จุรินทร์ แจงพิธีสารเสริมการลงทุนอาเซียน ยันโปร่งใสไม่ต้องแก้กฎหมาย

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๒

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ชี้แจงความคืบหน้าการเสนอพิธีสารแก้ไขความตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียน ฉบับที่ 4 โดยเน้นการส่งเสริมการลงทุนเสรีและคุ้มครองนักลงทุนภายใต้เสาเศรษฐกิจของอาเซียน พร้อมเสนอเพิ่มเติมสองประเด็นใหม่ในกรอบความตกลงเดิมเพื่อส่งเสริมความเป็นธรรมและดึงดูดนักลงทุน โดยยืนยันว่ากระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากท้องถิ่นและช่องทางออนไลน์เสร็จสิ้นแล้วโดยไม่มีข้อคัดค้าน และการให้ความเห็นชอบข้อตกลงดังกล่าวไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติม จึงเสนอให้รัฐสภาพิจารณาตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญมาตรา 178

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตทำหน้าที่แทน คณะรัฐมนตรีในการเสนอพิธีสารแก้ไขเพิ่มเติมความตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียน ฉบับที่ ๔ ซึ่งขออนุญาตใช้เวลาตรงนี้สั้น ๆ กราบเรียนต่อท่านประธาน ดังต่อไปนี้

ขออนุญาตเรียนว่าประชาคมอาเซียน (ASEAN) ในภาพรวมประกอบด้วย เสาหลัก ๓ เสา เสาที่ ๑ คือเสาการเมืองและความมั่นคง เสาที่ ๒ คือเสาเศรษฐกิจ และเสาที่ ๓ ก็คือเสาว่าด้วยสังคมและวัฒนธรรม เรื่องที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณานั้นเป็นเรื่องของ เสาเศรษฐกิจและเป็นส่วนหนึ่งของเสาเศรษฐกิจ นี่คือภาพรวมเบื้องต้น เสาเศรษฐกิจที่ว่านั้น ประกอบด้วยเรื่องหลัก ๆ ๓ เรื่อง นั่นก็คือเรื่องที่ว่าด้วยการเปิดตลาดสินค้าโดยเสรี เรื่องที่ ๒ คือเรื่องการเปิดตลาดบริการเสรี และเรื่องที่ ๓ คือเรื่องการเปิดให้มีการลงทุนเสรี

เรื่องที่กำลังจะนำเสนอสู่ที่ประชุมรัฐสภาให้พิจารณานั้นเป็นส่วนของเรื่อง การเปิดให้มีการลงทุนเสรีในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับความตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียน (ASEAN) หรือที่เรียกกันว่าอะเคีย (ACIA) หลักของ การลงทุนในอาเซียน (ASEAN) หัวใจสำคัญที่สุดก็คือว่าเราจะเดินหน้าไปสู่สิ่งที่จะทำอย่างไร ให้การลงทุนระหว่างกันในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) นั้นมีความเป็นเสรีมากที่สุด ซึ่งการลงทุนนั้นมีอยู่ด้วยกัน ๔ ด้าน

ด้านที่ ๑ คือในเรื่องของการเปิดเสรีในเรื่องของการลงทุน

ด้านที่ ๒ คือเรื่องการให้ความคุ้มครองการลงทุน

ด้านที่ ๓ คือการส่งเสริมการลงทุน

ด้านที่ ๔ คือเรื่องของการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน ทั้งในภาคการผลิต การเกษตร ป่าไม้ การประมง เหมืองแร่ และบริการที่เกี่ยวเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานว่าตั้งแต่เริ่มต้นในเรื่อง ของการทำความตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียน (ASEAN) ที่ว่านั้นได้มีการดำเนินการมา โดยลำดับและมีการปรับปรุงแก้ไขมาแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ที่เริ่มต้น ๓ ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๔ อย่างไรก็ตามในช่วง ๓ ครั้งที่ผ่านมาตั้งแต่เราเริ่มต้นนั้น เราให้ความคุ้มครองหรือว่าดูแล ในการเปิดเสรีในเรื่องการลงทุนทั้งหมด ๔ เรื่องด้วยกัน ครั้งนี้จะมาขออนุญาตที่ประชุมนี้ เพิ่มเติมอีก ๒ เรื่องตามข้อตกลงอาเซียน (ASEAN) ๔ เรื่องเดิมที่เป็นเรื่องข้อตกลงในเรื่อง การลงทุนก็คือว่า

ข้อ ๑ ห้ามประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ด้วยกันบังคับให้ผู้ลงทุนต้องใช้ วัตถุดิบในประเทศเพื่อใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออกเท่านั้น นั่นหมายความว่าจะบังคับให้ใช้ เฉพาะวัตถุดิบในประเทศใดประเทศหนึ่งเพื่อใช้ในการส่งออกนี้ไม่ได้

ข้อ ๒ ห้ามกำหนดให้การผลิตที่ผลิตขึ้นมาแล้วบังคับว่าจะต้องส่งออกเป็น ปริมาณเท่าใด

ข้อ ๓ ห้ามกำหนดว่านักลงทุนต้องซื้อวัตถุดิบหรือเครื่องจักร รวมทั้งการส่งออก ในประเทศจากรายใดบ้างเพื่อเปิดให้เสรี

ข้อ ๔ ห้ามมีการกำหนดว่าต้องส่งออกก่อนจึงจะสามารถนำเข้าวัตถุดิบมา เพื่อผลิตในการส่งออกได้ เพื่อเปิดให้มีความเสรีในการดำเนินการ

อันนั้นก็คือ ๔ ข้อที่ได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ แต่ว่าความตกลง ฉบับที่ ๔ ฉบับใหม่นี้ขอเพิ่มอีก ๒ ข้อ ซึ่งเป็นมติร่วมกันของอาเซียน (ASEAN) ๒ ข้อที่ขอเพิ่มนั้นก็คือ ข้อ ๑ เพื่อความเป็นเสรีในการลงทุนยิ่งขึ้นก็ขอเพิ่มข้อ ๑ ว่า ห้ามรัฐบาลกำหนดให้นักลงทุน ต้องส่งออกสินค้าตามปริมาณและมูลค่าใด ๆ ก่อนที่จะขายในประเทศได้ และในข้อ ๒ ก็คือ ห้ามรัฐบาลกำหนดให้นักลงทุนต้องส่งออกสินค้าที่ผลิตในประเทศไปขายที่ตลาดใดตลาดหนึ่ง โดยเฉพาะ ต้องสามารถส่งออกได้โดยเสรี อันนี้ก็คือ ๒ ข้อที่เพิ่มขึ้นมาเพื่อทำให้ข้อตกลง ทางด้านการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) ด้วยกันนั้นมีความเป็นเสรียิ่งขึ้น และ ในอนาคตอาจจะเป็นไปได้ว่าอาจจะต้องมี ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ เกิดขึ้นอีกเพื่อเพิ่มความเป็นเสรี อันเป็นเป้าหมายของการเปิดเสรีลงทุนในระหว่างประเทศอาเซียน (ASEAN) ด้วยกัน อันนี้ ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตที่จะนำเสนอให้ที่ประชุมนี้ได้พิจารณา

สำหรับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากข้อตกลงอาเซียน (ASEAN) เรื่องการลงทุน ฉบับที่ ๔ ที่ว่านี้ก็คือ

ประการที่ ๑ ก็จะช่วยให้เป็นการเปิดการลงทุนโดยเสรีมากยิ่งขึ้นดังที่ผม กราบเรียนแล้วเมื่อสักครู่

ประการที่ ๒ ก็คือสามารถที่จะช่วยสร้างความมั่นใจและเป็นการดึงดูดนักลงทุน ในกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) ด้วยกันเพื่อให้มาลงทุนในประเทศไทยและในกลุ่มประเทศ อาเซียน (ASEAN) มากยิ่งขึ้น รวมทั้งดึงดูดให้นักลงทุนไทยไปลงทุนในประเทศอาเซียน (ASEAN) ด้วยกันอีก ๙ ประเทศได้มากยิ่งขึ้น เพราะมันเปิดเสรีมากยิ่งขึ้น

ประการที่ ๓ ก็คาดการณ์ว่าจะเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าในการลงทุนในกลุ่ม ประเทศอาเซียน (ASEAN) ด้วยกันให้มากขึ้นในอนาคตหลังจากข้อตกลง ฉบับที่ ๔ นี้ได้มี การลงนามและให้สัตยาบรรณและมีผลทางปฏิบัติ

อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ขออนุญาตเรียนต่อท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ก็คือว่าสำหรับผลกระทบหรือว่าสิ่งที่จะตามมาจากการให้ความเห็นชอบถ้าที่ประชุมรัฐสภา ให้ความเห็นชอบก็ขอเรียนว่าจะไม่ส่งผลให้มีการแก้กฎหมายหรือระเบียบใด ๆ เพิ่มเติม แค่ที่ประชุมนี้ให้ความเห็นชอบก็สามารถที่จะดำเนินการต่อไปในเรื่องของการที่จะนำไป ดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการ

ขอเรียนเพิ่มเติมอีกนิดเดียวว่าก่อนที่จะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภานั้น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ (BOI) ได้ไปรับฟังความเห็นมาแล้ว อย่างน้อย ๔ ครั้ง ทั้งในส่วนของกรุงเทพมหานคร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดชลบุรี และรับฟังความเห็นผ่านเว็บไซต์ (Website) ของบีโอไอ (BOI) ซึ่งผลที่ได้รับก็คือไม่มีความเห็น คัดค้านในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นที่มาที่คณะรัฐมนตรีขอเสนอให้ที่ประชุมรัฐสภา ได้โปรดพิจารณาให้ความเห็นชอบในเรื่องนี้ เพราะถือว่าเป็นสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการค้าเสรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ ขอขอบคุณครับ ท่านประธานครับ