ธีรัจชัย ชี้ปัญหาข้อบังคับรัฐสภา พร้อมเสนอแก้เพื่อความโปร่งใส

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๒

ธีรัจชัย พันธุมาศ หารือประเด็นข้อสังเกตต่อข้อบังคับการประชุมรัฐสภา โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการวางตัวเป็นกลางของประธานรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 119 วรรคสอง และเสนอแก้ไขข้อบังคับเพื่อกำหนดให้ประธานต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม พร้อมทั้งผลักดันให้กำหนดเงื่อนไขการขอนับคะแนนเสียงใหม่ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการใช้ดุลพินิจที่อาจเอียงข้าง และเสนอให้ถ่ายทอดสดการประชุมรัฐสภาและคณะกรรมาธิการผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทุกช่องทาง เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ความรับผิดชอบต่อประชาชน และยกระดับประสิทธิภาพในการดำเนินการนิติบัญญัติ

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธีรัจชัย พันธุมาศ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เกี่ยวกับข้อบังคับการประชุมรัฐสภานั้นมันเป็นข้อบังคับ ที่สำคัญที่จะทำให้การประชุมร่วมของทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรนั้นเป็นไปได้ด้วยดี ผมมีข้อสังเกตที่จะฝากไปยังคณะกรรมาธิการพิจารณาที่จะตั้งขึ้นตามวาระหนึ่งนี้อยู่ประมาณ ๓ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๙ วรรคสอง ได้บัญญัติไว้ว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และผู้ทำหน้าที่แทนต้องวางตนเป็นกลางในการ ปฏิบัติหน้าที่ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญในการที่จะทำให้การประชุมนั้นเป็นไป ด้วยความเที่ยงธรรมและความรู้สึกที่สบายใจของทุกฝ่าย ผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เล็งเห็น ถึงสภาพความเป็นจริงในการที่จะดำเนินการประชุม เพราะว่าสภาพความเป็นจริงของในสภานี้ มีความหลากหลาย อย่างที่ ๑ เฉพาะสภาผู้แทนราษฎรนั้นมันมีทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล นั่นหมายความว่ามันไม่ได้เป็นองค์ประกอบเนื้อเดียว เมื่อวันเป็นวุฒิสภาด้วยก็จะมีสมาชิก วุฒิสภามีที่มาที่ไปทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎร ทั้งวุฒิสภาก็มีที่มาที่ไปจาก การเมืองทั้งสิ้นไม่ว่าจะมาจากการเมืองแบบไหน จากการเลือกตั้งหรือจากการแต่งตั้งก็ตาม ดังนั้นบุคคลที่มาลงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภานั้นโดยเนื้อแท้ จะมีสังกัด ไม่ว่าสังกัดของฝ่ายวุฒิสภาซึ่งมาจากฝ่ายรัฐบาล ซึ่งมีการตั้งกรรมการสรรหา โดยรัฐธรรมนูญก็มีสังกัดโดยจากอำนาจทั้งสิ้นครับ ในส่วนสภาผู้แทนราษฎรนั้นประธาน สภาผู้แทนราษฎรก็มาจากฝ่ายรัฐบาลก็มีสังกัดฝ่ายรัฐบาล ดังนั้นโดยเนื้อแท้ไม่มีความเป็นกลาง โดยธรรมชาติ ผมเรียนอย่างนี้ในข้อบังคับร่วมกันของรัฐสภาแห่งนี้ในข้อ ๕ ประธานรัฐสภา มีหน้าที่และอำนาจดังต่อไปนี้ ๑. เป็นประธานของที่ประชุมรัฐสภา ผมเรียนนะครับว่าเรื่องนี้ ไม่ได้มีบัญญัติถึงเรื่องว่าต้องวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ สามารถทำให้เกิดความได้เสียแต่ละฝ่ายได้ เนื่องจากการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรนั้น มันมีได้มีเสียมีผลกระทบต่อประชาชน ในสภาผู้แทนราษฎรนั้นก็เคยมีเหตุกรณีพิพาทถึง สภาล่มมาแล้วถึง ๒ ครั้งก็เหตุเพราะมีการโต้แย้งถึงเรื่องนี้ ผมจึงเรียนอย่างนี้เมื่อในข้อบังคับ การประชุมของรัฐสภาไม่มีระบุถึงเรื่องการวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ของประธาน รัฐสภาหรือผู้ทำหน้าที่แทนขอให้ระบุตรงนี้ไปด้วยในส่วนคณะกรรมการพิจารณาในข้อ ๕ (๑) ซึ่งถ้าจะเติมขึ้นไปก็จะเติมว่าเป็นประธานที่ประชุมของรัฐสภา และต้องวางตนเป็นกลาง ในการปฏิบัติหน้าที่ในข้อ ๕ (๑) ถ้าเป็นอย่างนี้ก็จะทำให้ข้อโต้แย้งของผู้ที่เป็นเสียงข้างน้อย ในรัฐสภาแห่งนี้สามารถที่จะโต้แย้งว่าดุลพินิจของประธานแต่ละครั้ง ๆ เป็นกลางหรือไม่ นี่คือหลักการที่สำคัญเพื่อให้สภาแห่งนี้เป็นไปด้วยความเที่ยงธรรม เพราะทุกท่านที่เป็น สมาชิกรัฐสภานั้นคำพูดทุกคำพูดมีผล คำพูดทุกคำพูดนั้นสามารถที่จะเป็นบวกเป็นลบมีผล สะเทือนไปถึงประชาชนทุกหมู่เหล่าได้ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ดุลพินิจของประธานถ้าไปฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งนั้นมีผลทั้งสิ้น ผมจึงอยากให้มีการแก้ไขข้อบังคับโดยเพิ่มเติมคำว่า ประธานรัฐสภา เป็นประธานของที่ประชุม และต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๙ วรรคสอง

ประเด็นที่ ๒ เรื่องของการลงมติ ซึ่งในส่วนของข้อบังคับการประชุมรัฐสภานั้น ได้ระบุการลงมติได้ในข้อ ๕๘ การลงมตินั้นบัญญัติอย่างนี้บอกว่าเมื่อมีการลงคะแนนเสียง ตามข้อ ๕๖ (๑) ถ้าสมาชิกรัฐสภาร้องขอให้มีการนับคะแนนใหม่ โดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า ๔๐ คนก็ให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่ และให้เปลี่ยนวิธีการเป็นลงคะแนนตามข้อ ๕๖ (๒) เว้นแต่คะแนนเสียงมีความแตกต่างกันเกินกว่า ๑๐ คะแนน จะขอให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่ ได้นะครับ กรณีนี้เป็นข้อสำคัญมีข้อพิพาทในกรณีของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเนื่องจากมีการลงมติ เกี่ยวกับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบของการใช้คำสั่ง คสช. มาตรา ๔๔ ฝ่ายเสียงลงมติว่าจะให้ตั้ง แต่ก็มีการร้องขอของท่านสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรยื่นขอว่า ให้มีการนับคะแนนใหม่ แต่มีการตีความไปนับคะแนนใหม่ นั่นหมายความว่าสามารถระดม เอาคนที่ไม่ได้ลงคะแนนเดิมมาเพิ่มเติมจนสามารถพลิกชนะ ในกรณีของสภาผู้แทนราษฎรนั้น ทำให้สภาไม่สามารถประชุมได้ถึง ๒ ครั้ง สิ่งเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้นในสภา ทั้งผู้แทนวุฒิสภา หรือรัฐสภาและไม่ควรเกิดขึ้นอีก ดังนั้นเมื่อบวกกับในข้อ ๕ ดุลพินิจของประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นประธานในที่ประชุมมีความสำคัญจะให้พลิกไปทางฝ่ายไหนได้ครับ ในวันประชุม สภาผู้แทนราษฎรครั้งนั้นถ้าเกิดบอกว่าให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญในการศึกษาผลกระทบต่าง ๆ ตามมาตรา ๔๔ นั้น ประชาชนจะได้ทราบถึงว่าคำสั่ง คสช. ที่เกิดขึ้นมาในช่วงรัฐประหารนั้น มีผลกระทบอะไรบ้าง มีผลกระเทือนแล้วก็มีผลทำให้กลไกปกติของประเทศเรานั้นเปลี่ยนแปลง ผันผวนรวนไปอย่างไรบ้าง แต่กรณีอย่างนี้ไม่มี พอพลิกไปก็ไม่มีก็ปิดไป การไปตั้งกรรมการ นอกสภาก็ไม่มีผลเหมือนกับการตั้งกรรมาธิการศึกษาในสภา ดังนั้นผมขอเสนออย่างนี้ ท่านประธานที่เคารพ ผมขอเสนอให้การลงคะแนนถ้าเกิดจะขอนับคะแนนใหม่จะต้องมี ๒ เงื่อนไขเพื่อมิให้ประธานสภาใช้ดุลพินิจมากเกินไป เพราะดุลพินิจเกิดจากความไม่แน่นอน ความเป็นกลางจะมีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง ความได้เสียทางการเมืองเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องทันที ผมเสนออย่างนี้นะครับ การจะขอออกเสียงลงคะแนนตามข้อ ๕๖ (๑) ใหม่ จะต้องมีเงื่อนไข ๑. จะต้องเป็นการลงคะแนนไม่ถูกต้องและไม่เที่ยงธรรมครับ อันนี้คือเงื่อนไขแรกไม่ถูกต้อง ไม่เที่ยงธรรมก่อนจึงจะขอนับคะแนนใหม่ได้

ประการที่ ๒ การนับคะแนนใหม่ตามข้อ ๕๘ นั้นจะต้องนับจากผู้ที่ลงคะแนน ในครั้งก่อนเท่านั้นไม่สามารถเอาคนมาลงคะแนนเพิ่มเติม ถ้าเกิดมีการบัญญัติอย่างนี้ในข้อบังคับ แก้ไขให้ตรงอย่างนี้จะเป็นการตัดอำนาจของประธานรัฐสภาซึ่งทำหน้าที่ประธานที่ประชุมได้ อย่างเด็ดขาดจะไม่มีการใช้ดุลพินิจในการโหวตใหม่ ลงมติใหม่ เมื่อไม่ให้การใช้ดุลพินิจประธาน ก็จะสง่างามนะครับ เพราะถ้าดุลพินิจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ทันที สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเราน่าจะ กระทำให้เกิดขึ้นในสภาแห่งนี้

ประการที่ ๓ ผมจะพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องของการประชุมโดยเปิดเผย สืบเนื่องจากว่า ในปัจจุบันเทคโนโลยีของเรานั้นมีความก้าวไกลมาก การประชุมรัฐสภาหรือว่าการประชุม คณะกรรมาธิการของรัฐสภาสามารถเกิดขึ้น เดิมประชาชนจะรู้เพราะการแถลงของโฆษก หรือแถลงข่าวของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับรัฐสภาเพื่อจะให้ทราบว่ามีข่าวอย่างไรบ้าง แต่เมื่อกลไกรัฐเปิดเผยการรับรู้ของประชาชนควรจะมีมากกว่าการรับรู้จากการแถลงแต่ควร จะเป็นการที่เปิดเผยโดยการถ่ายทอดสดทั้งการประชุมใหญ่รัฐสภาและประชุมคณะกรรมาธิการ ถ้าเราพูดถึงการถ่ายทอดทีวีอย่างเดียว วิทยุอย่างเดียวนั่นคือความคิดแบบเก่า แต่ตอนนี้ การถ่ายทอดทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่างอื่นสามารถถ่ายทอดได้และต้นทุนถูกที่สุด ทำไมเรา ไม่บัญญัติให้ชัดว่าให้ถ่ายทอดวิทยุโทรทัศน์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ในการประชุมทั้งรัฐสภา และคณะกรรมาธิการรัฐสภาเพื่อให้คนที่ทำงานรัฐสภานั้นขยันตั้งใจทำงานจะถูกตรวจสอบ โดยประชาชนอย่างถ่องแท้ อย่างโปร่งใสครับ สิ่งเหล่านี้ถ้าการประชุมสภาแล้วสภาเปิดเผย ถ้าในระดับกรรมาธิการและในระดับรัฐสภาก็จะทำให้ความรับผิดชอบในคำพูดทุกท่านที่ทำ มีความรับผิดชอบต่อประชาชนมากขึ้น ผลโดยรวมจะเกิดแก่ประชาชนโดยรวม ประสิทธิภาพ การทำงานนั้นจะสูงมากกว่าการปิดห้องประชุมกันเอง กันข้อครหาว่าไปเซ็นชื่อแล้วเดินออก ก็จะไม่มีใครกล้าทำครับ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเราควรจะแก้ไขในข้อบังคับ ข้อ ๙ ในหมวดของ การประชุมรัฐสภาและวิธีการประชุม ควรจะให้มีการถ่ายทอดทั้งในส่วนของการประชุมรัฐสภา แล้วก็การประชุมของกรรมาธิการให้มีการถ่ายทอดทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วยครับ

ท่านประธานครับ ทั้ง ๓ ประเด็นนี้ ประเด็นที่สำคัญ ในประเด็นการวางหลัก การประชุมให้เที่ยงธรรม อันมีผลกระทบต่อประชาชนและมีผลต่อการก้าวกระโดดของการ พัฒนางานนิติบัญญัติของเรา รวมถึงในงานตรวจสอบในการผ่านในเรื่องต่าง ๆ ที่มีการตั้งเข้าไป ในกรรมาธิการ ดังนั้นผมจึงขอตั้งข้อสังเกตให้คณะกรรมาธิการไปพิจารณาในวาระ ๒ วาระ ๓ ด้วยครับ ขอบคุณครับ