สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อภิปรายประเด็นการลงคะแนนเสียงในรัฐสภา โดยตั้งข้อสังเกตถึงความกำกวมระหว่างคำว่า "นับใหม่" กับ "ลงคะแนนใหม่" พร้อมเสนอให้แก้ไขข้อบังคับให้ชัดเจนเพื่อรักษาความยุติธรรม ป้องกันการบิดเบือนเจตนาของผู้ลงคะแนนผ่านลักษณะการเขียนหรือทำเครื่องหมายในบัตร รวมถึงเน้นย้ำความสำคัญของการตีความรัฐธรรมนูญอย่างรอบด้าน โดยเรียกร้องให้คงหลักการประเมินผลกระทบของกฎหมาย คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน และกำหนดกรอบเวลาพร้อมหลักเกณฑ์ชัดเจนในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสนอ โดยเฉพาะประชาชนที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้
กำลังเข้าข้อบังคับครับ แต่ผมจะอธิบายว่าข้อบังคับที่อยู่ในข้อบังคับนี้เป็นการลงคะแนนครับ ในวันนั้นเป็นการลงคะแนนโดยการเขียนชื่อครับท่าน เขียนชื่อผมจะบอกว่าการเขียนชื่อ หรือทำเครื่องหมายใด ๆ ลงบนกระดาษ มันคือการทำแกงไดให้ปรากฏครับ ผมอภิปรายไว้ ในสภาล่างคือสภา ส.ส. แล้ว แต่ไม่ได้สงวนในชั้นแก้ข้อญัตติ แต่วันนี้ผมตั้งใจที่จะพูดในรัฐสภา เพราะว่าการเขียนหรือทำเครื่องหมายใด ๆ ลงบนกระดาษ หรือช่องสี่เหลี่ยมที่ท่านว่านี่มัน สามารถบอกที่มาที่ไปหรือใครเป็นคนกระทำได้ เช่น ช่องสี่เหลี่ยม ถ้าผมบอกว่าให้กาเครื่องหมาย เห็นชอบ ผมไปกาที่ ๑๒ นาฬิกา บนช่องสี่เหลี่ยมของท่านเป็นกากบาทเห็นชอบ ท่านรู้ไหม ครับว่าผมรู้เลยว่าใครเป็นคนทำ เพราะผมนัดหมายกันว่าเดี๋ยวเวลากา ลื้อกาบน ๑๒ นาฬิกา เดี๋ยวอั๊วดูก็รู้ เพราะมีคนถ่ายทอดอยู่ หรือแม้กระทั่งการเขียนครับ เขียนชื่อ ชื่อ ประยุทธ์ หรือ ธนาธร ก็ตามในวันนั้นนะครับ ถ้าเขียนประยุทธ์ เขียนตัวเล็ก ๆ จ้อย ๆ ไว้ก็ได้นะครับ หรือเขียนไม่ให้อ่านออกแต่พออ่านได้ แต่ไม่ได้เขียนข้างหน้า เขียนข้างหลังกระดาษก็ได้ เพราะถือว่าเป็นเอกสารที่ปรากฏชื่อว่าประยุทธ์ วันนั้นประยุทธ์เลยได้ไป ๕๐๐ ครับท่าน นั่นคือสิ่งที่ผมบอกว่ามันสามารถบ่งบอกถึงเครื่องหมายใด ๆ ที่เขียนลงบนกระดาษ มันบอก แหล่งที่มา คนเขียนพิสูจน์ได้เมื่อปรากฏในที่สาธารณะ เพราะฉะนั้นวิธีคิดมันต้องคิดใหม่มันต้องหยิบ เครื่องหมายนั้นที่กำหนดโดยรัฐสภากำหนดว่าอันนี้คือเห็นชอบ กำหนดว่าอันนี้ไม่เห็นชอบ กำหนดว่าอันนี้งดการสอบสวน แล้วไปหย่อนลงในกล่องอย่างเดียวครับไม่ต้องทำอะไร แค่นี้ คือความยุติธรรมครับท่านประธาน นั่นคือเกริ่นนำครับ ในข้อบังคับที่ผมจะอภิปรายมี ๓ ข้อ ที่เกี่ยวข้องและสนใจมากโดยเฉพาะในข้อ ๕๘ ที่พูดถึงการนับใหม่ สภาร่างก็มีปัญหาแล้ว การนับใหม่ผมว่าถ้าจะใช้คำนี้ท่านกรรมาธิการทุกท่านไปเขียนนิยามศัพท์ใหม่ในข้อ ๓ บอกว่านับใหม่หรือนับคะแนนใหม่คือการลงคะแนนโดยสมาชิกในสภา ณ เวลานั้นที่มีการนับ ไปเขียนมาใหม่ให้มันชัดเจนไม่อย่างนั้นชาวบ้านหรือลูกเด็กเล็กแดงตาสีตาสามักจะมาถาม ผมว่านับกับลงมันต่างกันอย่างไร นับคะแนนคือการนับผลลัพธ์ของคะแนนครับ แต่การลง คือการทำกิริยาเพื่อแสดงสิทธินั้นที่ตัวเองมีอยู่ในอำนาจหน้าที่หรือใครเลือกคนไหน ต้องแก้ ผมเลยบอกว่าในข้อ ๕๘ ขอแก้ใหม่เป็นนับคะแนนใหม่นั้นให้เป็นลงคะแนนใหม่ในองค์คณะ หรือองค์ประชุมเดิม ทำไมผมถึงเขียนว่าองค์ประชุมเดิมครับ ท่านไปทำลายสิทธิของผู้ชนะ ในองค์ประชุมเดิมอย่างเด็ดขาดเลย เพราะท่านใช้แทกทิกส์ (Tactics) ข้อบังคับถัดไปว่า คะแนนมันไม่ต่างกันในวอลลุม (Volume) ๓๐ คน คะแนนมันอยู่ในกรอบที่จะยกโหวต เปลี่ยนใหม่ได้ อันนี้คือการทำลายสิทธิของคนที่ชนะในวาระแรกหรือในการลงครั้งแรก โดยเด็ดขาดแล้วเลื่อนไปใช้แทกทิกส์ (Tactics) เลื่อนเวลาไปอีกข้ามวันจนกระทั่งองค์คณะ หรือองค์ประชุมมาเต็มวอลลุม (Volume) พิกัดแล้วลงใหม่ เห็นหรือไม่ครับนี่คือการทำลาย ความยุติธรรมบนสภาแห่งนี้ครับ นั่นคือสิ่งสำคัญเพราะฉะนั้นถ้าจะแก้ผมบอกว่าต้องแก้เป็น ลงคะแนนใหม่หรือไม่ก็ไปนิยามศัพท์เฉพาะสภาแห่งนี้ว่านับคะแนนใหม่คือการเดินลงคะแนน ใส่กล่องแล้วเอามานับใหม่โดยมีองค์ประชุมใหม่ทั้งหมด เขียนไปเลยเด็กจะได้เข้าใจไม่อย่างนั้น คนที่มาใหม่อย่างผม ๒๕๐ คนในสภาร่างไม่รู้เรื่องครับ ไม่เข้าใจว่าท่านใช้จารีตประเพณีเดิม ที่นับกันมาตั้งแต่อดีตกาล ๕๐ ปี ๖๐ ปีแล้วมาถือว่าการนับคะแนนคือการลงคะแนนใหม่ ผมก็งงครับ เพราะฉะนั้นผมขอเสนอว่าควรจะมีการพิจาณานะครับท่านกรรมาธิการทุกท่าน
ในส่วนที่ ๒ ข้อ ๘๑ ผมอยากจะเท้าความไปถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญที่สำคัญ ในข้อนี้เพราะว่าในข้อนี้ท่านเขียนไว้ตอนท้ายของกฎหมายของท่านในวรรคสุดท้ายในข้อ ๘๑ ผมไม่อ่านหมดนะครับ แต่เขียนว่าวรรคสองคือสรุปการรับฟังความคิดเห็นและรายงาน การวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้เสนอมาพร้อม บันทึกตามวรรคหนึ่ง ท่านครับผมเสียดาย ท่านกรรมาธิการทั้งคณะเลยว่าท่านไปตัดทอน ข้อความที่กฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนไว้ยาวเหยียด เขียนไว้ที่ไหนครับ ท่านไปเปิดรัฐธรรมนูญ เลยในลิ้นชักมีครับ ท่านสมาชิกทั้งหลายหยิบมาเลย มาตรา ๗๗ ในมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เขียนไว้ปรากฏชัดว่าผมไม่พูดมากเลยผมจะพุ่งไปที่เวิร์ดดิง (Wording) ที่เขียนว่า รัฐพึ่งจัดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายทุกกรอบระยะเวลาที่กำหนด โดยรับฟัง ความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง ผู้เกี่ยวข้อง คำว่า ผู้เกี่ยวข้อง คือสเตกโฮลเดอร์ (Stakeholder) ทั้งหมดประกอบด้วยเพื่อพัฒนากฎหมายทุกฉบับให้สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โลกมันเปลี่ยนไป สภาแห่งนี้ก็เปลี่ยนไป ดิจิทัล เข้ามาแล้วอะไร ๆ ต่าง ๆ เปลี่ยนไปหมด นี่คือสิ่งที่ผมอยากอธิบาย และสิ่งที่สำคัญเมื่อสัปดาห์ที่แล้วหลายท่านคงเห็นหนังสือเล่มใหญ่ ๆ หนา ๆ มีคำอธิบาย มาตรา ๗๗ แสดงความมุ่งหมายอธิบายในหน้า ๑๒๐-๑๒๓ ของเอกสาร แสดงความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ในมาตรา ๗๗ ผมย่อ ๆ ว่าคำอธิบายใน ๓ หน้ากระดาษมันสำคัญยิ่งครับ มันเป็นเจตนารมณ์ของผู้ที่ร่างชัดเจนและผมว่าท่านไปตัดเนื้อความในวรรคนี้ของรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๗๗ ทิ้งได้อย่างไร โดยเฉพาะกล่าวอ้างมาตรา ๒๖ ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญ บอกเลยครับว่าการตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตาม เงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ สภาแห่งนี้จะเป็นสภาที่ตราและออกกฎหมายหลายฉบับ ไปหมด และไม่คำนึงถึงเนื้อความหรือข้อความตรงนี้เป็นสำคัญเลยผมบอกให้ โดยเฉพาะ ในมาตรา ๗๗ อธิบายไว้ ๔ ข้อใหญ่ที่อธิบาย แต่ผมจะสรุปว่า ๔ ข้อใหญ่นั้นมีใจความว่าอะไร และวางหลักการไว้ ๘ ประการ ท่านกลับไปอ่านได้ครับ ใน ๔ ข้อใหญ่นี้ ข้อแรกคือ ข้อ ๔ ก ประการหลักสำคัญคือการกำหนดให้รัฐพึงมีกฎหมายเท่าที่จำเป็น และในข้อ ๔ ก นั้นบอก เลยว่าสิ่งใดที่สามารถดำเนินการได้โดยไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายก็ควรเลือกใช้วิธีนั้นไปก่อน เพราะเมื่อตราเป็นกฎหมายแล้วย่อมต้องมีบทบังคับอย่างเด็ดขาด แล้วก็ จุด จุด จุด แต่ให้ นำเอาวงเล็บอื่นมาประกอบการพิจารณา สำคัญครับในวงเล็บอื่นผมจะย่อในวงเล็บอื่นให้ฟัง จาก ข-ซ ใน ข จะพูดถึงเท่าที่จำเป็น สอดคล้องสถานภาพและอุปสรรคในการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพของประชาชน ในข้อ ค คือประชาชนต้องเข้าถึงตัวบทกฎหมายได้โดยสะดวก และสามารถเข้าใจได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และ ง นั่นก็คือประชาชนมีส่วนร่วม และผลกระทบ ที่มีต่อประชาชนและสามารถเสนอแนะแนวทางใหม่ ๆ อย่าคิดว่าเราเป็นคนคิดอย่างเดียวครับ ให้ประชาชนคิดด้วย เพื่อให้หน่วยงานรัฐที่นึกไม่ออก คิดออกเป็นบ้าง ฟังประชาชนครับ อย่าไม่เห็นหัวประชาชน ประชาชนเป็นส่วนสำคัญนี่เห็นไหมครับ วงเล็บนี่ก็เน้น แล้วข้อ จ ยังบอกเลยว่าเพื่อแสดงให้เห็นว่ากฎหมายนั้นมีความจำเป็นต้องตราขึ้นอย่างแท้จริง มาตรา ๗๗ จึงกำหนดให้ต้องมีการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในแง่มุมต่าง ๆ โดยย้ำเลยว่าประโยชน์ ที่จะได้รับจากการตรากฎหมายนั้น ฉ นั้นบอกว่ากำหนดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย เชื่อไหมครับ ผมนั่งในกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ กฤษฎีกาเข้ามา ชี้แจง ผมถามเรื่องนี้เรื่องผลสัมฤทธิ์การตรากฎหมาย เขียนครับมีโครงการแล้วตามไปดูครับ มีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมสร้างเครื่องมือมา แต่เครื่องมือเพื่อวัดตัวนี้ มาตรา ๗๗ ที่กฤษฎีกาวัด วัดแค่ ๔ ปัจจัย อีก ๒ ปัจจัยทั้งหมดมันมี ๖ ครับ ไปอ่านแล้วหาตัวปัจจัย ที่เป็นประเด็นสำคัญในมาตรานี้ออกมา ๖ ประเด็นครับ ไม่ใช่ ๔ ประเด็น แล้วเอาเครื่องมือ ทางเทคโนโลยีที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะสร้างขึ้นมาใหม่ในกรอบวงเงิน งบประมาณมาอิมพลีเมนต์ (Implement) ผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่เกี่ยวข้องยังไม่รู้เลยว่าใครบ้าง ผมเลยต้องแนะนำหลายส่วนไปว่าการสร้างเครื่องมือทางเทคโนโลยีมันจะวัดผลสัมฤทธิ์ มันจะต้องมีสเกล (Scale) มีหลักการ มีการยึดหน่วง ยึดโยงต่อหลักสากลว่าเขาวัดอะไรบ้าง อันนั้นขอเลยไปครับ แต่จะบอกว่าในข้อ ซ หลีกเลี่ยงการใช้ระบบอนุญาตซึ่งเป็นที่มาของการ ทุจริตและประพฤติมิชอบ และระบบคณะกรรมการซึ่งทำให้เกิดขั้นตอนและหาตัวบุคคลผู้รับผิดชอบในผลแห่งการกระทำ มิได้ เห็นไหมครับว่ากฎหมายการวัดผลสัมฤทธิ์ยังคำนึงถึง ๒ ประเด็นนี้เลย เพราะฉะนั้น ผมก็เลยบอกว่าในข้อสุดท้ายของข้อ ๘ ๘ ข้อ มีการวางแผนในการกำหนดผลร้ายแบบใหม่ ขึ้นแทนโทษทางอาญาที่จะกำหนด เช่น การกำหนดโทษในทางปกครองแทน นี่ล่ะครับ เห็นไหมว่าคนที่ตีความในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ หรือแสดงเจตนารมณ์ในนั้น หรือแสดง ความมุ่งหมายบ่งบอกไว้ชัด อธิบาย ๓-๔ หน้ากระดาษ แต่ท่านมาใช้ ๒ บรรทัดสั้น ๆ ผมเลย ขอแก้ในข้อบังคับนี้นะครับว่าควรจะแก้วรรคสุดท้ายของข้อ ๘๑ เป็น สรุปผลการรับฟัง ความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและ เป็นระบบ รวมทั้งเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชนจาก ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และนำผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายเดิมทุกรอบระยะเวลา ที่กำหนดที่ผ่านมา โดยรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องประกอบด้วย และให้สอดคล้อง และเหมาะสมกับบริบทต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยให้เสนอมาพร้อมบันทึกประกอบตาม วรรคหนึ่ง นี่ครับมันต้องใช้รัฐธรรมนูญอย่างครบถ้วน เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ของมาตรา ๗๗ เพราะมันเป็นเงื่อนไขสำคัญของรัฐธรรมนูญที่จะมาวัดผลสัมฤทธิ์ เพราะเรากำลังจะสร้าง กฎหมายถ้าท่านเขียนแค่ ๒ บรรทัดนั้นกลับบ้านเถอะครับ หรือจะไปเขียนนิยามใหม่ก็ได้ นิยามศัพท์ ผมเอาไว้แค่นี้สำหรับข้อ ๘๑
ทีนี้มาดูข้อถัดไป สุดท้ายครับ ข้อ ๑๑๗ เขียนว่าอย่างไรครับ ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมที่มีผู้เสนอตามมาตรา ๒๖๕ (๑) ของรัฐธรรมนูญ ให้ประธานสภาทำการตรวจสอบ และหากมีข้อบกพร่องให้ประธานสภาแจ้งผู้เสนอทราบ แจ้งเมื่อไรครับ มีเวลาไหม ไม่มีครับ ท่านประธานสภาท่านงานเยอะครับ ท่านเยอะมาก ๆ เลยครับ ท่านหาคนวินิจฉัยคงลำบาก ถ้าอย่างนั้นต้องขีดเส้นให้ท่านครับ ขีดบอกว่าต้อง ๗ วันต้องเสร็จ เพราะมันเป็นการเสนอ ร่างกฎหมายจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้นำเสนอที่เกี่ยวข้อง ๓ กลุ่มด้วยกัน โดยเฉพาะกลุ่มสำคัญคือ ประชาชนที่มีสิทธิที่จะเสนอในการแก้ไขดังกล่าว และผมให้ความสำคัญกับประชาชนเป็น อย่างยิ่ง โดยเฉพาะการที่ท่านประธานจะบอกอะไรครับ บกพร่อง ท่านก็ต้องบอกว่าบกพร่อง โดยละเอียด ไม่ใช่บกพร่องแบบคลุมเครือ บกพร่องแบบทำใหม่ ไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นประธาน จะต้องกำหนดหลักเกณฑ์ของการแจ้งข้อบกพร่องในการยื่นดังกล่าวให้ครบถ้วน หลักเกณฑ์ แต่ผมไม่รู้หลักเกณฑ์ออกเมื่อไร เพราะท่านเขียนว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภา เป็นผู้กำหนด ผมยังไม่เคยเห็นหลาย ๆ อันเลยครับว่ากำหนดอย่างไร นั่นคือสิ่งที่อยากรู้ อยากรู้มาก ๆ นั่นคือประเด็นอีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะบอกว่าถ้าอย่างนั้นวิธีการแก้ แก้อย่างไร ครับท่าน ที่ให้เหตุผลนั่นก็คือระยะเวลาที่ท่านประธานสภาควรจะใช้ในการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และแจ้งผู้เกี่ยวข้องที่เป็นผู้เสนอ และย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขข้อบกพร่องให้ครบถ้วน ไม่อย่างนั้นผู้ที่จะขอแก้ไม่มีเวลาแก้ และแจ้งให้ครบถ้วน สำคัญต้องรีบนำเสนอประธาน แบบทันทีโดยไม่ชักช้า เพราะคนเสนอเมื่อแก้แล้วก็อยากเสนอ ถ้าอย่างนั้นท่านประธานสภา ต้องรับทันทีครับ ไม่ใช่เข้าวงรอบ ผ่านระบบ ผ่านอะไรพวกนี้ ให้มีผลบังคับใช้ด้วย เพื่อให้ การพิจารณานั้นดำเนินการอย่างรวดเร็ว ถ้าอย่างนั้นผมขอแก้ข้อนี้นะครับ โดยเฉพาะ ประโยคสุดท้ายของวรรคนี้ให้เขียนเพิ่มเติมว่า ภายใน ๗ วันและเมื่อแก้ไขเสร็จแล้วให้เสนอ กับประธานรัฐสภาโดยทันที ทันทีครับ เท่านี้ ๓ ข้อครับที่ผมเห็นว่าควรที่จะแก้ไข ถ้าไม่แก้ไข ผมว่าไปเขียนข้อ ๓ ใหม่ ให้โลกทั้งโลกนี้รู้เลยว่า นิยามศัพท์คำว่า นับคะแนนใหม่ ผู้ที่มีสิทธิคือบรรดาสมาชิกหรือว่า ผู้ที่เข้ามาอยู่ในองค์ประชุมได้ลงคะแนน แล้วในวันนั้นหรือวันไหนเอาให้ชัดเจนไปแก้เสียเถอะ ผมจะได้เข้าใจนิยามศัพท์คำว่า นับคะแนนใหม่ ที่ท่านประธานบอกครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน