จิราพร วิจารณ์เจรจาข้าวเสียเปรียบ ชี้โควตาไม่เป็นธรรม-ขาดโปร่งใส

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๒

จิราพร สินธุไพร วิพากษ์การเจรจาความตกลงการส่งออกข้าวที่รัฐบาลยอมรับโควตาที่ไม่เป็นธรรม ทำให้ไทยได้สัดส่วนน้อยกว่าประเทศคู่แข่ง ทั้งที่มีข้อมูลและศักยภาพเพียงพอ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการจัดสรรโควตานำเข้าข้าวจากเกาหลีที่อาจไม่โปร่งใส และการเร่งพิจารณาความตกลงในช่วงเวลาสุดท้ายโดยขาดการมีส่วนร่วมของรัฐสภา จึงเรียกร้องให้เปิดกระบวนการพิจารณาแต่เนิ่นๆ เพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน

นางสาวจิราพร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร้อยเอ็ด

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวจิราพร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นดิฉันต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาส ดิฉันได้อภิปรายแสดงความเห็นต่อร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐเกาหลี ราชอาณาจักรไทย สหรัฐอเมริกา และสาธารณรัฐ สังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งนำเสนอโดยคณะรัฐมนตรี ท่านประธานที่เคารพคะ เป็นที่ทราบกันดี ว่าตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยถูกประเทศคู่แข่งในตลาดส่งออกข้าว แย่งส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมารัฐบาลประชาสัมพันธ์ว่ากำลังเจรจาหาตลาดส่งออก เพิ่มเติม ในขณะที่ตลาดส่งออกเดิมอย่างประเทศเกาหลีใต้กำลังกำหนดโควตานำเข้าข้าวให้ใหม่ ผ่านความตกลงฉบับนี้ ซึ่งดิฉันมีข้อสังเกตว่าการเจรจาจัดทำความตกลงระหว่างประเทศฉบับนี้ ของรัฐบาลทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบคู่แข่งอื่น ๆ ในตลาดส่งออกข้าว จากคำแถลงต่อรัฐสภา ของท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะเห็นว่าประเทศไทยได้โควตา การส่งออกข้าวน้อยกว่าประเทศคู่แข่งคนสำคัญคือประเทศจีน สหรัฐอเมริกา และประเทศ เวียดนาม ประเทศจีนได้รับการจัดสรรโควตาที่ ๑๕๗,๑๙๕ ตัน สหรัฐอเมริกาได้รับการจัดสรร ที่ ๑๓๒,๓๐๔ ตัน ประเทศเวียดนามได้รับโควตาที่ ๕๕,๑๑๒ ตัน ในขณะที่ไทยได้รับการจัดสรร โควตาที่ ๒๘,๔๙๔ ตัน ซึ่งน้อยกว่าประเทศเวียดนามที่เป็นประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) เหมือนกันกับประเทศไทยถึง ๒ เท่าตัว และน้อยกว่าประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ๑๐ เท่าตัว สรุปคือ ๓ ประเทศนี้ได้รับการจัดสรรโควตามากกว่าประเทศไทยทั้งหมด ในขณะที่ ประเทศออสเตรเลียแม้ว่าจะได้รับการจัดสรรโควตาน้อยกว่าประเทศไทยคือได้รับจำนวน ๑๕,๕๙๕ ตัน แต่พบว่าเป็นการได้รับการจัดสรรโควตาในปริมาณที่เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยได้ เพียง ๙,๐๓๐ ตัน และมีสัดส่วนที่ดีเมื่อเทียบกับผลผลิตของประเทศ ในขณะที่ประเทศไทย นอกจากจะได้โควตาน้อยกว่าอีก ๓ ประเทศแล้ว เรายังได้รับการจัดสรรโควตาลดลงตามที่ ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไป ท่านประธานที่เคารพคะ ถึงแม้ว่าท่านรองนายกรัฐมนตรี จะบอกว่านอกจากโควตาที่ประเทศไทยได้รับการจัดสรรในรายประเทศแล้วยังมีโควตารวม ที่นอกเหนือจากนั้นเพิ่มเติมอีกคือจำนวน ๒๐,๐๐๐ ตัน แต่นั่นไม่ได้ทำให้ประเทศไทยได้เปรียบ ประเทศอื่น ๆ เพราะประเทศจีน สหรัฐอเมริกา ประเทศเวียดนาม ประเทศออสเตรเลีย และ ประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลกหรือดับเบิลยูทีโอ (WTO) ต่างก็สามารถใช้โควตานี้ได้ทั้งหมด ดังนั้นการจัดทำร่างความตกลงฉบับนี้จึงอาจถือเป็นการเจรจาที่ล้มเหลวของรัฐบาล ท่านประธาน ที่เคารพคะ แม้ว่าปัจจุบันไทยจะเป็นผู้ส่งออกข้าวลำดับ ๒ ของโลกรองจากประเทศอินเดีย แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาก็เป็นประเทศผู้ส่งออกลำดับต้น ๆ ติดลำดับ ประเทศผู้ส่งออกข่าว ๕ อันดับแรกของโลก แล้วประเทศเวียดนามขณะนี้กำลังกลายเป็นคู่แข่ง คนสำคัญของประเทศไทย ยิ่งไปกว่านั้นถ้ามาดูถึงคุณภาพของข้าวจะเห็นว่าข้าวหอมมะลิไทย ได้เคยเสียแชมป์ (Champ) ให้ข้าวประเทศกัมพูชาเมื่อปี ๒๕๖๑ และล่าสุดในปีนี้ ปี ๒๕๖๒ ข้าวหอมมะลิไทยก็ได้เสียแชมป์ (Champ) ให้กับข้าวของประเทศเวียดนามในการประกวด ข้าวโลกที่ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมาเราแทบไม่มีการพัฒนาพันธุ์ข้าวเลย ในขณะที่ประเทศเวียดนามมีการพัฒนาพันธุ์ข้าวอย่างต่อเนื่อง แล้วรัฐบาลเองก็มีนโยบาย ๓ เพิ่ม ๓ ลด ที่มุ่งเน้นไปที่การลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพจนทำให้ได้กำไรส่วนต่างที่เพิ่มมากขึ้น ดิฉันจึงค่อนข้างจะกังวลว่าศักยภาพของประเทศไทยในการส่งออกข้าวในอนาคตจะเป็นอย่างไร ทั้งในแง่ของคุณภาพและปริมาณ ซึ่งการเจรจาจะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้ปริมาณ การส่งออกข้าวเพิ่มขึ้นได้ ท่านประธานที่เคารพ จากข้อมูลที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ชี้แจง โควตาที่ประเทศไทยได้รับการจัดสรรจากประเทศเกาหลีนั้นได้ระบุว่าประเทศไทย ได้รับการจัดสรรโควตาโดยคำนวณจากปริมาณการนำเข้าข้าวจากประเทศคู่ค้าเฉลี่ย ๓ ปี ย้อนหลังคือปี ๒๕๕๘ ถึงปี ๒๕๖๐ ข้อสังเกตของดิฉันคือทำไมประเทศไทยจึงยอมรับวิธีการ คำนวณนี้แต่แรก เพราะรัฐบาลต้องมีสถิติการส่งออกข้าวไปยังประเทศเกาหลีสะสมเก็บไว้ อยู่แล้ว รัฐบาลต้องทราบแต่แรกว่าถ้าใช้วิธีนี้ในการกำหนดปริมาณโควตาประเทศไทยจะได้รับ การจัดสรรโควตาน้อยและเสียเปรียบประเทศอื่นอย่างแน่นอน การรับวิธีการคำนวณนี้จึงเป็น การยอมรับให้ประเทศไทยเสียเปรียบแต่แรก ดังนั้นการพิจารณาของรัฐสภาแห่งนี้จึงแทบ ไม่มีความหมายเลย

ประการที่ ๒ ดิฉันมีข้อสังเกตว่าวิธีการคำนวณดังกล่าวอาจเป็นเพียงแค่ข้ออ้าง ที่ใช้เพื่ออธิบายความว่าประเทศไทยได้รับโควตาน้อยกว่าประเทศอื่น ท่านประธานที่เคารพคะ ถ้าเราดูในรายละเอียดจะเห็นว่าถ้าการจัดสรรโควตาของประเทศเกาหลีเป็นไปตามวิธีการคำนวณ จากปริมาณการนำเข้าข้าวจากประเทศคู่ค้าเฉลี่ย ๓ ปีย้อนหลัง เราจะเห็นว่าประเทศไทย ต้องได้รับการจัดสรรโควตานำเข้าเพียง ๑๐,๐๐๐ กว่าตัน ตามที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจง แต่ทางรัฐบาลก็ได้บอกว่าได้มีการไปขอเจรจาเพิ่มเติมจนสุดท้ายประเทศไทยได้รับการจัดสรร โควตาเพิ่มขึ้นเป็น ๒๘,๔๙๔ ตัน แสดงว่าแท้จริงแล้วโควตาที่ประเทศเกาหลีได้จัดสรรให้ ประเทศไทยไม่ได้เกิดจากการคำนวณตามวิธีการดังกล่าว ดิฉันไม่ได้บอกว่าที่ประเทศไทย ได้เพิ่มไม่ดี การที่เราได้โควตา ๒๘,๐๐๐ กว่าตัน ย่อมดีกว่า ๑๐,๐๐๐ กว่าตันแน่นอน แต่ดิฉันกำลังชี้ให้เห็นว่าวิธีการคำนวณดังกล่าวอาจเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อใช้อธิบายความว่า ทำไมประเทศไทยถึงได้รับโควตาน้อยกว่าประเทศอื่นหรือไม่ อย่างไร เพราะจริง ๆ แล้ว ประเทศไทยสามารถใช้การเจรจาเพื่อขอให้รัฐบาลเกาหลีใช้วิธีอื่น ๆ ในการจัดสรรโควตา ซึ่งประเทศไทยอาจจะได้รับมากกว่านี้ก็ได้และไม่เสียเปรียบประเทศอื่น ท่านประธานที่เคารพคะ การถูกจำกัดด้วยโควตาที่น้อยกว่าประเทศคู่แข่งคนสำคัญ หมายความว่าถ้าในอนาคตประเทศไทย มีศักยภาพที่จะส่งออกข้าวไปประเทศเกาหลีใต้เพิ่มมากกว่านี้เราก็ไม่สามารถส่งออกไปได้ มากกว่า ๒๘,๔๙๔ ตัน หรือถ้าจะใช้โควตารวมก็ต้องไปแข่งขันกับประเทศอื่นอีกหลายประเทศ ที่สำคัญถ้าอ้างว่าประเทศไทยได้รับการจัดสรรโควตาน้อย เพราะที่ผ่านมาสถิติย้อนหลัง ๓ ปี ประเทศไทยส่งออกข้าวไปประเทศเกาหลีน้อยก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว ทำให้การส่งออกข้าวของประเทศไทยตกต่ำอย่างต่อเนื่อง

ท่านประธานที่เคารพคะ ข้อสังเกตข้อสุดท้ายแล้วเป็นข้อสังเกตที่สำคัญค่ะ จากการตรวจสอบข้อมูลทราบว่าความตกลงฉบับนี้เจรจาเสร็จตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา แต่เพิ่งมีการนำเข้ารัฐสภาเพื่อให้พิจารณาในวินาทีสุดท้าย ในเอกสารระบุว่าความตกลงฉบับนี้ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๓ คือปีหน้าอีกไม่กี่วันแต่เพิ่งมีการผ่านการพิจารณา ของคณะรัฐมนตรีในวันที่ ๑๑ ธันวาคมที่ผ่านมา แล้วเพิ่งให้รัฐสภาแห่งนี้พิจารณาในวันนี้คือ วันที่ ๒๔ ธันวาคม ซึ่งเป็นอาทิตย์สุดท้ายของปีนี้ เท่ากับว่านี่เป็นการเสนอต่อรัฐสภาในวินาที สุดท้าย หากเลยอาทิตย์นี้ไปกระบวนการทั้งหมดก็จะไม่ทันให้ความตกลงนี้สามารถมีผล ใช้บังคับได้ การเร่งรัดให้รัฐสภาพิจารณาภายในสัปดาห์นี้จึงแทบจะเป็นการมัดมือชกให้ สมาชิกรัฐสภาต้องรับร่างความตกลงฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพ กระบวนการเร่งรัดตัดตอน ในลักษณะนี้ทำให้ดิฉันสงสัยว่ารัฐบาลได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ อย่างถูกต้อง โปร่งใสหรือไม่ ที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องชาวนากลุ่มเกษตรกร กลุ่มพ่อค้าแม่ขาย กลุ่มผู้ส่งออกต่าง ๆ อย่างทั่วถึงหรือยัง ดิฉันเน้นคำว่า อย่างทั่วถึง เพราะหลังจากที่ได้สอบถามผู้ส่งออกบางรายยังไม่ทราบว่า มีความตกลงฉบับนี้เกิดขึ้น จากที่ระบุในเอกสารได้บอกว่ามีการเผยแพร่ความตกลงนี้ผ่านทาง เว็บไซต์ (Website) ซึ่งการเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ (Website) หน่วยงานเพียงอย่างเดียว และมีประชาชนรับรู้ข้อมูลเพียงไม่กี่ร้อยคน อาจจะไม่ได้สะท้อนถึงความจริงใจของรัฐบาล ในการที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำความตกลงระหว่างประเทศอย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพ ถ้าเราดูในรายละเอียดของร่างความตกลงฉบับนี้จะเห็นว่าเป็นการลงนาม ในเอกสารชิ้นเดียวกันของทั้ง ๕ ประเทศ ซึ่งมีประเทศเกาหลีใต้ร่วมลงนามด้วย ดังนั้น ถ้ารัฐสภาแห่งนี้ให้ความเห็นชอบความตกลงฉบับนี้ก็เท่ากับว่ารัฐสภาไทยไม่ใช่แค่ต้องยอมรับ ให้ประเทศไทยได้รับการจัดสรรโควตาที่ ๒๘,๔๙๔ ตันเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการยอมรับให้ ประเทศอื่น ๆ ได้รับการจัดสรรโควตามากกว่าประเทศไทยด้วย การเสนอร่างความตกลง ต่อรัฐสภาแบบรวบรัดเวลาแบบนี้เป็นการทำประหนึ่งว่าความตกลงฉบับนี้ไม่มีความสำคัญ ทำประหนึ่งว่าการเสนอร่างความตกลงฉบับนี้ต่อรัฐสภาเป็นเพียงแค่พิธีกรรม ย่อมไม่น่าใช่ บรรทัดฐานที่ดีในการที่จะพิจารณาความตกลงระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อน แล้วก็ กระทบกับพี่น้องประชาชนและประเทศชาติในวงกว้าง รัฐสภาแทบไม่มีโอกาสในการขอให้ ร่างความตกลงฉบับนี้กลับไปแก้ไขเพิ่มเติมได้ก่อนที่จะลงนาม เพราะ ๑. ประเทศไทยได้รับ วิธีการ หลักการในการคำนวณโควตาไปแล้วตั้งแต่แรก และ ๒. หลังจากวันนี้เหลือเพียงเวลา แค่ ๑ อาทิตย์ก่อนที่จะถึงวันที่ร่างความตกลงมีผลใช้บังคับ จึงเท่ากับว่าเป็นการบังคับให้ รัฐสภาแห่งนี้ต้องเห็นชอบความตกลงนี้ไปโดยปริยาย ท่านประธานที่เคารพคะ การพิจารณา ร่างความตกลงระหว่างประเทศฉบับนี้ไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีรัฐบาล มีแค่ฝ่ายที่ยึดผลประโยชน์ ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก รัฐสภาแห่งนี้ต้องยึดประโยชน์ของส่วนรวมไม่ใช่ ประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดังนั้นการเร่งรัดเสนอแบบนี้จึงทำให้รัฐสภาแทบไม่มีเวลา ศึกษาและไม่มีโอกาสที่จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษารายละเอียดในเชิงลึกได้ การให้ระยะเวลากำหนดพิจารณาที่น้อยแบบนี้ทำให้ไม่สามารถพิจารณาอย่างรอบคอบถี่ถ้วน เราจึงไม่อาจทราบได้ว่าการที่จะให้ร่างความตกลงฉบับนี้ผ่านอาจจะเป็นการซ้ำเติมพี่น้อง ชาวนาไทยในอนาคตหรือไม่ อย่างไร ดังนั้นต่อไปนี้ดิฉันขอให้เสนอร่างความตกลงระหว่าง ประเทศในลักษณะนี้ให้รัฐสภาพิจารณาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อที่จะได้มีเวลาในการศึกษาอย่างเต็มที่ เพราะความตกลงระหว่างประเทศเป็นสัญญาที่สำคัญ ผูกพันแล้วก็กระทบต่อประโยชน์ ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม ขอบคุณค่ะ