เกียรติ สิทธีอมร ตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการเจรจาความตกลงระหว่างประเทศที่ขาดความโปร่งใสและไม่ผ่านกลไกการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ชี้แจงความจำเป็นและทบทวนกลไกการรับฟังความคิดเห็นให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้การเจรจาข้อตกลงสำคัญต้องมีการพิจารณาอย่างเปิดเผยและให้เวลาเพียงพอแก่สภาในการตรวจสอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
เรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ต้องขออนุญาตเล่าให้ฟังก่อนว่าจริง ๆ วันนี้ไม่ได้ตั้งใจจะมาอภิปราย แต่เมื่อเช้าพอมันมีวาระที่เป็นที่ทราบของเอกชนหลายรายโทรศัพท์มาหาผมเขาถามผมว่าทราบ หรือเปล่าว่ามีวาระนี้เข้าสภา แล้วท่าทีเราคืออะไรในเรื่องนี้ อันนั้นคือจุดเริ่มต้นของความกังวล ก็เลยเริ่มเข้าไปดูในรายละเอียดครับ ผมตระหนักดีว่าการเจรจาระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นเรื่องยากมีความสลับซับซ้อน ในฐานะอดีตประธานผู้แทนการค้าซึ่งเคยทำหน้าที่เจรจา ทราบดีครับ และเชื่อว่าทุกฝ่ายพยายามทำดีที่สุด แล้วถึงนำมาสู่จุดนี้ แต่ผมก็ต้องตั้งคำถาม อย่างนี้ว่าเมื่อก่อนนี้กรณีที่มีการเจรจาความตกลงระหว่างประเทศ กระบวนการปกติคือ ต้องไปผ่านคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กนศ. แล้ว กนศ. เป็นคนกำหนด ยุทธศาสตร์ว่าจะเจรจาอย่างไร วิธีการเป็นอย่างไร เป้าหมายของการเจรจาเป็นอย่างไร แล้วก็จะ มีการกำกับดูแลช่วยเหลือสนับสนุนกระบวนการเจรจาต่อเนื่องกันไม่ว่าผู้เจรจานั้นจะเป็น กระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงการต่างประเทศ หรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือกระทรวงอื่น ๆ ทีนี้พอผมมาไล่ดูเอกสารฉบับนี้ ก็ทราบดีนะครับ มันเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน คือก่อนหน้านี้ไม่ได้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็คงจะมีกระบวนการอีกแบบหนึ่ง แต่ผม ทราบว่าจริง ๆ กนศ. ก็มีครับ มีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่เผอิญกำลังจะมีการเลือกตั้ง และมีการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นมาก็เลยมีการเลื่อนประชุมออกไป แล้วผมก็ทราบมาว่าเรื่องนี้ ยังไม่ได้เข้า กนศ. เลย แน่นอนที่สุดเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่รับผิดชอบไปเจรจาก็คงพยายาม ทำเต็มที่ทำสุดความสามารถ ผมเชื่อว่าเจ้าหน้าที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศทุกคน ปกป้องผลประโยชน์ประเทศไทย แต่คำถามที่สภาแห่งนี้สมควรจะได้รับคำตอบก็คือว่าสิ่งที่ เสนอต่อหน้าเรานี่มันดีที่สุดแล้วหรือยัง อะไรคือหลักประกันว่าสิ่งนี้เหมาะสมแล้ว ผมว่า เพื่อความเป็นธรรมของทุกฝ่าย ไม่มีประเด็นทางการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น อะไรคือคำตอบที่ว่า พยายามทุกวิถีทางแล้ว แล้วนี่ล่ะครับข้อเสนอที่ดีที่สุด
ทีนี้ข้อกังวลของผมหลังจากที่ได้มีโอกาสคุยกับผู้ประกอบการบางกลุ่ม บางราย เขาไม่ทราบจริง ๆ ท่านประธานเขาไม่ทราบว่ามีเรื่องนี้ ผมก็เลยเข้าไปไล่ดูว่ามันมีกระบวนการ รับฟังความคิดเห็นหรือไม่ ก็พบว่ามีครับ เขียนไว้ในรายงานฉบับนี้แต่เป็นการทำฟังความคิดเห็น ผ่านเว็บไซต์ (Website) ในช่วงเวลาเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผมก็เลยติดต่อไปที่กรมเจรจา การค้าระหว่างประเทศ ผมก็ทำการบ้านก็โทรศัพท์ไป มันมีกี่คนที่ตอบ ที่เข้าไปดูและกลุ่มคน เหล่านั้นเป็นใครบ้าง คือกระบวนการตรงนี้ผมคิดว่าเราคงต้องทบทวนและทำให้มันดีขึ้น ผมเชื่อว่าพยายามนะครับ แต่ในข้อมูลมีผู้เปิดอ่านในเว็บไซต์ (Website) ๗๐๐ กว่าคน มีคน แสดงความเห็น ๑๙ คนเท่านั้นเอง นี่คือข้อมูลของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่ผมเพิ่ง ได้รับ ก็ต้องถามคำถามว่ากระบวนการของเราเช่นนี้มันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ หรือเปล่า ครบถ้วนหรือไม่ กลุ่มผู้มีผลประโยชน์ได้เสียได้รับข้อมูลสมบูรณ์ถูกต้องหรือไม่ อันนี้ก็เป็นข้อสังเกตท่านประธานครับ ผมคิดว่ามันจะมีกรณีเช่นนี้อีกหลายความตกลง คำถาม ผมก็มีง่าย ๆ เลยว่าจากนี้ไปการเจรจาข้อตกลงเช่นนี้จะต้องผ่าน กนศ. หรือไม่ ถ้าต้องผ่าน กนศ. จะมีรายงานหรือมีสรุปรายงานการประชุมของยุทธศาสตร์ของการเจรจาและวิธีการ ในการเจรจาและเป้าหมายของการเจรจาให้ทางสภารับทราบด้วยไหม ผมว่ามันเป็นประโยชน์ ในอดีตผมก็นั่งอยู่ใน กนศ. นี่ครับ แล้วก็มีการกำหนดยุทธศาสตร์และมีการช่วยในการเจรจา ให้ได้สัมฤทธิ์ผลมากกว่าที่จะให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของบางกรมหรือของบางกระทรวง เท่านั้น ตรงนี้เป็นคำถามว่าจากนี้ไปข้อตกลงลักษณะเช่นนี้ผมคิดว่าจะต้องไปกระบวนการ ปกติแล้วก็คือต้องไปผ่าน กนศ. จะเป็นอย่างนั้นหรือไม่
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าผมเห็นด้วยว่าเราต้องทำตามดับเบิลยูทีโอ (WTO) แต่ว่า ในขณะเดียวกันดับเบิลยูทีโอ (WTO) ก็มีหลักอยู่อันหนึ่งก็คือภาษาอังกฤษเขาใช้คำยูนานิมิตี (Unanimity) หรือฉันทามติ คนคนเดียวล้มกระดานก็ล้มได้ครับ จริง ๆ เราใช้ประโยชน์จาก การล้มกระดาน ผมไม่ได้แนะให้เราเป็นเด็กเกเรแต่เราเป็นเด็กดีเกินไปปฏิบัติตามแล้ว เสียประโยชน์ประเทศมันก็ไม่ดีเหมือนกัน เพราะขณะนี้ทราบกันดีว่าหลายประเทศในโลกนี้ ไม่ได้ทำตามดับเบิลยูทีโอ (WTO) เกเรขึ้นมาแต่ฉกฉวยได้ประโยชน์จากกระบวนการเหล่านี้ ผมก็ต้องตั้งคำถามว่าจริง ๆ แล้วเรามีหลายเครื่องมือไม่ใช่เฉพาะที่ดับเบิลยูทีโอ (WTO) เรามี เอฟทีเอ (FTA) โดยตรงกับสาธารณรัฐเกาหลีด้วย ผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มวิสัยทัศน์เอเชีย ตะวันออกเป็นคนกำหนดยุทธศาสตร์การเจรจากับประเทศเกาหลีกับประเทศญี่ปุ่นกับประเทศจีน ในขณะนั้น เรามีความสัมพันธ์พิเศษอยู่แล้วเราใช้เครื่องมือตรงนี้หรือเปล่า ผมจึงต้องตั้งคำถาม อย่างนี้เพื่อให้เราได้ข้อตกลงที่ดีที่สุด ปฏิเสธไม่ได้ครับ ท่านประธานปฏิเสธไม่ได้เลยประเทศ ออสเตรเลียได้เพิ่มขึ้น ประเทศจีนได้เพิ่มขึ้น สหรัฐอเมริกาได้เพิ่มขึ้น ประเทศไทยได้ลดลง นิดหน่อยในแง่ของตัวเลขเทียบกับโควตาเดิม ประเทศเวียดนามเดิมไม่มีโควตาได้มาทีเดียว ๕๐,๐๐๐ เลย ตรงนี้ผมทราบว่าท่านพยายามดีแต่ท่านต้องอธิบายให้ได้ว่าทำไม ทำไมมันดีแล้ว ทำไมสภาแห่งนี้ควรจะอนุมัติข้อตกลงนี้ในตัวเลขลักษณะเช่นนี้ อันนี้เข้าใจยากเหมือนกัน ด้วยเหตุนี้เองผมมีคำถามต่อไปว่าถ้าวันนี้คือหลายประเทศผมอยากเรียนท่านอย่างนี้ในการ เจรจาระหว่างประเทศหลายประเทศใช้สภาเป็นเครื่องมือในการเจรจา หลายประเทศเดินหน้า เลยไปบอกคู่เจรจาบอกสภาไม่อนุมัติขอเจรจาใหม่ก็มี ผมไม่ได้บอกว่าเราต้องทำอย่างนั้นนะครับ ผมกำลังตั้งคำถามว่าวันนี้ถ้าเราไม่เห็นชอบตรงนี้เรายังมีช่องทางอื่นใดหรือไม่ที่จะปรับปรุง ข้อตกลงนี้ให้ดีขึ้น คำถามนี้คือยุทธศาสตร์การเจรจาแล้วนะครับ มีหรือไม่ ถ้าไม่มีท่านช่วย อธิบายว่าไม่มีแล้วลองหมดแล้ว แต่ผมก็ยังเชื่อว่ามันยังมี น่าจะยังมีอีกหลายประตูที่จะสามารถ จะปรับปรุงตรงนี้ได้ ผมอาจจะผิดก็ได้นะครับ แต่ผมเชื่อว่ามันน่าจะปรับได้บ้าง ขอความชัดเจน ตรงนี้ว่าสถานะเราอยู่ตรงไหนแล้วผมก็เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกบางท่านที่บอกว่าเวลาที่ท่าน ให้สภาแค่วันเดียวมันไม่พอหรอกเรื่องสำคัญ ควรจะให้ล่วงหน้าก่อนนาน ๆ ให้มีโอกาสได้ศึกษา ในรายละเอียดและมีโอกาสให้สภาเองช่วยในเรื่องการเจรจาในบางเรื่อง หลายประเทศใช้ สมาชิกสภา หลายกรรมาธิการช่วยเจรจาและเป็นผลบวกกับการเจรจาต่อรองระหว่างประเทศ ผมก็อยากตั้งคำถามสั้น ๆ เหล่านี้ว่าจากนี้ไป กนศ. มีหรือไม่ กนศ. กำหนดยุทธศาสตร์ใช่หรือไม่ จะมีรายงานของ กนศ. มาให้สภาด้วยใช่หรือไม่ ข้อตกลงระหว่างประเทศ อันที่ ๒ ก็คือ ณ วันนี้ สามารถที่จะปรับปรุงได้หรือไม่ อะไรคือหลักประกันว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดขอ ๒-๓ คำถามนี้ล่ะครับ ขอบคุณครับ