วไป ๆ มา ๆ เขาก็รับสารภาพจริงตามคำแนะนำของบุคคล บางกลุ่ม บางพวก หรือบางครั้งเขาก็ยอมทำข้อตกลงตามนั้น โดยที่เขาไม่ได้เข้าใจในเนื้อหา หรือการเขียนเอกสารอย่างแท้จริง ดังนั้นในกระบวนการของการไกล่เกลี่ยถ้าให้เขามี ทนายความมาด้วยแล้วเปิดโอกาสเขียนไว้ให้เกิดความชัดเจน เพื่อตัดปัญหาว่ากฎหมาย ไม่ได้เขียนไว้ ผมจึงเพิ่มเข้าไปในประเด็นตรงนี้จะทำให้การไกล่เกลี่ยนั้นเกิดความสมบูรณ์ ไม่มีข้อผิดพลาด และไม่มีข้อโต้แย้งในภายหลัง เพราะฉะนั้น ๑. ศาลลงมาปฏิบัติการ ด้วยตนเอง ๒. ในการปฏิบัติการดังกล่าวของคู่ความมีทนายความของแต่ละฝ่ายมาด้วย ก็จะก่อให้การไกล่เกลี่ยนั้นมีความสมบูรณ์และสามารถนำมาซึ่งความสำเร็จ สัมฤทธิผล ของทุกฝ่ายด้วยความพอใจ เพราะแน่นอนครับการไกล่เกลี่ยและการประนีประนอมนั้น ไม่มีใครได้ทั้งหมด และไม่มีใครเสียทั้งหมด แต่การที่จะรู้ว่าอะไรได้ อะไรเสียนั้น ผมขอกราบเรียน ต่อท่านประธานว่าทนายความจะช่วยประคับประคองคู่ความทั้ง ๒ ฝ่ายให้เกิดความพอดี และตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและเป็นธรรมจริง ๆ

และประการสุดท้ายครับ ความจริงแล้วท่าน ส.ว. ธานี อ่อนละเอียด ได้พูดไปแล้ว เกี่ยวกับเรื่องค่าธรรมเนียม แต่ผมขอเพิ่มเติมนิดเดียวครับ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ความจริง เราฟรีก็ได้นะครับ แต่ทำไมเราต้องมี ๓๐ บาทรักษาทุกโรค อย่างน้อยที่สุดคนที่จะเข้า โรงพยาบาลได้รับบริการก็เสียเงินบ้างบางส่วน ไม่อย่างนั้นใครก็ได้ใช้บริการฟรีไปหมด ลำพัง คนยากคนจนใช้บริการเกี่ยวกับกระบวนการไกล่เกลี่ย ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าควรฟรีให้แก่เขา แต่ท่านประธานครับ เรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นนายทุน ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งหมดอาจใช้ บริการกระบวนการเหล่านี้ และเป็นบุคคลจำนวนมากเลย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าคิดไว้ ร้อยละ ๑๕ จะก่อให้เกิดการเป็นธรรมและทำให้ผู้ที่ใช้กระบวนการนี้รู้จักเสียเงินเสียบ้างครับ ขอบพระคุณครับ