สมชาย หาญหิรัญ หารือเกี่ยวกับพิธีสารแก้ไขความตกลงการลงทุนอาเซียน ย้ำถึงความสำคัญในการส่งเสริมการไหลเวียนอย่างเสรีของปัจจัยการผลิตและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก โดยเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายและนโยบายเพื่อสนับสนุนนักลงทุนไทยให้ขยายการลงทุนในภูมิภาคได้เต็มศักยภาพ พร้อมดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม สมชาย หาญหิรัญ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอบพระคุณท่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นะครับที่ให้ข้อมูลของเราค่อนข้างละเอียด แล้วก็ตรงประเด็น ในเรื่องของพิธีสารความตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียน ฉบับที่ ๔ ถ้าเราเข้าใจดีว่าความตกลง เรื่องว่าด้วยการลงทุนของอาเซียน (ASEAN) นี้หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่าอะเคีย (ACIA) นี้ก็เป็น การรวมกันของ ๒ พิธีสารที่เราเคยคุยกันมาก่อนค่อนข้างนานตอนที่ก่อตั้งอาเซียน (ASEAN) ก็คือเอไอเอ (AIA) ที่เราพูดถึงก็คือความตกลงเรื่องเขตการลงทุนของอาเซียน (ASEAN) และ อีกอันหนึ่งก็คือเรื่องของการคุ้มครองที่ไอจีเอ (IGA) รวมกันเป็นอะเคีย (ACIA) เพื่อเป็นฐานหนึ่ง และเป็นฐานที่สำคัญของเสาหลักเศรษฐกิจที่เรารู้จักกันในนามว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) ซึ่งมี ๔ ด้านที่สำคัญนั้นก็คือเรื่องของการ ที่จะทำให้อาเซียน (ASEAN) เป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน ๒. คือการสร้างขีดความสามารถ ทางเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) ทั้งหมด ๓. คือการสร้างความเท่าเทียมกันในการพัฒนา เศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) และ ๔. คือการบูรณาการอาเซียน (ASEAN) เข้ากับเศรษฐกิจโลก นี่คือสาระสำคัญของเออีซี (AEC) และทำไมความตกลงเรื่องของพิธีสารในการแก้ไขความตกลง ว่าด้วยการลงทุนอาเซียน (ASEAN) ตอบโจทย์วิสัยทัศน์ของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) อย่างไรนั้น เราต้องเข้าใจนะครับเวลาที่เราจะต้องการเป็นตลาดและฐานการผลิต เดียวกันนั้นที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน (ASEAN) ในเวทีโลกได้นั้น ทุกอย่างจะต้องมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าในเรื่องของตัวสินค้า เรามีความตกลงเกี่ยวกับการเคลื่อนย้าย สินค้าผ่านอาฟตา (AFTA) ที่เราเคยได้ยินมาเริ่มต้นตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ ซึ่งทำให้โครงสร้างของ การส่งออกของประเทศไทยกับอาเซียน (ASEAN) นั้นเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก และวันนี้ ประมาณ ๑ ใน ๔ ของการส่งออกของประเทศไทยหรือการค้าของประเทศไทยนั้นเป็นกับ ประเทศสมาชิกของอาเซียน (ASEAN) แต่แน่นอนครับ จะทำให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถ ในการแข่งขันหรือประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) มีขีดความสามารถในการแข่งขันโดย ผลิตและใช้วัตถุดิบ หรือแม้กระทั่งใช้ทุน ใช้ที่เราเรียกว่าแคปิทัล (Capital) หรือปัจจัยการผลิต ทั้งหมดยังมีศักยภาพนั้น จำเป็นครับที่จะต้องให้มีการไหลของปัจจัยการผลิตทั้งหมดนั้น อย่างอิสระ สะดวกและมีต้นทุนที่ต่ำที่สุด อาเซียน (ASEAN) มองภาพนี้ค่อนข้างชัด เราถึงมี ความตกลงเรื่องของการเปิดเสรีทางด้านการบริการและค่อย ๆ ขยายไปอย่างช้า ๆ เพื่อให้ ความมั่นใจว่าจะไม่กระทบกับใครทั้งสิ้น ซึ่งเข้าใจว่าเดี๋ยวก็คงจะมีการอภิปรายในวาระต่อไป เกี่ยวกับเรื่องการเปิดเสรีทางด้านบริการ เรามีการเปิดเสรีทางด้านบุคลากร เพื่อให้บุคลากรที่เราเรียกว่า สกิล เลเบอร์ (Skill labor) ที่มีขีดความสามารถหรือมีทักษะนั้น สามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี เพื่อที่จะช่วยให้การผลิตของประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน (ASEAN) นั้นได้มีการแบ่งงานกันทำ มีการแบ่งการผลิต เรียกว่า ใครเก่งอะไรก็ผลิตอันนั้น หรือใครมีศักยภาพ หรือมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำที่สุด ดีที่สุด เพื่อที่จะช่วยให้แข่งขันในเวทีโลก ได้ง่ายขึ้นก็มีการดำเนินการ
และอีกอันหนึ่งก็คือการเคลื่อนย้ายทุนครับ ซึ่งแน่นอนนั้นทุนจะมี ๒ ส่วน ก็คือเรื่องของการเคลื่อนย้ายทุนที่จะอยู่ในส่วนของบริการ ซึ่งวันนี้ประเทศไทยได้มีการเปิด เสรีไปแล้วกับประเทศอาเซียน (ASEAN) บางส่วน และอีกขาที่สำคัญก็คือเรื่องของการลงทุน วันนี้อาเซียน (ASEAN) มีการลงทุนที่เป็นการลงทุนโดยตรงจากทั่วโลกเข้ามา โดย ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ของทั้งหมดนั้นเข้ามาในอาเซียน (ASEAN) เป็นการลงทุนของอาเซียน (ASEAN) ด้วยกันเอง แต่หลังจากที่เรามีอะเคีย (ACIA) แล้ว สัดส่วนของการลงทุนระหว่างนักลงทุนอาเซียน (ASEAN) ในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) นั้น มีทั้งหมด ๑๐ เปอร์เซ็นต์และขยายเป็น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ในปีที่แล้ว นั่นแสดงให้เห็นถึงว่าความตกลงว่าด้วยการลงทุนของอาเซียน (ASEAN) นี้ส่งเสริมให้นักลงทุน สามารถเดินทางและไปลงทุนในประเทศอาเซียน (ASEAN) ที่มีศักยภาพหรือเหมาะสมกับ การลงทุนของตัวเองได้ แต่อย่างไรก็ตามเพื่อที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนจาก นอกอาเซียน (ASEAN) เข้ามาลงทุนในอาเซียน (ASEAN) มากขึ้น ซึ่งวันนี้คิดเป็นประมาณ ๘๕ เปอร์เซ็นต์ของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ทั้งหมด จำเป็นที่ความตกลงเงื่อนไขของการส่งเสริมการลงทุนของกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) นั้นจะต้องเหนือกว่าที่เรากำหนดไว้ในดับเบิลยูทีโอ (WTO) หรือที่เราเรียกว่า ทริมส์ (TRIMs) พิธีสารแก้ไขเพิ่มเติมความตกลงว่าด้วยการลงทุนของอาเซียน ฉบับที่ ๔ นั้นเป็นเงื่อนไขนี้ครับ คือทำให้อาเซียน (ASEAN) มีศักยภาพและดึงดูดนักลงทุนโดยตรงจากนอกอาเซียน (ASEAN) เข้ามาในประเทศ ซึ่ง ๒ ข้อที่เพิ่มเติมนั้นเป็น ๒ ข้อที่สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนอาเซียน (ASEAN) ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้นำเสนอไปนั้น ก็คือ เราไม่ผูกเงื่อนไขในเรื่องของการส่งออก การขายของในประเทศหรือแม้กระทั่งเรื่องของตลาดว่า จะส่งออกไปที่ไหนนั้นผูกไว้กับการได้สิทธิประโยชน์ในการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) ซึ่งจะเป็นขาที่สำคัญที่จะทำให้อาเซียน (ASEAN) บรรลุวิสัยทัศน์ที่ว่าด้วยการเป็น ตลาดและฐานการผลิตเดียวกันได้อย่างเต็มศักยภาพที่ตัวเองมีอยู่ และที่สำคัญวันนี้ประเทศไทย เปิดเสรีในส่วนนี้แล้ว ซึ่งเพื่อนสมาชิกได้ชี้แจงข้อคิดเห็นเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขระเบียบกฎหมาย ต่าง ๆ ว่าวันนี้กฎหมายของประเทศไทยที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นไม่จำเป็นต้องมีการแก้ไขในพิธีสาร แก้ไขเพิ่มเติมความตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียน ฉบับที่ ๔ นี้ แต่ผมมีข้อคิดเห็นที่อยากจะ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาผ่านไปถึงท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ และ ครม. ทั้งหมดว่าเพื่อที่จะให้นักลงทุนไทยได้ประโยชน์จากการแก้ไขพิธีสาร ดังกล่าวนี้ ผมคิดว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยอาจจะต้องมีการปรับปรุงระเบียบส่งเสริมการลงทุน ซึ่งเป็นขาออก เราเข้าใจดีครับ พ.ร.บ. ส่งเสริมการลงทุน ที่สำนักงานส่งเสริมการลงทุนหรือ บีโอไอ (BOI) นั้นมีส่วนใหญ่ เพื่อเป็นการรองรับของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเข้ามา แต่ผมคิดว่าวันนี้ถึงเวลาที่เราอาจจะต้องมองในการสนับสนุนและส่งเสริมให้นักลงทุนไทย ในเรื่องสิทธิประโยชน์พิเศษต่าง ๆ ในการลงทุนไปต่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียน (ASEAN) ซึ่งเรามีการแก้ไขพิธีสารดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันอาจจะมีบ้าง อย่างเช่น การให้ข้อมูล การประสานงาน หรือแม้กระทั่งเงื่อนไขในการโอนเงินต่าง ๆ แต่ผมคิดว่าถ้าอยากจะให้ นักลงทุนไทยซึ่งปีที่แล้วไปลงทุนในอาเซียน (ASEAN) รวมกันแล้วกว่า ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเราเป็นนักลงทุนในอาเซียน (ASEAN) เป็นอันดับที่ ๒ เมื่อนับในกลุ่มของประเทศสมาชิก อาเซียน (ASEAN) ด้วยกันเองรองจากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งผมคิดว่าพิธีสารแก้ไขเพิ่มเติมความตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียนฉบับนี้ ซึ่งจะทำให้เรียกว่า น่าสนใจและเหนือกว่าที่ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ให้ไว้ ก็ฝากทางท่านประธานรัฐสภาผ่านไปถึง ทางรัฐบาลในการแก้ไขในเรื่องของการสนับสนุน พ.ร.บ. บีโอไอ (BOI) ด้วย ด้วยความขอบคุณยิ่ง ขอบพระคุณครับ