จุรินทร์ แจงข้อตกลงการค้าข้าวไทย-เกาหลี ขอรัฐสภารับรอง

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๒

จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ ชี้แจงร่างความตกลงการค้าข้าวระหว่างไทยกับเกาหลีที่เกี่ยวข้องกับการได้รับโควตาพิเศษปีละ 28,494 ตัน และสิทธิส่งออกเพิ่มเติม 20,000 ตันภายใต้อัตราภาษี 5% เพื่อแลกกับการถอนคำคัดค้านการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีข้าวในกรอบองค์การการค้าโลก พร้อมขอความเห็นชอบจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 178 เนื่องจากเป็นข้อตกลงที่มีผลต่อการเปิดเสรีการค้า

นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์

เรื่องนี้ผมขออนุญาตทำหน้าที่แทนคณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอร่างความตกลงระหว่าง รัฐบาลแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐเกาหลี ราชอาณาจักรไทย สหรัฐอเมริกา และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ความจริงเรื่องนี้ก็คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ข้อตกลงเรื่องโควตาข้าวที่รัฐบาลเกาหลีได้จัดให้กับ ๕ ประเทศ เป็นรายประเทศ ๕ ประเทศ ที่ว่าก็ประกอบด้วย ประเทศออสเตรเลีย ประเทศจีน ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศเวียดนาม แล้วก็ประเทศไทย จัดโควตาข้าวให้เพื่อแลกกับการที่จะให้ ๕ ประเทศ ที่ผมเอ่ยนามเมื่อสักครู่ ได้ถอนคำคัดค้านจากการที่ประเทศเกาหลีเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีข้าวของประเทศเกาหลี ในดับเบิลยูทีโอ (WTO) หรือองค์การการค้าโลก ซึ่งความเป็นมาของเรื่องนี้ก็คือว่า

ประการที่ ๑ ในปี ๒๕๓๘ ถึงปี ๒๕๔๗ เป็นเวลา ๑๐ ปี เกาหลีได้ให้โควตาข้าว กับสมาชิกองค์การการค้าโลก จำนวน ๑๖๓ ประเทศ เป็นจำนวน ๒๐๕,๒๒๘ ตันต่อปี โดยคิด อัตราภาษีนำเข้าร้อยละ ๕ และต่อมาในปี ๒๕๔๘ ถึงปี ๒๕๕๗ อีกเป็นเวลา ๑๐ ปี ประเทศเกาหลี ได้เพิ่มโควตาข้าวให้สมาชิกดับเบิลยูทีโอ (WTO) เป็น ๔๐๘,๗๐๐ ตันต่อปี โดยคิดอัตราภาษี นำเข้าร้อยละ ๕ เช่นเดียวกัน ต่อมาเมื่อหมดปี ๒๕๔๘ ถึงปี ๒๕๕๗ พอมาปี ๒๕๕๘ปรากฏว่า ประเทศเกาหลีได้เปลี่ยนแปลงปรับปรุงเรื่องของการให้โควตาข้าวนำเข้าจากประเทศต่าง ๆ นั้น กำหนดโควตาไว้เท่าเดิมคือปีละ ๔๐๘,๗๐๐ ตันต่อปี แล้วคิดอัตราภาษีร้อยละ ๕ เหมือนเดิม ประเด็นใหม่ที่เกิดขึ้นก็คือ การกำหนดนำเข้าข้าวนอกโควตาที่ไม่จำกัดจำนวนนั้นประเทศเกาหลี คิดภาษีนำเข้าถึงร้อยละ ๕๑๓ หรือ ๕๑๓ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นที่มา ที่ ๕ ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศออสเตรเลีย ประเทศจีน สหรัฐอเมริกา ประเทศเวียดนาม และประเทศไทยได้คัดค้าน เพราะถือว่าภาษีนอกโควตานำเข้าข้าวของประเทศเกาหลีนั้นสูงมาก ถึงร้อยละ ๕๑๓ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นที่มาของข้อตกลงนี้เพื่อแลกกับการถอนข้อคัดค้าน ของ ๕ ประเทศ โดยประเทศเกาหลีได้กำหนดโควตาข้าวให้กับประเทศไทยใหม่ โดยกำหนดให้ โควตากับประเทศไทยต่อปี ๒๘,๔๙๔ ตัน จากเงื่อนไขที่ได้มีการเจรจากันว่าเพื่อแลกกับการถอนนั้นสำหรับ ๕ ประเทศจะใช้ตัวเลขเฉลี่ย ของการนำเข้า ๓ ปีย้อนหลัง คือปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ และปี ๒๕๖๐ รวมกันของประเทศนั้น ๆ ที่ส่งออกไปประเทศเกาหลีแล้วก็หารด้วย ๓ สำหรับประเทศไทยนั้นปรากฏว่า ๓ ปีย้อนหลัง เมื่อหาร ๓ แล้วจะได้โควตานำเข้าสู่ประเทศเกาหลีหรือส่งออกไปประเทศเกาหลี ๑๕,๗๑๐ ตัน แต่ปรากฏว่าจากการเจรจาของกระทรวงพาณิชย์ปรากฏว่าประเทศเกาหลียอมเพิ่มให้เป็น กรณีพิเศษอีกประมาณ ๑๓,๐๐๐ ตัน เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่มาของตัวเลขรวม ๑๕,๗๑๐ บวก ๑๓,๐๐๐ กว่าตัน เป็น ๒๘,๔๙๔ ตันต่อปี ตรงนี้จึงเป็นที่มาที่ขอเรียนให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ได้รับทราบว่าสุดท้ายเพื่อแลกกับการถอนคำคัดค้านประเทศเกาหลียอมให้โควตานำเข้ากับ ประเทศไทยต่อปี ๒๘,๔๙๔ ตัน โดยคิดอัตราภาษีคงเดิมคือร้อยละ ๕ และยังมีเงื่อนไข เพิ่มเติมในทางบวกโดยกำหนดให้ประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวไปในโควตาพิเศษ อีกโควตาหนึ่งยังประเทศเกาหลีซึ่งเป็นโควตาทั่วไปที่จะต้องไปแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ แต่ก็ถือว่าได้รับสิทธิเพิ่มเติมถ้าราคาหรือคุณภาพเป็นไปตามที่ประเทศเกาหลีต้องการ โดยกำหนดโควตาทั่วไปที่ต้องแข่งขันให้อีก ๒๐,๐๐๐ ตันต่อปี และคิดภาษีนำเข้าร้อยละ ๕ เช่นเดียวกัน เพื่อแลกกับการถอนคำคัดค้านอย่างที่กระผมกราบเรียนเมื่อสักครู่ แต่เนื่องจากว่า เรื่องที่นำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภานี้เป็นความตกลงระหว่างประเทศที่ถือว่าเกี่ยวข้องกับ การเปิดเสรีทางการค้า เพราะฉะนั้นเป็นที่มาที่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบต่อรัฐสภาตาม มาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามเพื่อประหยัดเวลาที่เพื่อนสมาชิกอาจจะลุกขึ้น สอบถาม ขออนุญาตใช้เวลาตรงนี้อธิบายเพิ่มเติมคาดว่าสมาชิกอาจจะมีข้อสงสัย ประเด็นเดียว นั่นก็คือว่าในปี ๒๕๔๘ ถึงปี ๒๕๕๗ ก่อนที่ประเทศเกาหลีจะปรับเปลี่ยนโควตาและเป็นที่มาของ คำคัดค้านนั้น ปรากฏว่าประเทศไทยเคยได้รับโควตานำเข้าข้าว ส่งออกข้าวจากประเทศเกาหลี ๒๙,๙๖๓ ตันต่อปี ๒๙,๐๐๐ กว่าตันต่อปี ตัวเลขกลม ๆ แต่เที่ยวนี้เราได้รับโควตาคืนรวมกัน ไม่นับโควตาทั่วไป ๒๐,๐๐๐ ตันที่ต้องแข่งขัน จาก ๒๙,๐๐๐ เหลือ ๒๘,๐๐๐ โดยประมาณ ท่านอาจจะสงสัยว่าแล้วในที่สุดทำไมถึงลดลงไป ๑,๐๐๐ กว่าตัน ก็ขออนุญาตกราบเรียน ชี้แจงตรงนี้ว่าเนื่องจากตัวเลข ๓ ปีก่อนคือปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๐ เราส่งออกข้าว ไปประเทศเกาหลีน้อยลง อันนี้ผมสอบถามจากเจ้าหน้าที่เพื่อประหยัดเวลาไม่ต้องให้ท่าน สอบถามแล้วก็ต้องชี้แจง ยกเว้นผมชี้แจงไม่ชัดเจนท่านก็สอบถามเพิ่มเติม เพราะฉะนั้น ปี ๒๕๕๘ เราส่งออกไปแค่ ๖,๑๓๐ ตัน ปี ๒๕๕๙ ส่งออกไป ๑๔,๐๐๐ ตัน แล้วก็ปี ๒๕๖๐ ส่งไป ๒๗,๐๐๐ ตัน รวมแล้วพอหาร ๓ ก็เลยเหลือแค่ ๑๕,๗๑๐ ตัน แต่เราเจรจาได้เพิ่มมาอีก ๑๓,๐๐๐ ตัน ก็เลยกลายเป็น ๒๘,๐๐๐ ตัน แต่ ๒๘,๐๐๐ ตันเที่ยวนี้ก็ยังน้อยกว่า ๑๐ ปีที่แล้ว ไปประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าตัน ที่เป็นเช่นนั้นตัวเลขส่งออก ๓ ปีย้อนหลังที่ต้องมาคิดตัวเลข เฉลี่ยน้อยลงก็เพราะทางเจ้าหน้าที่ชี้แจงว่าเนื่องจากในช่วงระยะเวลานั้นเกิดกรณีเบร็กซิต (Brexit) ที่อยู่ระหว่างการที่ประเทศอังกฤษจะถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปหรือไม่ถอน ทำให้ความไม่แน่นอนของอัตราภาษีมันเกิดความรู้สึกว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นจึงมีการนำเข้าข้าวจากประเทศไทยในตัวเลขที่มากขึ้นและผู้ส่งออกข้าวไทยก็เร่ง ส่งออกไปยังสหภาพยุโรปกับประเทศอังกฤษมากขึ้น รวมทั้งประเทศจีนและประเทศฟิลิปปินส์ ในช่วงระยะเวลาต่อมา ทำให้ตัวเลขส่งออกข้าวไปประเทศเกาหลีมีตัวเลขลดน้อยลงไป พอมาเป็นอย่างนี้ ๓ ปีรวมกัน เลยเป็นที่มาที่ทำให้ตัวเลขเฉลี่ยมันน้อยลงและเป็นที่มาของตัวเลขที่สุดท้ายก็กลายเป็น ๑๕,๐๐๐ กว่าตัน แต่ได้เพิ่มมาอีก ๑๓,๐๐๐ ตัน ก็เลยกลายเป็น ๒๘,๐๐๐ กว่าตัน อย่างที่ นำกราบเรียนต่อที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ อันนี้ก็ขออธิบายเพิ่มเติมเพื่อประกอบความเข้าใจ ก็ขอให้ที่ประชุมนี้ได้โปรดให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๗๘ ที่ผมได้นำเสนอแทนคณะรัฐมนตรี เมื่อสักครู่ต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ