วิษณุ แจงกลไกประนีประนอมในศาล ย้ำเสริมประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรม

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๒

วิษณุ เครืองาม ชี้แจงกลไกการบังคับคดีตามร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการประนีประนอมยอมความ โดยย้ำว่าหากคู่กรณีทำบันทึกประนีประนompและยื่นต่อศาลภายใน 30 วัน จะได้รับคำพิพากษาตามยอมที่บังคับคดีได้ทันที พร้อมอธิบายหลักการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเพื่อเสริมประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรม ลดความขัดแย้ง และส่งเสริมการไกล่เกลี่ย แม้ในคดีทุนทรัพย์สูง โดยเน้นความจำเป็นในการปฏิรูปตามแผนชาติและข้อแตกต่างจากกลไกเดิม

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ขออนุญาตใช้เวลาตอนท้ายไม่นานนักเพื่อที่จะตอบหรือว่าเรียนท่านสมาชิกรัฐสภา ในบางประเด็น ซึ่งก็เป็นประเด็นเล็ก ๆ แต่ว่าสมควรที่จะกราบเรียนชี้แจง ขอกราบเรียนว่า การบังคับคดีในกรณีประนีประนอมยอมความตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้น ถ้าหากว่า เป็นการประนีประนอมกันตามวรรคหนึ่ง คือหมายความว่าตั้งผู้ประนีประนอมแล้วก็ไกล่เกลี่ย เสร็จเรียบร้อยก็ทำบันทึกไว้โดยไม่ติดใจที่จะไปศาล อันนี้เป็นข้อความในวรรคหนึ่ง หากบิดพลิ้ว ไม่ปฏิบัติตามมันก็ไม่มีช่องทางอะไรที่จะไปบังคับคดีกันเองได้ต้องไปฟ้องศาลอยู่ดีในที่สุด แต่ว่าหลายคดีมันจะจบลงได้แล้วก็ปฏิบัติตามคำประนีประนอมกันในชั้นนี้ได้ เพราะว่าเชื่อใจ ผู้ประนีประนอมอยู่หนึ่ง และการประนีประนอมนั้นก็อยู่ภายใต้การควบคุมของศาลอยู่แล้ว อีกหนึ่ง เพียงแต่ยังไม่มีคำพิพากษาตามยอมเท่านั้น แต่ถ้าสมมุติต่อไปว่าหลังจากที่ทำบันทึก ประนีประนอมกันแล้วคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำเอาบันทึกนั้นไปร้องต่อศาลคือทำให้มันเป็น ทางการตามวรรคสองภายใน ๓๐ วัน ศาลจะมีคำพิพากษาตามยอมให้ หากบิดพลิ้วไม่ปฏิบัติตาม คำพิพากษาตามยอมตรงนี้บังคับคดีกันได้เลย เพราะฉะนั้นก็ประหยัดเวลาไปโดยที่ไม่ต้อง มีโจทก์มีจำเลยกัน และถ้าสมมุติเกิดไม่ปฏิบัติตามอีกมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหวนกลับมาฟ้องเป็นคดี ดังที่มีท่านสมาชิกรัฐสภาถาม ขอกราบเรียนว่าเป็นฟ้องซ้ำไม่สามารถจะนำคดีมาฟ้องศาล เป็นคดีใหม่ได้

ประเด็นที่ ๒ มีผู้สอบถามว่าค่าขึ้นศาลนั้นไม่แพงร้อยละ ๒๕ หรือไม่เกิน ร้อยละ ๒๕ แต่มันจะมีค่ายื่นคำคู่ความจุกจิกตามมาด้วยเหมือนกับคดีทั้งหลาย ใครจะออก ขอกราบเรียนว่าคู่ความไม่ต้องออกเลยในส่วนของคำคู่ความนั้นเป็นค่าใช้จ่ายของศาลครับ เป็นค่าใช้จ่ายของสำนักงานศาลยุติธรรมทั้งสิ้น และแม้แต่ในส่วนค่าขึ้นศาลที่เสียถูกลงคือ ร้อยละ ๒๕ ดังที่ได้บัญญัติไว้ในวรรคสามนั้น มีหลายท่านทักท้วงว่าแล้วถ้าเกิดคู่กรณีมีฐานะ ลำบากยากจนร้อยละ ๒๕ มันก็หนักอยู่นะครับ ข้อความในวรรคสามนั้นก็จะเป็นอย่างที่ ท่านสมาชิกรัฐสภาสุรสิทธิ์ และท่านสมาชิกรัฐสภาเสรี ได้กล่าวไว้แล้วว่ามีประโยคต่อไปว่า ร้อยละ ๒๕ เว้นแต่ศาลจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ตรงอย่างอื่นศาลจะกำหนดไว้ร้อยละ ๕ ร้อยละ ๑ ก็ได้ หรือไม่เก็บค่าขึ้นศาลเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้มันจะเป็นการยกเว้นและให้ ความเป็นธรรมโดยจะดูเป็นรายคดีไป ถ้าคำถามต่อไปมีว่าถ้าอย่างนั้นก็อย่าไปเขียนเสียเลยว่า เก็บค่าขึ้นศาลไม่ดีกว่าหรือ ก็ได้ถกเถียงกันมาแล้วว่าถ้าเราไปนึกถึงคดีหนี้ กยศ. นึกถึงคดี บัตรเครดิต นึกถึงคดีเล็ก ๆ น้อย ๆ มันก็ควรอยู่หรอกที่จะไม่เก็บค่าขึ้นศาล แต่อย่าลืมว่า คดีที่จะไปสู่การประนีประนอมก่อนฟ้องคดีนั้นอาจจะเป็นคดีทรัพย์สินทางปัญญา อาจจะ เป็นคดีการค้าระหว่างประเทศ อาจจะเป็นคดีที่ทุนทรัพย์มีมูลค่าเป็นร้อยเป็นพันล้านบาท เพราะฉะนั้นก็เลยต้องกำหนดเอาไว้ ส่วนศาลจะลดหย่อนอย่างไรนั้นก็ขอให้เป็นดุลพินิจ ของศาลเป็นรายคดีไป ขอกราบเรียนต่อไปว่าการปฏิรูปไม่ว่าจะปฏิรูปอะไรก็ตาม อย่าว่าแต่ ปฏิรูปกฎหมาย ปฏิรูปเศรษฐกิจ ปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปสังคม อาจจะทำในภาพรวมภาพใหญ่ ก็ได้ แต่ในบางครามันก็ต้องทำในภาพเล็กหรือประเด็นย่อย ยิ่งปฏิรูปกฎหมายนั้นออกกฎหมาย สำเร็จเด็ดขาดมาฉบับเดียวให้ปฏิรูปทั้งระบบคงจะทำได้ยาก เพราะเหตุว่าเรื่องราวที่จะปฏิรูปนั้น มันกระจายกันอยู่ในกฎหมายหลายสิบฉบับ เพราะฉะนั้นถ้าทำในภาพรวมอย่างที่ท่านสมาชิก รัฐสภาแนะนำได้เป็นการดีครับ แต่ถ้าหากว่าไม่สามารถทำได้และจำเป็นเร่งด่วนก็คงต้องแก้ไข เป็นรายประเด็นไป ซึ่งเป็นธรรมดาตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบันและในอนาคตก็คงจะต้อง เดินไปในลักษณะอย่างนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ขอกราบเรียนในสิ่งที่ท่านสมาชิกรัฐสภา ท่านอาจารย์ชำนาญได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ดีว่า วันนี้เราก็มีการไกล่เกลี่ยประนีประนอมกันอยู่ หลายเรื่องหลายราว หลายแห่ง หลายกฎหมาย เป็นความจริง และฝ่ายปกครองก็ทำได้ดีอยู่แล้ว แต่ขอกราบเรียนว่าการประนีประนอมตามกฎหมายที่เสนอมายังท่านประธานในวันนี้ไม่ได้ มีความซ้ำซ้อนกับการประนีประนอมตามระบบอื่นที่มีอยู่ วันนี้ฝ่ายปกครองก็ทำ ที่สำคัญ พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก็เพิ่งออกมาเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง ปี ๒๕๖๒ นี่ล่ะครับ แต่ข้อจำกัดในกฎหมายและระเบียบอื่นนั้นมันมี ตัวอย่างเช่นในพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทนั้นคดีแพ่งถ้าทุนทรัพย์มูลค่ามันสูงกว่า ๕ ล้านบาท ไกล่เกลี่ยไม่ได้นะครับ แต่ว่า ตามพระราชบัญญัติที่กราบเรียนเสนอท่านประธานมาในวันนี้ทุนทรัพย์จะกี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่นล้านบาท ถ้าคู่กรณีเขาตกลงปลงใจแล้วสามารถประนีประนอมได้ทั้งสิ้น และการไกล่เกลี่ย ตามกฎหมายหรือระเบียบอื่นนั้นศาลไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยว เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าไป จัดการกันเอง ซึ่งอาจจะเป็นฝ่ายปกครอง อาจจะเป็นศูนย์ดำรงธรรม อาจจะเป็นตำรวจ แต่การประนีประนอมตามกฎหมายที่เสนอมาในวันนี้เป็นการไกล่เกลี่ยหรือประนีประนอม ภายใต้อำนาจของศาล ศาลเป็นผู้ตั้งผู้ประนีประนอม ไม่ใช่ไปตั้งกันเอง และศาลจะเข้าไป กำกับดูแลแม้จะไม่ลงไปประนีประนอมด้วย เสร็จแล้วยังย้อนกลับมาหาศาลได้อีกให้ศาล พิพากษาตามยอมได้อีก โดยที่ทั้ง ๒ ฝ่ายไม่ต้องเป็นคู่กรณีพิพาทให้บาดหมางกัน เพราะฉะนั้นมันจะมีข้อดี ข้อเสียที่แตกต่างกัน พิพากษาตามยอมได้อีกโดยที่ทั้ง ๒ ฝ่ายไม่ต้องเป็นคู่กรณีพิพาทให้บาดหมางกัน เพราะฉะนั้น มันจะมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน หลักอย่างนี้เองทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงได้เห็นว่าเป็นการปฏิรูป กระบวนการยุติธรรมชนิดหนึ่ง แล้วระบุไว้เป็นหนึ่งในหลายสิบประเด็นในแผนปฏิรูปแห่งชาติ ว่าจำเป็นจะต้องยกเรื่องนี้ขึ้นมาจัดการ ซึ่งบัดนี้ก็ได้เสนอมาเป็นเพียงมาตราเดียวของการแก้ไข ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ส่วนข้อสังเกตอื่น ๆ ของท่านสมาชิกรัฐสภา ผมเข้าใจว่า เกือบทุกท่านเลยเป็นข้อสังเกตที่ดี บางเรื่องเองอาจจะไม่เคยคิดกันมาก่อน เมื่อท่านมาสะกิด ก็ทำให้น่าคิด สิ่งเหล่านี้ก็ขออนุญาตที่จะฝากไว้ว่าถ้าสภาแห่งนี้รับหลักการขอให้ท่านกรรมาธิการ ได้กรุณาพิจารณาให้รอบคอบ ลึกซึ้ง และทำให้กฎหมายนี้สำเร็จผลเป็นการปฏิรูปอย่างแท้จริง กราบขอบพระคุณครับ