จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ อภิปรายเกี่ยวกับการส่งออกข้าวของประเทศไทย โดยแสดงความไม่พอใจกับผลลัพธ์ของการเจรจาระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการส่งออกเพื่อเพิ่มมูลค่าและปรับปริมาณเงินที่กลับมายังประเทศไทย
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายต่อร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐเกาหลี ราชอาณาจักรไทย สหรัฐอเมริกา และสาธารณรัฐ สังคมนิยมเวียดนาม ต้องเรียนอย่างนี้ท่านประธานครับ ผมมี ๓ ประเด็นในการอภิปรายในวันนี้ ต่อร่างความตกลงนี้เป็นเรื่องของกระบวนการส่งออกนำเข้าข้าวไปยังประเทศเกาหลี ผมเรียน อย่างนี้ครับ
ในประเด็นแรก ผมเห็นชอบกับร่างความตกลงนี้แต่ผมไม่ได้ชอบใจกับผลลัพธ์ ที่เกิดขึ้นจากการเจรจาของทางกระทรวงพาณิชย์และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศครับ ด้วยความเคารพเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว วันนี้เราเปรียบเทียบกับประเทศคู่ค้า เราเปรียบเทียบกับประเทศอื่นที่ทำความตกลงกับประเทศเกาหลีในครั้งนี้รวมทั้งหมด ๕ ประเทศ ผมถือว่าเราแพ้ในการเจรจาความครั้งนี้ แต่อย่างไรก็ตามที่เรียนท่านประธานว่าผมเห็นชอบนั้น เพราะมันจะมากจะน้อยส่งออกได้ก็เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนครับ เป็นประโยชน์กับ ประเทศไทยทั้งสิ้น ก็ต้องฝากทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ฝากท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ว่ามันเป็นตลาดเล็กก็จริง แต่มันก็แสดงถึงศักยภาพของประเทศไทยในการ ส่งออกข้าวว่าเราสามารถจะครองส่วนแบ่งตลาดโลกได้มากน้อยเพียงไร อันนี้เป็นประเด็นแรก ที่อยากจะกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านผู้เกี่ยวข้องทุกคนนะครับ
ประเด็นที่ ๒ กระบวนการรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ ผมเห็นตัวเลข ท่านแล้วผมก็ตกใจ เพราะว่ามีผู้รับฟังทั้งหมด ๑๙ คนที่มาแสดงความเห็น เห็นชอบ ๑๘ คน แสดงความเห็นที่ไม่ชัดเจน ๑ คน เป็นกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่ผมเกรงว่ามันจะมี ความไม่ครอบคลุม แต่แน่นอนประเด็นอย่างนี้มันเป็นประเด็นที่ค่อนข้างง่าย เราจะส่งสินค้า ไปต่างประเทศให้ความเห็นร้อยทั้งร้อยก็ต้องเห็นชอบ มากน้อยเพียงไรก็ต้องเอาอย่างที่ได้เรียน ให้ทราบแล้ว แต่ว่าถ้าเป็นประเด็นที่มีความสำคัญกว่านี้ เป็นประเด็นที่มีความขัดแย้งในสังคม แล้วสุ่มตัวอย่างการให้ความเห็นชอบมา ๑๘-๑๙ คน กับเรื่องที่มีความสำคัญกับประเทศ ผมเรียน อย่างนี้ครับ อันนี้ไม่เพียงพอนะครับ
ประเด็นสุดท้าย ผมจะอภิปรายสั้น ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าได้เปิดดู เอกสารของทางที่พีบีโอ (PBO) หรือหน่วยงานวิชาการของสภาได้ทำมา จะเห็นได้เลยว่าปริมาณ การส่งออกนำเข้าในช่วง ๓-๔ ปีหลังของประเทศไทยไปยังประเทศเกาหลีมากน้อยเพียงไร เปรียบเทียบกับประเทศจีน สหรัฐอเมริกา ประเทศเวียดนาม ประเทศออสเตรเลีย แล้วก็โลก ผมเรียนด้วยความเคารพ ผมดูตัวเลขในช่วงแรกผมก็มีความประหลาดใจเพราะว่าประเทศไทย ในปี ๒๕๖๑ ส่งออกไปประเทศเวียดนาม ๑๘,๐๐๐ ตัน เป็นมูลค่า ๘ ล้านกว่าเหรียญสหรัฐ ต้องเรียนด้วยความเคารพครับ ลองดูตัวเลขเฉลี่ยประเทศไทยส่งออกไปทางประเทศเกาหลี ได้เฉลี่ยเพียงแค่ ๔๗๐ เหรียญสหรัฐต่อตัน ในขณะที่ประเทศคู่ค้าถ้าดูเปรียบเทียบแล้วประเทศจีนเฉลี่ยตันละประมาณ ๘๔๐ สหรัฐอเมริกา ๘๘๐ ในขณะที่ประเทศเวียดนาม ๖๒๐ พอมาดูในรายละเอียดสิ่งที่เกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพ เราส่งออกเป็นข้าวเมล็ดยาว นั่นหมายความว่าเราไม่มีการปรับตัวเลยโดยกระทรวงพาณิชย์ และโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของภาครัฐ เราไม่มีการปรับตัวเลยเพื่อที่จะปรับสภาพปรับ ผลผลิตของเราให้เข้ากับความต้องการของตลาดโลก เราไม่มีการหาหนทางเลยที่จะเพิ่มสัดส่วน ตลาดของเราในประเทศอื่น ๆ เช่นประเทศเกาหลี ทำไมเราไม่ลองเอาสินค้าของเราพยายาม ดันเข้าไปยังประเทศเกาหลีให้เขาลิ้มลองดูสิว่าข้าวเมล็ดยาวสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การบริโภคของคนในประเทศนั้น ๆ ได้หรือไม่ อย่างไร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการบ้านที่ทาง กระทรวงพาณิชย์รวมถึงรัฐบาลจะต้องนำกลับไปทำไปแก้ไขเพื่อที่การส่งออกในอนาคตสัดส่วน ของตลาดโลกในการค้าการขายของเรา มูลค่าการค้าการขายของเราจะดีขึ้น ผมไม่อยากเห็น ว่าประเทศไทยเรามานั่งดูว่าเราส่งออกไปปริมาณกี่ตัน ๆ อันนั้นส่วนหนึ่ง ตลาดประเทศเกาหลี ไม่มีนัยสำคัญกับการปรับเปลี่ยนราคาพืชผลทางการเกษตรในประเทศเราจากปริมาณที่เห็นอยู่ แต่ผมอยากเห็นวันนี้เราส่งของจะมากจะน้อยกว่าเดิมก็ตามแต่มูลค่าต้องเพิ่มขึ้น ปริมาณเงิน ที่กลับมายังประเทศไทยต้องมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อันนี้เป็นประเด็นสำคัญที่อยากจะฝาก ท่านประธานผ่านไปยังทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์แล้วก็ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านให้ หาหนทางในอนาคต วันนี้ผมเห็นชอบแต่อยากให้ผลงานของท่านมานำเสนอต่อสภาคราวหน้า พวกเราทุกคนชื่นใจพร้อมกันกับสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ขอบคุณครับ