จิรายุ ห่วงแปลเอกสารอาเซียนคลุมเครือ ชี้กระทบเข้าใจนโยบาย

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๒

จิรายุ ห่วงทรัพย์ ตั้งข้อสังเกตปัญหาการแปลเอกสารอาเซียนที่ไม่ชัดเจน การร่างกฎหมายที่ซับซ้อน และการเจรจาข้อตกลงระหว่างประเทศที่เน้นแก้ปัญหาเชิงลบมากกว่าการสร้างโอกาส พร้อมเรียกร้องให้ปรับปรุงคุณภาพการแปล ถ่ายทอดข้อมูลให้เข้าใจง่าย และเพิ่มบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศในการเจรจา โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการพิจารณากฎหมายในกรอบอาเซียนบวก 4 รวมถึงการทบทวนผลกระทบจากความตกลง ACIA โดยเฉพาะการเปิดเสรีการลงทุนที่อาจขัดกับกฎหมายในประเทศและส่งผลต่อการใช้วัตถุดิบภายใน พร้อมเสนอให้รัฐบาลพัฒนาทีมนักเจรจาอย่างต่อเนื่องเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติในเวทีระหว่างประเทศ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ฝากความคิดเห็นไว้ในกรณีดังกล่าวนี้ เนื่องจาก เป็นเรื่องสำคัญของสมาชิกประชาคมอาเซียน (ASEAN) ระหว่างประเทศไทย ประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศ อินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศบรูไน ๑๐ ประเทศเหล่านี้มีความสำคัญ ท่านประธาน เพราะว่าเวลาเราค้าขายกันเองประเทศไทยก็มีมูลค่าการส่งออกกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ที่ไปใน ประเทศเหล่านี้ แต่ท่านประธานครับ ในขณะนี้โลกมันกว้างเหลือเกินถ้าพูดถึง ๑๐ ประเทศ บวก ๓ บวก ๖ บวก ๔ อะไรก็แล้วแต่ เราเขียนกฎกติกาในอาเซียน (ASEAN) กันมาหลายครั้ง แล้วก็แก้ไขปัญหาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ที่ผมจะพูดอย่างนี้ท่านประธานครับ เล่มที่ผมถืออยู่ในมือ หรือว่ารายละเอียดที่ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหน่วยงานใดเป็นผู้แปลมานี่นะครับ คือเป็นคำพูด ในลักษณะแปลแบบกูเกิล ทรานส์เลต (Google translate) ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องภาษาอังกฤษมากมายนักท่านประธานดูในเล่มนี้ครับ ยกตัวอย่างเช่น

ข้อที่ ๑ ที่เขาแปลมาแล้วนี่นะครับ ของการลงทุน ของผู้ลงทุน ของสมาชิก อีกรัฐหนึ่งในดินแดนของตน คือภาษาที่นำมาแปลควรจะให้สมาชิกรัฐสภาที่ไม่มีความรู้เรื่อง ภาษาอังกฤษจะได้เข้าใจได้ด้วย เวลาไปตีความมันจะได้เข้าใจตรงกัน เพราะเวลาท่านมา ขอความเห็น ท่านมาขอจากรัฐสภาฝากไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านดูข้อ ๒ ในส่วนที่เกี่ยวข้องสำหรับการให้เข้ามา การจัดตั้ง การได้มา การขยาย การจัดการ การดำเนินงาน การปฏิบัติการ อ่านแล้วก็ยังงง ๆ อยู่นะครับ

ดูในหัวข้อต่อมา ท่านประธานที่เคารพครับ ที่มีการสงวนไว้ ที่เขียนว่าข้อสงวน วรรคหนึ่งจะถูกแทนที่ดังต่อไปนี้ การปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ ข้อ ๗ (การห้ามข้อกำหนดให้ปฏิบัติ) ผู้บริหารอาวุโสและคณะกรรมการบริหารจะไม่ใช้บังคับกับ คือผมเข้าใจครับ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้มีความรู้ แต่ผู้แทนราษฎรมาจากหลากหลาย ท่านประธานครับ ๗๕๐ ท่านจากรัฐสภา บางท่านก็อ่านงง ๆ หลายท่านบอกว่าอ่านกฎหมายรู้ ดูกฎหมายเป็น แต่เอาเข้าจริง ๆ พอท่านมาขอความเห็นจากรัฐสภา ท่านเขียนกันมาแบบนี้ งง

ท่านประธานดูต่อนะครับ (๒) (E) จะถูกแทนที่ดังต่อไปนี้ครับ (E) ประเภท ของพันธกรณีหมายถึง พันธกรณีว่าด้วยการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ ท่านประธานเห็นใจ พี่น้องประชาชน ๗๐ ล้านคนที่เขาฟังถ่ายทอดสภานะครับ ขนาดผู้แทนราษฎรอย่างผม ผมยอมรับว่าผมโง่ครับ ไม่รู้จริง ๆ เพราะไม่ใช่นักกฎหมายด้านการต่างประเทศ แต่เป็น ข้อสังเกตที่อยากจะให้สภา ถ้าท่านมาจากพี่น้องประชาชนท่านก็ควรทำความรู้ความเข้าใจ ให้กับพี่น้องประชาชนได้เข้าใจครับ

ประเด็นต่อมาท่านประธานที่เคารพครับ ๖๕๕ ล้านคนในอาเซียน (ASEAN) เวลาเขามาขอแก้อะไร เรามักจะพูดคุยแต่ในเฉพาะประชาคมอาเซียน (ASEAN) เท่านั้น เราได้ถามไปที่ประเทศจีนไหมครับ เราได้มีความเห็นไปที่ประเทศญี่ปุ่นไหมครับ ประเทศ เกาหลีใต้ไหมครับ ประเทศนิวซีแลนด์ไหมครับ หรือที่เรียกกันว่า อาเซียนบวก ๔ (ASEAN+4) ประเด็นก็คือว่าเวลาเราแก้ไขเรามักจะมองแต่ในประเทศอาเซียน (ASEAN) คือ ๑๐ ประเทศ แต่เราลืมไปว่าทุกวันนี้เราเขียนกฎกติกาแต่เฉพาะในอาเซียน (ASEAN) เท่านั้น พอเราไปค้าขาย กับประเทศจีน ไปค้าขายกับประเทศญี่ปุ่น ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศเกาหลี มีปัญหาตลอด ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นผมจึงฝากบอกไปยังกระทรวงการต่างประเทศหรือว่า กระทรวงพาณิชย์ ท่านอย่าเขียนในลักษณะนี้เข้ามาในสภาอีก ขอให้ความรู้กับรัฐสภาและ พี่น้องประชาชนที่ดูอยู่เขาจะได้เข้าใจด้วยนะครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ สมัยก่อนท่านประธานเป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ ผมจำได้ว่าประเทศไทยนั้นกำลังเข้าสู่เสือตัวที่ ๕ ตัวที่ ๕ นี่คือระดับเอเชียนะครับ ไม่ใช่ อาเซียน (ASEAN) ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบันนี้เป็นอย่างไรครับ เดี๋ยวปฏิวัติ เดี๋ยวยึดอำนาจ เดี๋ยวล้มรัฐธรรมนูญ กติกาเป็นกติกาไก่กันไปหมดแล้วท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมจึง บอกท่านประธานที่เคารพครับว่าเวลาที่เราเขียนข้อตกลง ไม่ว่าจะเป็นอาฟตา (AFTA) หรือข้อตกลงทางอาเซียน (ASEAN) อะไรก็แล้วแต่ ภาษีศูนย์เปอร์เซ็นต์ สินค้านำเข้าเราขาย ภายในประเทศมันต้องเขียนให้ละเอียดครับ และต้องทำให้มากกว่านี้ อันนี้อยู่ดี ๆ ก็เข้ามา สภาแล้วก็บอกฉันจะแก้ตรงนี้คุยกันมาเรียบร้อยแล้ว ๙ ประเทศ แต่สภาเพิ่งมาเห็นแบบนี้ ท่านประธานครับ ผมถามผมแปรญัตติได้ไหมละครับ ไม่ได้ ผมไปแก้ไข สงวนความเห็น ในหลายข้อที่ท่านไปเซ็นสัญญากันและร่างกันมาที่จะต้องลงนามกันได้ไหมครับ ไม่ได้ครับ สมาชิกรัฐสภาของไทยที่นั่งกันอยู่ทุกวันนี้เหมือนเป็นองค์พิธีกรรมครับ แค่มาอภิปรายสัก ๑๐ คนแล้วก็โอเค (OK) ผ่าน ลงคะแนนเห็นด้วย ไปเจรจาความ นี่คือปัญหาของรัฐสภาไทย หรือเปล่า ท่านประธานที่เคารพครับ

ประเด็นต่อมา ท่านประธานครับ มีข้อสังเกตที่ผมอยากจะฝากไว้ซึ่งขอขอบคุณ เจ้าหน้าที่สภาที่ท่านทำเล่มนี้มาก็ตรงใจผมนะครับ บางทีหลายท่านอาจจะไม่ได้อ่านข้อมูล หน้า ๒๔-๒๕ ตรงใจครับ เมื่อคืนนี้นั่งอ่านในกูเกิล (Google) ก็เห็นว่าปัญหาของประเทศไทย มีเช่นนี้จริง ๆ เช่น รูปแบบการเจรจาในลักษณะเนกาทีฟ ลิสต์ (Negative list) ก็คือการเจรจา แบบเป็นลบ เอาปัญหาที่มันเป็นเชิงลบมาแก้ไข แต่อาเซียน (ASEAN) พยายามคุยนักคุยหนา ว่าประเทศเราอาจจะมีการใช้เงินแบบยูโร หรือว่าอาเซียน (ASEAN) แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมา เราเอาแต่ปัญหามาคุยกัน เราไม่เคยคิดในเชิงบวก ท่านประธานครับ ผมไม่รู้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศไม่ค่อยเห็นท่านมาสภาครับ เห็นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถ้าท่านได้ไปเจรจาความท่านลองคิดเรื่องพวกนี้บ้างสิครับ นอกจากนี้ท่านประธานครับ

ข้อ ๒ ประโยชน์ของอะเคีย (ACIA) ปัจจุบันคุ้มครองแต่นักลงทุนในแต่ละประเทศ แน่นอนครับ ประเทศไทยก็ต้องคุ้มครองนักลงทุนเหมือนที่ท่านรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี ได้พูดเมื่อสักครู่นี้ที่มีการแก้ไข ห้ามกำหนดให้นักลงทุนต้องส่งออกสินค้า ห้ามกำหนดโลคอล คอนเทนต์ (Local content) หรือว่าวัสดุที่ผลิตในประเทศ อย่างนี้เป็นต้น ผมถามว่าประเทศไทย คิดประเทศเดียวหรือครับ ประเทศสิงคโปร์ก็คิด ประเทศมาเลเซียก็คิด ประเทศฟิลิปปินส์ ยิ่งคิดหนักเข้าไปอีก นี่ยังไม่มีประเทศติมอร์ตะวันออกเข้ามา เป็นประเทศเกิดใหม่นะครับ ท่านประธาน ถ้าเข้ามาสู่อาเซียน (ASEAN) ๑๑ ประเทศ เรื่องนี้จะยุ่งกันไปใหญ่ครับ เพราะเรามัวแต่จะขายของกัน แต่ ๖๐๐ กว่าล้านคน เราลืมว่าโลกนี้ประเทศจีนกำลังแผ่อิทธิพล มาทางใต้มาทางเส้นอาร์ ๓ เอ (R3A) มาทางรถไฟความเร็วสูง มาทุกทาง แต่เรามัวพูดคุยกัน แต่เรื่องของในอาเซียน (ASEAN) ท่านประธานครับ

ข้อ ๓ ในปัจจุบันรัฐบาลยังขาดการประชาสัมพันธ์กับในภาคเอกชนและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทราบถึงข้อตกลงอะเคีย (ACIA) ก็คือข้อตกลงของอาเซียน (ASEAN) อันนี้สภา เป็นผู้ทำความเห็น ขอบคุณท่านประธานนะครับ ต้องชื่นชมเจ้าหน้าที่ของสภาเราทางรัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงพาณิชย์ท่านเห็นหรือไม่ครับ ถ้าผมเป็นนักลงทุนจะทำ ประกอบวงจรอิเล็กทรอนิกส์สักชิ้นหนึ่งผมได้รับการส่งเสริมนอกจากคณะกรรมการส่งเสริม การลงทุนหรือบีโอไอ (BOI) แล้ว กระทรวงพาณิชย์ที่เป็นผู้ส่งเสริมการส่งออกและนำเข้า การค้าขายท่านได้ช่วยอะไรบ้าง กระทรวงการต่างประเทศท่านได้ช่วยเจรจาแปลเป็นภาษา พม่าให้ผมหรือไม่ครับ คนพม่าชอบสินค้าไทย ท่านได้แปลเป็นภาษาเวียดนามให้กับสินค้า บ้านเราบ้างหรือไม่ครับ ผมจึงบอกท่านประธานที่เคารพครับ ๕-๖ ปีที่ผ่านมานี้ทำไมเศรษฐกิจ จึงไม่กระเตื้องก็เพราะเราแจก ๆ อย่างเดียว เราไม่เคยที่จะพัฒนาธุรกิจภายในประเทศและ เจรจาเพื่อการส่งออก การส่งออก ๖ เดือนที่ผ่านมามันจึงตกลง ตกลง ตกลง ท่านจึงต้องมา แจกชิมช้อปใช้เพื่อให้เกิดการบริโภคภายในประเทศ อันนี้คือปัญหาท่านประธานครับ

ข้อ ๔ การเจรจาข้อตกลงทางด้านการลงทุนที่อาจจะมีประสิทธิภาพกว่าคือ การเจรจาในกรอบที่ใหญ่ขึ้น นี่สภาเราแนะนำนะครับท่านรัฐมนตรี ท่านรองนายกครับ ฝากท่านประธานนะครับ สภาเราแนะนำบอกว่ากรอบที่ใหญ่ขึ้นก็คืออาเซียนบวก ๓ (ASEAN+3) หรือที่เรียกกันว่าซีอีพีอีเอ (CEPEA) เพื่อให้ประเทศนอกกลุ่มมีการพัฒนาและนำข้อตกลง ต่าง ๆ มาพัฒนาครับ การเจราจากรอบนี้ฉบับที่ ๔ คุยกันแต่ใน ๑๐ ประเทศ แต่เราไม่เคย คิดเลยว่าอีก ๓ ประเทศ อีก ๖ ประเทศ และทั่วโลกอีกร้อยกว่าประเทศไทยแลนด์อยู่ตรงไหน และจะเจรจาอะไร ประเด็นต่อมาท่านประธานที่เคารพครับ

ข้อ ๕ เป็นความเห็นของสภาตรงใจผมทุกข้อ ข้อที่ ๕ ท่านบอกว่าอย่างไรครับ รัฐบาลควรศึกษาถึงผลกระทบต่อพันธกรณีภายใต้อะเคีย (ACIA) โดยเฉพาะในส่วนของการ เปิดเสรีทางด้านการลงทุน เพื่อพิจารณาว่าประเทศไทยได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์มาก น้อยขนาดไหน ตรงใจกับท่านรัฐมนตรีพาณิชย์ ท่านรองนายกครับ ที่ท่านบอกเมื่อสักครู่นี้ ที่มีการขอเพิ่มเป็น ๒ ข้อ ตกลงประเทศไทยได้หรือเสียประโยชน์ครับ อยู่ดี ๆ บ้านเราผลิต สินค้าที่แปรรูปจากเกษตรกรรมส่งออกไปยังอาเซียน (ASEAN) แน่นอนเราก็ต้องใช้โลคอล คอนเทนต์ (Local content) หรือวัสดุภายในประเทศ วัตถุดิบภายในประเทศอยู่แล้ว เมื่อใด ก็แล้วแต่ท่านไปเขียนล็อกกับในอาเซียน (ASEAN) ก็หมายความว่าต่อไปนี้คนไทยที่ลงทุน ภายในประเทศไทยบังคับไม่ได้แล้ว ต่างชาติจะมาเช่าที่นาปลูกข้าวโพดแปรรูปเป็นพ๊อปคอร์น (Popcorn) จะแปรรูปเป็นขนมขบเคี้ยวแล้วส่งออกไปยังประเทศเวียดนามหรือส่งออกไปยัง อาเซียน (ASEAN) ทำยากแล้ว ผมจึงถามท่านประธานที่เคารพครับว่าข้อสังเกตของสภาทำไม เราจึงได้มีการพูดคุยกัน ท่านประธานครับ ดูข้อที่ ๖ ต่อไปนะครับ

ข้อ ๖ รัฐบาลควรพัฒนาบุคลากรที่มีส่วนในการเจรจาความตกลงการค้าและ การลงทุนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยมีทีมผู้เชี่ยวชาญและนักเจรจาที่มีคุณภาพ ขีดเส้นใต้นะครับ เพื่อให้ประเทศไทยมีทีมผู้เชี่ยวชาญและนักเจรจาที่มีคุณภาพในการรักษา ผลประโยชน์ของชาติ ผมเป็นนักธุรกิจลงทุนพันล้านบาท ผมมีคนแบบนี้หรือไม่ครับ ไปหา ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ไปหากระทรวงการต่างประเทศแทบจะหมอบคานเข้าไป ผมถามว่า การทำงานในเชิงรุกที่รัฐบาลได้ทำนั้นมีมากน้อยขนาดไหน อันนี้เป็นบทคัดย่อของสภาเรา เป็นข้อน่าสังเกตที่กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และผู้เจรจาความ เช่น บีโอไอ (BOI) หรือหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนต่าง ๆ ต้องตระหนักครับ ประเด็นต่อมาสุดท้ายครับ

ข้อ ๗ แนวทางการเปิดเสรีการลงทุนของประเทศไทยในความตกลงด้านการ ลงทุนต่าง ๆ นั้นมักมีระดับการเปิดเสรีเท่ากับระดับกฎหมายภายในกำหนดไว้ หมายความว่า รัฐบาลไม่ต้องปรับปรุงหรือแก้ไขกฎหมายภายในประเทศเลยหรือครับ ท่านไปเซ็นสัญญากับ อาเซียน (ASEAN) ฉบับที่ ๔ เดี๋ยวจะมีฉบับที่ ๗ ๘ ๙ อะไรมาอีก คุยกันเสร็จทุกคนลงมติ บัตรสีน้ำเงินเห็นชอบ ผ่าน ตกลง ลงนามกัน ๑๐ ประเทศแล้วอย่างไรครับ กฎหมายภายใน ประเทศไม่ได้มีการแก้ไขเพื่อรองรับในกรณีที่ท่านไปเจรจาความกับอาเซียน (ASEAN) อันนี้เป็นข้อสังเกตที่สภาต้องทักท้วงได้ครับ ไม่ใช่พูดแล้วก็ลอยไปลงมติแล้วพรุ่งนี้ก็ค่อยว่า กันใหม่ สุดท้ายปลายทางท่านประธานที่เคารพครับ ผมภูมิใจที่เกิดเป็นคนอาเซียน (ASEAN) ผมเป็นนักเดินทาง ผมขับรถไปมาทุกประเทศในอาเซียน (ASEAN) นี้ด้วยรถยนต์ของผมเองครับ ประเทศลาว เขมร ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม ประเทศบูรไน ประเทศสิงคโปร์ ประเทศ อินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ เราเห็นความเป็นชาติพันธุ์แม้จะพูดภาษาแตกต่างกัน แต่ไปไหน เรามองเลยครับ เราไปยุโรปเราเจอนี่คนแถวบ้านเรา เพราะฉะนั้นความเป็นปึกแผ่นของ ประชาคมอาเซียน (ASEAN) เป็นเรื่องที่ดีครับ และเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยต้องดูรายละเอียด แล้วก็อย่าปล่อยให้นำเอกสารแบบนี้เข้ามาในสภาครับ ผมเข้าใจครับ ท่านแปลตรงตัวเป๊ะ แปลฝรั่งเป็นไทยเป๊ะ แต่รัฐสภาต้องได้รับการกลั่นกรองและขัดเกลาเพื่อที่จะนำพาประเทศ ไปสู่โลกใหม่ของการค้าครับ ประเทศไทยเคยจะเป็นเสือไม่ใช่หรือครับ ทุกวันนี้แมวไหวหรือ เปล่าครับเศรษฐกิจมีแต่ตกต่ำลง เพราะฉะนั้นฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ด้วยครับ ฝากไปยังกระทรวงการต่างประเทศ และผู้ที่เกี่ยวข้องอย่าได้มอง เพียงแค่กรอบการเจรจาเพียงแค่เอาอกเอาใจใครบางคน แต่อยากให้มองถึงบ้านเราครับว่า เราแก้ไขปัญหากฎหมายแล้วมันไปสอดรับกับกฎบัตรหรือว่าสิทธิบัตรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การเจรจาความของอาเซียน (ASEAN) หรือไม่ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ