ขจิตร ชัยนิคม เสนอแก้ไขร่างข้อบังคับรัฐสภาโดยเน้นให้สอดคล้องกับข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎรและรัฐธรรมนูญ โดยเรียกร้องให้เพิ่มข้อความเรื่องการวางตนเป็นกลางในข้อ ๕ และขยายขอบเขตหน้าที่เลขาธิการในข้อ ๗ รวมถึงเสนอปรับปรุงระเบียบวาระการประชุมเพื่อลดปัญหาการอภิปรายเรื่องเพื่อทราบที่มากเกินไป
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้พิจารณาร่างข้อบังคับของรัฐสภา แล้วก็มีความเห็นซึ่งแตกต่างจากร่างที่นำเสนอเพื่อให้ เป็นข้อบังคับที่สอดคล้องกันกับของสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ผมมีความเห็นว่า ในร่างข้อบังคับ ข้อ ๕ เรื่องประธานรัฐสภามีหน้าที่และอำนาจดังต่อไปนี้ เทียบเคียงกับ ประธานวุฒิสภาหรือประธานสภาผู้แทนราษฎร เวลานี้ข้อบังคับของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้เขียนไว้ว่า ข้อ ๑ ประธานมีหน้าที่เป็นประธานของที่ประชุมและต้องวางตนเป็นกลาง ในการปฏิบัติหน้าที่ ข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎรได้แก้ไขเพิ่มเติมแบบนี้ ด้วยเหตุผลว่า ข้อความนี้ได้ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๙ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๙ ได้กำหนด ข้อความนี้ไว้ สภาผู้แทนราษฎรได้เห็นชอบได้เพิ่มเพื่อการดำเนินการประชุมท่านประธานจะ ได้เป็นไปตามข้อบังคับและกฎหมายมากขึ้นและมีมาตรฐานสูงขึ้น ประกอบกับเวลานี้ ข้อบังคับนี้เป็นของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์ประกอบอยู่ เพราะฉะนั้นก็ควรจะเขียนให้เหมือนกันเสีย เพราะว่าเวลานี้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๗ ได้เขียนไว้ชัดเจนว่าในระหว่างที่ยังไม่มีข้อบังคับก็ให้ไปใช้ข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎร โดยอนุโลม เวลานี้ข้อประชุมนี้ ข้อ ๕ ก็ต้องมีข้อบังคับว่าต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติงาน ท่านประธานครับ มันน่าแปลกนะถ้าต้องใช้อนุโลมมีคำว่า ต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติ หน้าที่ พอไปใช้ข้อประชุมของรัฐสภากลับไม่มีข้อความนี้ เวลาใช้อนุโลมมีเพราะใช้ของ สภาผู้แทนราษฎร เวลาข้อบังคับจริงของรัฐสภากลับไม่มีข้อความนี้ ผมจึงเห็นว่าควรจะเพิ่มข้อความนี้เข้าไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่เป็นกรรมาธิการที่ท่านไปจากสภาผู้แทนราษฎร ผมขอฝากท่านด้วย ข้อความนี้ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นการใส่ข้อความลงไปในรัฐธรรมนูญ ตามที่เป็นข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎรย่อมเป็นเรื่องที่ควรกระทำอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ ข้อ ๗ เลขาธิการรัฐสภามีหน้าที่ดังต่อไปนี้ ผมมีข้อสังเกตหรือมีความเห็นว่าการเขียนข้อ ๓ ว่าหน้าที่ของเลขาธิการช่วยประธานในการควบคุมการนับคะแนนเสียง ไม่พอหรอกครับ ช่วยประธานในการนับคะแนนเสียงนี่ไม่พอ แต่ของสภาผู้แทนราษฎรก็ตัดคำว่า นับคะแนน เสียงออก มีข้อความว่าช่วยประธานในการประชุม อธิบายได้ว่าช่วยในหลายเรื่อง แต่ผมเห็น ท่านประธานเวลาสมาชิกท้วงติงข้อบังคับอะไร เลขาธิการก็จะส่งความเห็นตามกฎหมาย ตามข้อบังคับขึ้นไปให้ท่าน ผมจึงอยากจะเขียนเพิ่มเติมว่า ช่วยประธานในการประชุม ให้ดำเนินการไปตามข้อบังคับและกฎหมายกำหนดโดยเคร่งครัด ท่านประธานที่เคารพ ผมทราบว่ามีเลขาธิการ มีรองเลขาธิการ มีเจ้าหน้าที่หลายท่าน เวลามีการถกเถียงข้อบังคับ กฎหมายเขาก็จะส่งข้อกำหนดขึ้นไปให้ท่าน แต่เราคงไม่ปฏิเสธที่หลายครั้งคนที่ทำหน้าที่ ประธาน ไม่ได้หมายความว่าท่านประธานอยู่เดี๋ยวนี้ มีท่านอื่นด้วย มีการทำที่ไม่สอดคล้อง กับข้อบังคับและกฎหมาย จึงทำให้สภาเกิดความวุ่นวายขึ้น มันไม่ใช่ว่าเพราะสมาชิก เพราะว่า การประชุมนั้นอธิบายข้อบังคับและกฎหมายไม่ชัดเจนก็มีการประท้วงกันมาก เพราะฉะนั้น ผมจึงฝากกรรมาธิการที่จะไปร่างให้เพิ่มข้อความที่ผมให้ข้อสังเกตนี้ไป ท่านประธานที่เคารพ ดูข้อ ๑๕ ข้อ ๑๕ นี้การจัดระเบียบวาระการประชุมของรัฐสภาให้จัดตามลำดับดังต่อไปนี้ ระเบียบวาระที่ ๑ เป็นเรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงาน การประชุม ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ท่านประธานครับ ในการประชุมรัฐสภาก็ไม่มีปัญหาเรื่องค้างมากมาย ไม่มีเรื่องเพื่อทราบ มากมาย เพราะเรื่องเพื่อทราบแยกกันรับทราบระหว่างวุฒิสมาชิกและสภาผู้แทนราษฎร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากการจัดระเบียบวาระนี้อยากจะแจ้งให้กรรมาธิการที่ไปร่างในสภาผู้แทนราษฎร ได้เกิดปัญหามากมาย ในระเบียบวาระที่ ๑ ท่านประธานก็จะบรรจุเรื่องเพื่อทราบไว้เยอะมาก เวลาอภิปรายเรื่องเพื่อทราบ ไม่ใช่ทราบเฉย ๆ ก็แสดงความเห็นกัน บางครั้งทั้งวันมีเรื่อง เพื่อทราบเรื่องเดียวซึ่งเคยปรากฏอยู่บ่อยครั้ง ผมมีข้อเสนออย่างนี้ครับ เมื่อเจอปัญหา ในสภาผู้แทนราษฎร ผมก็ตามไปดูวาระทั้ง ๘ วาระ เช่น เรื่องปฏิรูปประเทศอยู่ในกฎหมาย กำหนดว่าอย่างไร ไม่ได้กำหนดว่าเพื่อทราบ ให้รายงานที่ประชุม ถ้าอย่างนี้รายงานที่ประชุม ก็อภิปรายได้ แต่ในกฎหมายบางเรื่องเขาเขียนไว้ว่าให้เสนอเพื่อทราบ ถ้ามันแยกอย่างนี้ เรื่องที่ท่านประธานจะแจ้งให้ที่ประชุมทราบก็น่าจะถูกกำหนดโดยกฎหมายฉบับนั้น หรือว่า กำหนดโดยรัฐธรรมนูญว่าเสนอเพื่อทราบ ก็ไม่ควรมีการอภิปรายมาก แต่ถ้ากำหนดว่าเป็น รายงานต่อที่ประชุมรัฐสภา ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะไม่ใช่เรื่องเพื่อทราบแล้ว น่าจะไปอยู่ที่อื่น ผมหารือกับฝ่ายกฎหมายรัฐสภา ก็บอกไม่มีที่ลงต้องเอาไว้เพื่อทราบด้วยกัน ผมก็เลยมีความเห็นว่ามันน่าไปอยู่เรื่องอื่น ๆ ไหม ไม่ใช่ว่าเพื่อทราบ ๘ เรื่องหรือ ๑ เรื่อง อภิปรายเฉพาะเรื่องเพื่อทราบ ๑ วัน ไม่ใช่ครับ เพราะฉะนั้นฝากเป็นข้อสังเกตไว้ กรรมาธิการควรจะไปเขียนแก้ใหม่ให้ชัดเสียว่าเรื่องเพื่อทราบ ไม่ต้องอภิปรายกันมาก แต่เรื่องที่เขารายงานน่าจะอภิปรายกันได้ อันนี้ก็ฝากเป็นข้อสังเกตไว้ ท่านประธานที่เคารพครับ สำหรับข้อบังคับผมฝากกรรมาธิการ ในข้อต่อไปก็คือข้อ ๕๖ ข้อ ๕๖ มันทำให้ผมได้รับผลกระทบมากเรื่องการที่ประธานกำหนดให้แสดงตนก่อนลงมติ โดยการกดบัตร กฎหมายกดแทนกันไม่ได้ บัตรสมาชิกเดี๋ยวนี้ก็เสียบกันเต็มไม่เห็นมีใครมานั่ง ก็เหมือนผมปฏิบัตินั่นล่ะ เสียบเอาไว้แล้วออกไปรับประทานอาหาร ออกไปประชุมอยู่ชั้น ๔ กรรมาธิการก็เหมือนกันเวลานี้ก็เสียบไว้เต็ม ท่านประธานผมไปประชุมที่ อบต. บ้านตาด ประธานเขาพูดผมรับฟัง เขาบอกว่าทำไมไม่กำหนดวิธีให้สแกน (Scan) ลายมือยังจะต้องให้ สมาชิกมากดแทนกันได้อีกหรือในเมื่อกฎหมายกำหนดให้กดแทนไม่ได้ แล้วกำหนดให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสแกน (Scan) ลายมือเลยสิ อย่าบอกนะว่าไม่มีงบประมาณ ขนาดสภาผู้แทนราษฎรเป็นสถานที่สำคัญที่สุดของชาติท่านต้องสั่งเปลี่ยนใหม่แล้วเพื่อไม่ให้ มันเกิดประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวดของสมาชิกอย่างผม ถือว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นโดยผมไม่ได้กด ทั้งแสดงตนและลงคะแนนควรจะเป็นคนสุดท้ายที่ได้รับผลกระทบที่เจ็บปวด มีประชาชน ที่ไม่เข้าใจมากมาย ท่านประธานผมขออนุญาตฝากไปยังกรรมาธิการเขียนเรื่องนี้หรือฝาก ท่านประธานด้วยให้ตั้งงบประมาณเปลี่ยนเสียอย่าให้มากดแทนกันได้เอาลายมือสิครับ ขอบคุณมากครับ