ชลน่าน ศรีแก้ว แสดงความเห็นต่อร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา โดยเสนอให้ทบทวนคำปรารภ ข้อความอ้างอิงข้อบังคับเก่า และการตีความรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๖ โดยเฉพาะคำว่า "เหตุอื่นใด" ที่คลุมเครือ พร้อมเสนอให้กรรมาธิการพิจารณารวมมาตรา ๘๐ วรรคห้า และมาตรา ๑๑๙ ไว้ในข้อบังคับเพื่อความสมบูรณ์ และทบทวนการจัดลำดับวาระการประชุมให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์เดิม รวมถึงเสนอแก้ไขข้อบังคับรัฐสภาข้อ 58 โดยเพิ่มวรรคสองเพื่อป้องกันการตีความผิดเกี่ยวกับการนับคะแนนใหม่ และเรียกร้องให้มีหลักเกณฑ์ชัดเจนในการนับคะแนนใหม่ พร้อมแสดงความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงร่างข้อบังคับที่อาจขัดกับเจตนารมณ์เดิมของสมาชิก
ท่านประธานที่เคารพ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ๑๐ นาทีที่มีค่ายิ่งสำหรับผม ตามที่คณะกรรมาธิการ วิสามัญยกร่างข้อบังคับว่าด้วยการประชุมรัฐสภา พ.ศ. .... ได้นำเสนอรายงานการยกร่างข้อบังคับ ให้รัฐสภาของเราได้พิจารณา เพื่อจะรับหลักการและพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต่อไปหรือไม่ อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้พิจารณาในหลักการและเหตุผลของการยกร่าง ข้อบังคับนี้ ไม่ได้ติดใจในเรื่องหลักการและเหตุผล หลักการก็คือให้มีข้อบังคับการประชุม รัฐสภา มีเหตุผลที่เขียนมาก็สอดรับกับหลักการ ประเด็นที่ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะให้ ความเห็นเพื่อให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นไปพิจารณาร่าง ผมเชื่อว่ารัฐสภาคงตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นไปพิจารณาร่างในชั้นกรรมาธิการต่อไป ฝากไปยังกรรมาธิการครับ
ประเด็นที่ ๑ เรื่องคำปรารภ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้อ่านคำปรารภ และขออนุญาตตั้งข้อสังเกตเรื่องการเขียนคำปรารภ ฝากกรรมาธิการช่วยไปดู เขียนคำปรารภไว้ ผมขออนุญาตเอาประเด็นสำคัญนะครับ ยังมีเป้าหมายสำคัญเพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ผมฝากท่านกรรมาธิการได้ไปดูในรายละเอียดด้วย จริงอยู่ในข้อบังคับ ที่ยกร่างมามีความจำเป็นต้องเขียนเรื่องการตราพระราชบัญญัติรองรับตามหมวด ๑๖ แต่มิได้ หมายความว่ารัฐสภาจะต้องเป็นผู้ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ไม่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญใด ๆ แต่เป็นหน้าที่โดยรวมที่จะต้องพัฒนาประเทศ หน้าที่การขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศเป็นของ สมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๒๗๐ นั่นเขียนชัด ฝากไปดูในประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ในวรรคสองของคำปรารภท่านเขียนไว้ว่า รัฐสภาจึงตราข้อบังคับ การประชุมรัฐสภาขึ้นไว้แทนข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ปี ๒๕๑๓ และฉบับที่ผ่านมาดังต่อไปนี้ ฝากท่านกรรมาธิการได้ช่วยกรุณาไปดูครับ จำเป็นหรือไม่จะต้องไปเขียนข้อบังคับ ปี ๒๕๑๓ ไม่จำเป็นในมุมมองของผม ฝากไปดูเพื่อความสวยงาม เพื่อความเป็นบรรทัดฐาน เป็นลักษณะ นิติวิธีของการตราข้อบังคับที่เป็นแบบอย่าง เพราะสภาของเราเป็นผู้ออกกฎหมายครับ
ประเด็นที่ ๓ เป็นเรื่องคำนิยาม คำนิยามท่านเขียนมาผมไม่ได้เถียงหรือแย้ง ท่านนะครับ เพราะท่านอ้างรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๖ วรรคหนึ่ง (๑) และวรรคสาม การทำ หน้าที่ของวุฒิสภาในการทำหน้าที่เป็นรัฐสภา แต่ประเด็นหนึ่งที่ผมค่อนข้างคลางแคลงใจ ก็พยายามหาเรื่องของเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ ไม่ปรากฏคำอธิบายคำว่า เหตุอื่นใด มันหมายถึงอะไรเป็นความข้องใจมาก เป็นการยึดอำนาจหรือก็ไม่น่าใช่ ยึดอำนาจ ไม่มีสภาใด ๆ เหลืออยู่แล้ว สภาผู้แทนราษฎรสมาชิกไม่ถึงกึ่งหนึ่งหรือครับ ผมไม่แน่ใจ เพราะฉะนั้นเหตุอื่นใดตรงนี้ถ้าจะเขียนลงไปต้องมีคำที่ต้องอธิบายให้ชัดเพื่อการบังคับใช้ ไม่ใช่เขียนเพื่อว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เรื่องที่ ๓ ผมขออนุญาตท่านประธาน เพื่อนสมาชิกพูดไปเยอะการทำหน้าที่ ของท่านประธานในที่ประชุมของประธานรัฐสภา ผมไม่ลงรายละเอียด แต่อยากจะให้ท่าน กรรมาธิการพิจารณาไปนำเอารัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๐ และมาตรา ๑๑๙ ด้วย เขียนชัด ๆ คือมาตรา ๘๐ วรรคห้า พิจารณาเอาวรรคห้าไปเขียนในวรรคสอง ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์
เรื่องที่ ๔ เรื่องการจัดระเบียบวาระการประชุมในข้อ ๑๕ กรรมาธิการยกร่าง ข้อบังคับมีเจตนารมณ์หรือเปล่าผมไม่แน่ใจ แต่ผมจะอ่านอย่างนี้นะครับ ในการจัดระเบียบ วาระการประชุมในกรณีที่ประธานรัฐสภาเห็นว่าเรื่องใดที่เป็นเรื่องด่วนจะจัดไว้ในลำดับใด ของระเบียบวาระการประชุมของรัฐสภาก็ได้ อันนี้ถ้อยคำเหมือนที่เราใช้มาตลอด แต่เราให้ ความสำคัญของเรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว แต่กรรมาธิการยกร่างข้อบังคับชุดนี้ ไม่ได้ให้ความสำคัญหรืออย่างไร ผมไม่แน่ใจครับ เพราะว่าการจัดระเบียบวาระเรื่องด่วน ต้องไม่ก่อนเรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วหรือแล้วเสร็จที่เราปฏิบัติกันมาตลอด ฝากเป็นเรื่องที่ ๔ ครับ
เรื่องที่ ๕ เป็นประเด็นที่เพื่อนสมาชิกพูดกันเยอะมากในข้อบังคับยกร่าง ข้อ ๕๘ ด้วยความเคารพท่านประธานนะครับ เพื่อปิดกั้นไม่ให้เกิดการตีความผมขออนุญาตฝาก ท่านกรรมาธิการไปเพิ่มวรรคสอง วรรคสองของข้อ ๕๘ เพิ่มว่าการนับคะแนนใหม่ต้องไม่เป็น การลงมติใหม่ เขียนแค่นี้การนับคะแนนใหม่ตามวรรคหนึ่งต้องไม่เป็นการลงมติใหม่ เขียนแค่นี้คลุมทั้งหมดครับ เพราะเจตนารมณ์ของการเขียนวรรคหนึ่งนี้คือการนับคะแนน ใหม่ แต่เผอิญที่ผ่านมาเราอาจจะใช้กันคลาดเคลื่อน นับคะแนนใหม่โดยวิธีลงคะแนนแบบ ขานชื่อ นับแบบโดยมีการสอดรับกันอยู่แล้ว ท่านประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้ตีความผิดครับ แต่ว่าในอดีตที่ผ่านมาพอมีการเปิดให้มีการนับคะแนนใหม่โดยการขานชื่อ มักจะมีเพื่อนสมาชิกมาเติมเต็ม ถามว่าเขามีสิทธิไหม เขามีสิทธิลงคะแนนแต่เขาไม่มีสิทธิ ลงคะแนนใหม่ การนับคะแนนครั้งนั้นต้องไม่เป็นการลงคะแนนใหม่ ผมเลยเสนอให้เพิ่ม วรรคสอง ทั้งนี้การนับคะแนนตามวรรคหนึ่งต้องไม่เป็นการลงคะแนนใหม่เพราะบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ ๑ สิทธิ ๑ เสียง การลงมติมีได้ครั้งเดียวครับ เอกสิทธิ์ของสมาชิกใช่ครับ ในการขอนับคะแนนใหม่ เป็นเอกสิทธิ์แต่มีข้อเว้นให้ เช่น คะแนนของผู้แทนต้องห่างกัน คือน้อยกว่า ๒๕ คะแนนถึงนับคะแนนใหม่ได้ ถ้าเกิน ๒๕ นับคะแนนใหม่ไมได้ ทั้งนี้ผมเอง ก็ฝากท่านประธานไปยังท่านกรรมาธิการ การเขียนจำนวนคะแนนที่จะมีการนับคะแนนใหม่ ท่านถือเอาที่ ๓๐ คะแนน ท่านบอก ๓๐ คะแนนเว้นแต่คะแนนห่างกันเกิน ๓๐ คะแนน จะนับคะแนนใหม่ไม่ได้ เอาหลักอะไรมาคิด ผมอยากให้มีหลัก เช่น อธิบายกับเพื่อนสมาชิก ได้ว่าจากผู้แทนเราคำนวณจาก ๕๐๐ คือ ๒๕ สมาชิกรัฐสภาทั้งหมด ๗๕๐ คน สัดส่วน ควรจะเป็นเท่าไร ผมคำนวณให้คร่าว ๆ ไม่น้อยกว่า ๓๗.๕ คน มันต้องเป็น ๓๘ หรืออย่างน้อย ต้อง ๔๐ คะแนนเกิน ๔๐ นับคะแนนใหม่ไม่ได้ ยกตัวอย่างต้องมีหลักอธิบายสักนิดหนึ่ง ไม่อย่างนั้นถ้าไปเขียนตามอำเภอใจผมเชื่อว่ามันจะตอบคำถามไม่ได้ ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ ท่านประธานให้เวลาผม ๑๐ นาที วันนี้ใช้ไม่ถึงแต่ด้วยความขอบคุณว่า การเขียนข้อบังคับของรัฐสภาเราที่ใช้จริง ๆ คือการประชุมร่วมเท่านั้น ผมเองตอนแรก ตั้งใจว่าจะไม่เห็นชอบกับหลักการของท่านอยากให้เปลี่ยนชื่อแต่เผอิญในบทนิยามท่านไป เขียนว่าการประชุมรัฐสภา หมายถึง การประชุมร่วมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๖ อันนี้รับได้ แต่ผมขอฝากเป็นข้อสังเกตว่าการประชุมที่ใช้ข้อบังคับนี้คือการประชุมร่วมกันเท่านั้น เพราะบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๙ บอกไว้ชัดเจนว่าจะประชุมร่วมหรือประชุมแยก ให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและข้อบังคับที่เขียนขึ้นมารองรับ ถ้าท่านเขียนว่า ประชุมรัฐสภาปุ๊บมันอาจจะตีความ แต่เผอิญว่ามีคำนิยามไว้ก็เลยแยกได้ชัด อันนี้รับได้ กราบขอบคุณท่านประธานครับ หวังว่ากรรมาธิการชุดนี้ที่จะตั้งขึ้นเข้าใจว่าสมาชิกรัฐสภา แห่งนี้จะมอบหมายให้กรรมาธิการชุดเดิมได้ไปเป็นผู้พิจารณาร่าง เราส่งร่างให้ท่านเป็น รถเก๋งสวยงามสี่ล้อที่ท่านยกมาให้ ขอความกรุณาเมื่อรับไปแล้วอย่าเปลี่ยนเป็นมอเตอร์ไซค์ สองล้อกลับมานะครับ เพราะมีหลายครั้งเรายกสี่ล้อไปให้ท่านไปแก้ใหม่เป็นสองล้อกลับมา ที่สภามันไม่ขัดหลักการแต่มันขัดสาระทั้งหมดหลักการให้มีข้อบังคับแต่มันขัดสาระทั้งหมด ฝากไว้เป็นประเด็นครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ