เก็จพิรุณ เกาะสุวรรณ์
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน นางสาวเก็จพิรุณ เกาะสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้รับอนุญาตจากท่านรองนายกรัฐมนตรี และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ให้ชี้แจงต่อประเด็นข้อซักถามต่าง ๆ ของท่านสมาชิก รัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ขออนุญาตเรียนชี้แจงดังนี้ค่ะ การเจรจาความตกลงระหว่างประเทศไทย กับประเทศเกาหลีและอีก ๔ ประเทศ รวมเป็น ๖ ประเทศ เป็นการเจรจาโดยอาศัยกรอบ หลักเกณฑ์และกฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลกในฐานะที่ทั้ง ๖ ประเทศเป็นสมาชิกขององค์การ การค้าโลก สืบเนื่องจากเมื่อการก่อตั้งองค์การการค้าโลกในปี ๒๕๓๘ ประเทศเกาหลีใต้ เป็นประเทศที่ปิดตลาดไม่นำเข้าข้าวจากประเทศใดในโลก แต่จากกฎเกณฑ์ของความตกลง สินค้าเกษตร ภายใต้องค์การการค้าโลกทำให้ประเทศเกาหลีต้องเปิดตลาดข้าวโดยในระยะ ๑๐ ปีแรก ประเทศเกาหลีเปิดให้นำเข้าข้าวปริมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าตัน อัตราภาษีในโควตาอยู่ที่ ๕ เปอร์เซ็นต์หรือว่าร้อยละ ๕ และไม่อนุญาตให้นำเข้าข้าวเกินกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ตัน ในช่วง ๑๐ ปี ปีที่ ๒ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ถึงปี ๒๕๕๗ ที่ประเทศเกาหลีที่จะขอต่ออายุในการเปิดตลาด นำเข้าข้าวในปริมาณที่จำกัด ประเทศไทยได้ร่วมกับประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่คือประเทศจีน สหรัฐอเมริกา แล้วก็ประเทศออสเตรเลียได้ขอให้ประเทศเกาหลีจัดสรรโควตารายประเทศ ให้กับประเทศไทย ซึ่งในช่วงที่จะนำเข้าข้าวในช่วงปี ๒๕๔๘ ถึงปี ๒๕๕๗ ประเทศเกาหลีใต้ ก็ได้ใช้ปริมาณนำเข้าข้าวที่ประเทศเกาหลีใต้นำเข้าจริงในช่วงปี ๒๕๔๔ ถึงปี ๒๕๔๖ ซึ่งเป็น ช่วงเวลา ๓ ปีล่าสุดก่อนที่จะมีการกำหนดโควตานำเข้าข้าวใหม่ ในช่วงปี ๒๕๔๘ ถึงปี ๒๕๕๗ ประเทศไทยได้รับโควตาข้าวจากการเจรจาตามประวัติการส่งออกไปที่ประเทศเกาหลีใต้ ที่แท้จริงอยู่ที่ ๒๙,๙๖๓ ดังนั้นจะขอเรียนท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติว่าภายใต้หลักเกณฑ์ ขององค์การการค้าโลกในการคำนวณปริมาณนำเข้าข้าว หรือปริมาณที่จะจัดสรรให้กับ ผู้ส่งออกจะต้องใช้ประวัติการนำเข้าข้าวที่แท้จริงเป็นตัวกำหนดเท่านั้น ซึ่งในช่วงเดียวกัน เมื่อครบปี ๒๕๕๗ ตามที่ท่านสมาชิกวุฒิสภา ท่านวิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ได้กรุณาให้ คำอธิบายก็คือว่า ประเทศไทยได้มีการคัดค้านที่ประเทศเกาหลีจะต่ออายุหรือว่าเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีข้าว ในการที่จะเปิดตลาดข้าวในปี ๒๕๕๘ โดยกำหนดโควตาข้าวเป็นการทั่วไปที่ ๔๐๘,๗๐๐ ตัน อัตราภาษีในโควตา ๕ เปอร์เซ็นต์ ส่วนอัตราภาษีข้าวนอกโควตาอยู่ที่ ๕๑๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ให้นำเข้าได้ไม่จำกัดจำนวน ในปี ๒๕๕๘ ประเทศเกาหลีใต้อ้างว่านี่เป็นการเปิดเสรีตลาด นำเข้าข้าวแล้วแต่ว่าคุณจะต้องส่งออกในอัตราภาษี ๕๑๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็เป็นไปตาม หลักเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก ประเทศไทยร่วมกับอีก ๔ ประเทศก็ได้ยื่นหนังสือคัดค้าน จึงนำมาสู่การเจรจาขอชดเชยซึ่งการชดเชยได้รับเป็นโควตานำเข้าข้าวรายประเทศ ซึ่งก็โดย หลักเกณฑ์องค์การการค้าโลกอีกเช่นกันที่จะต้องใช้ประวัติการนำเข้าข้าว ๓ ปีย้อนหลัง จึงเป็นผลให้โควตาที่ประเทศไทยได้จริง ๆ แล้วควรจะอยู่ที่ ๑๕,๗๑๐ ตัน จากการเจรจา ต่อรองด้วยยุทธวิธี กลยุทธ์ต่าง ๆ นานาก็ทำให้ประเทศไทยท้ายที่สุดได้รับโควตาอยู่ที่ ๒๘,๔๙๔ ตัน อันนี้ก็เป็นที่มา เหตุผลที่ท่านถามว่าหลักการการเจรจาทั้งหมดทำไมเรื่องนี้ ถึงนำมาสู่การพิจารณาของท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติล่าช้า ก็จะขอเรียนว่าเนื่องจาก ความตกลงฉบับนี้ไม่ได้เป็นความตกลง ๒ ฝ่ายหรือทวิภาคีที่ทำระหว่างประเทศไทยกับ ประเทศเกาหลีใต้เท่านั้น เมื่อประเทศไทยสามารถสรุปผลการเจรจากับประเทศเกาหลีใต้ ในประมาณกลางปี ๒๕๖๒ ประเทศเกาหลีใต้ต้องนำผลการเจรจาที่ตกลงกับประเทศไทยแล้ว ไปหารือกับอีก ๔ ประเทศที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน สหรัฐอเมริกา ประเทศเวียดนาม และประเทศออสเตรเลียให้เขายอมรับผลการเจรจาระหว่างประเทศเกาหลีใต้กับประเทศไทย ซึ่งประมาณวันที่ ๑๐ ตุลาคม เราได้รับแจ้งจากทางประเทศเกาหลีว่าอีก ๔ ประเทศเขาให้ การยอมรับตัวเลขที่ประเทศเกาหลีจะจัดสรรโควตาให้กับประเทศไทยที่ ๒๘,๔๙๔ ตัน ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยควรจะได้แค่ ๑๕,๗๑๐ ตันตั้งแต่เดือนตุลาคม ตามกระบวนการของการเสนอ เรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี กระทรวงพาณิชย์ได้สอบถามหน่วยงานทางด้าน กฎหมาย ๒ หน่วยงานคือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและกระทรวงการต่างประเทศ กรมสนธิสัญญาและกฎหมายว่าด้วยความตกลงระหว่างประเทศ สำหรับ ๖ ประเทศนี้เข้าข่าย จะต้องปฏิบัติตามมาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ เราก็ใช้เวลารอคำตอบระยะหนึ่ง ซึ่งคำตอบที่ได้จากทั้ง ๒ หน่วยงานก็มาในช่วงปลายเดือนตุลาคม จึงเป็นเหตุที่ทั้ง ๒ หน่วยงาน มีความเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะเสนอตามมาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญในช่วงเดือนพฤศจิกายน เมื่อได้คำตอบแล้วกระทรวงพาณิชย์โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้เปิดรับฟัง ความคิดเห็น เนื่องจากว่าการค้าขายข้าวผู้ที่จะทำการส่งออกข้าวได้ก็ต้องเป็นสมาชิก ต้องมีการจดทะเบียนเป็นผู้ส่งออกข้าวเท่านั้น ทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้มี หนังสือไปถึงสมาคมผู้ส่งออกข้าวและผู้ค้าข้าวเกี่ยวกับร่างความตกลงนี้ และขอรับทราบ ความเห็น และขอความกรุณาให้ทางสมาคมได้แจ้งกับสมาชิกทั้งหมดว่ามีความเห็นประการใด กับข้อตกลงนี้หรือไม่ นอกจากนี้ในเวลาเดียวกันในช่วงเดือนพฤศจิกายนกรมเจรจาการค้า ระหว่างประเทศได้เผยแพร่ร่างความตกลงนี้พร้อมสรุปสั้น ๆ ขึ้นไปบนเว็บไซต์ (Website) ว่าได้มีการจัดทำความตกลงลักษณะนี้เพื่อให้ประเทศไทยจากในช่วงปี ๒๕๕๘ ถึงปี ๒๕๖๑ ที่ประเทศไทยไม่มีโควตาเฉพาะรายประเทศ การส่งออกจากประเทศไทยไปประเทศเกาหลี มียอดส่งออกที่ต่ำมากตามที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ นำเรียนท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติแล้วนะคะ คือในปี ๒๕๕๘ ประเทศไทยส่งออกข้าวไป ที่ประเทศเกาหลีได้เพียง ๖,๑๓๐ ตัน ปี ๒๕๕๙ ๑๔,๐๐๐ ตัน ปี ๒๕๖๐ ๒๗,๐๐๐ ตัน และปี ๒๕๖๑ ประมาณ ๒๐,๐๑๕ ตัน ท่านจะเห็นได้ว่าจากสถิติของการส่งออกข้าวไป ที่ประเทศเกาหลีใต้หากว่าประเทศไทยไม่ได้รับโควตาข้าวเฉพาะรายประเทศก็เป็นเรื่องยาก ที่ประเทศไทยจะแข่งขันกับประเทศที่เป็นผู้ส่งออกข้าวที่มีประสิทธิภาพอย่างประเทศเวียดนาม ที่สามารถผลิตข้าวได้ทั้งเมล็ดยาว เมล็ดสั้น และเมล็ดกลาง เพราะฉะนั้นการที่จะได้โควตา ข้าวรายประเทศสำหรับประเทศไทยจึงมีความจำเป็นมาก ในฐานะผู้เจรจาที่ตระหนักดี ถึงความสำคัญของสินค้าข้าวต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั้งประเทศและข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่สำคัญที่ทุกรัฐบาลให้ความสำคัญเพราะถือว่าชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ ฉะนั้น ทีมเจรจาจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษว่าทำอย่างไรก็ได้จะต้องได้โควตาข้าวมากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ ก็จึงนำมาสู่การที่ได้โควตา ๒๘,๔๙๔ ตัน ในส่วนของการนำเสนอ คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ หรือว่า กนศ. โดยที่เรื่องนี้เป็นเรื่องการเจรจาระดับเทคนิคตามมาตรา ๑๓ ของความตกลงเกษตรภายใต้ องค์การการค้าโลก จึงมิใช่เรื่องนโยบายที่คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จะพิจารณา เพราะฉะนั้นก็เลยเป็นการเจรจาในเชิงเทคนิค ในเรื่องนี้ถามว่าได้มีกลยุทธ์ มียุทธศาสตร์ในการเจรจาหรือไม่ ทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้หารืออย่างใกล้ชิด กับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในสมัยนั้นตลอดช่วงของการเจรจา และได้มีการ รายงานความคืบหน้าเป็นระยะ ๆ เมื่อมีความคืบหน้าของการเจรจา เพราะฉะนั้นก็จะเรียน ท่านว่าเหตุผลที่เราไม่ได้เสนอเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศ เนื่องจากว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องนโยบาย เป็นเรื่องการที่จะต้องปกป้องผลประโยชน์ ของประเทศชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ ส่วนในข้อชี้แจงที่ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ถามว่าทำไมถึงได้เร่งรัดเสนอเรื่องนี้เข้ามาสู่การพิจารณาของรัฐสภา ดิฉันได้เรียนให้ทราบ เงื่อนเวลาที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้ว เพราะฉะนั้นร่างความตกลงฉบับนี้เมื่อผ่านการรับฟังความคิดเห็น ของทางสมาคมข้าวแล้วนะคะ แล้วก็เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ (Website) ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศแล้วในต้นเดือนธันวาคม เราจึงได้ตัดสินใจนำเสนอร่าง ความตกลงนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีท่านได้กรุณาให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ และร่างความตกลงฉบับนี้ได้มาอยู่ต่อหน้าท่านสมาชิกรัฐสภา ผู้ทรงเกียรติทั้งหมดแล้ว เพื่อขอให้ท่านกรุณาพิจารณาให้ความเห็นชอบนะคะ
ที่ท่านสอบถามว่าในส่วนของประเทศเกาหลีใต้ถือว่าเป็นตลาดข้าวที่สำคัญ สำหรับประเทศไทยหรือไม่ ก็จะขอเรียนว่าถ้าในภาพรวมการส่งออกข้าวประเทศเกาหลีใต้ เป็นประเทศตลาดส่งออกข้าวลำดับที่ ๕๑ ของประเทศไทย ข้าวส่วนใหญ่ของประเทศไทย ถ้าเป็นข้าวนึ่งจะส่งออกไปที่สาธารณรัฐเบนิน ถ้าเป็นข้าวขาวจะส่งออกไปที่สหรัฐอเมริกา ประเทศจีน และประเทศฟิลิปปินส์ ถ้าเกิดว่าเป็นข้าวกล้องตลาดที่สำคัญของประเทศไทย จะอยู่ที่สหภาพยุโรป เช่น สหราชอาณาจักรหรือว่าประเทศอังกฤษ ประเทศเบลเยียม ประเทศเนเธอร์แลนด์ และประเทศเกาหลีใต้ ก็จะขอเรียนให้ท่านทราบเท่านี้ค่ะ