วิรัช พันธุมะผล หารือเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยชี้ให้เห็นว่าการเจรจาไกล่เกลี่ยมาก่อนถึงศาล มากกว่า 90% และไม่เห็นด้วยกับคำอธิบายของท่านรองนายกรัฐมนตรีว่า เป็นการปฏิรูป และเรียกร้องให้ปฏิรูปตามมาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยชี้ให้เห็นว่าพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทปี 2562 ยังไม่ได้ดำเนินการตามที่กำหนด และไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
ขอโทษ คือในการใช้กฎหมายตัวนี้ครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านอธิบายว่าเป็นกระบวนการปฏิรูป กระบวนการยุติธรรม ท่านพูดมามีเหตุมีผล ท่านอภิปรายอย่างดีเยี่ยมเลยครับ ผมเชื่อท่าน แต่พอผมมาเปิดแล้วจากประสบการณ์ชีวิตของผม การเจรจาไกล่เกลี่ยไม่ว่าคดีแพ่ง คดีอาญา ก่อนที่คดีไปถึงศาลมีมากมายก่ายกองครับ ชีวิตผมเป็นนักกฎหมายมา มีการไกล่เกลี่ยก่อนถึง ศาลมากมาย ความจริงคดีแพ่งที่ไปถึงศาลผมว่าไม่ถึง ๑ ใน ๑๐ ของคดีที่ข้อพิพาท พิพาทกัน แล้วไปถึงศาล เพราะฉะนั้นเรื่องอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การปฏิรูป ต้องหมายถึงการเปลี่ยนแปลงการจัดองค์การของกระบวนการยุติธรรม ที่มาของบุคลากร การบริหารบุคลากร วิธีดำเนินการ เช่น วิธีพิจารณาความแพ่งเปลี่ยนจากวิธีปัจจุบันเป็น วิธีไต่สวน หรือคดีอาญามีระบบลูกขุนขึ้นมา แล้วก็การบังคับตามขององค์การ เพราะฉะนั้น นี่คือการปฏิรูป แต่การที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านกรุณาอธิบายไว้ ผมว่าไม่ใช่เป็นการปฏิรูป เป็นอย่างที่ท่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม คุณหมอพูดไว้ว่าเป็นเรื่องการตัดแปะเฉย ๆ ครับ เพราะฉะนั้นขออนุญาตเรียนว่า ถ้าเรายอมรับว่าการตัดแปะอย่างนี้เป็นการปฏิรูปกฎหมาย รัฐบาลก็จะไม่ใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๓๓ ซึ่งบัญญัติไว้ว่าร่างพระราชบัญญัติ ให้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็มาตรา ๑๓๖ เขาบอกว่าเมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติแล้วมีมติเห็นชอบให้สภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้น ต่อวุฒิสภานี่คือวิธีการ วิธีการในการลัดขั้นตอนต่อไปก็ไม่ต้องล่ะ ถ้าเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง อะไรท่านก็เป็นการปฏิรูปหมด ๑๑ ด้าน ท่านสบายเลยทุกด้านท่านก็เป็นปฏิรูปหมด เพราะฉะนั้น ท่านก็เสนอตามมาตรา ๒๗๐ เอาเข้าที่ประชุมรัฐสภา สิ่งนี้ถ้าเรายอมหรือครับ ถ้าเรายอม ต่อไปเราไม่มี ส.ส. ท่านเกือบไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะว่าท่านไม่มีโอกาสพิจารณากฎหมาย เลยครับ เพราะว่าท่านก็จะบอกว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีผู้ชาญฉลาดก็บอกว่านี่เป็นการปฏิรูป ผมชมท่านนะครับ ขออนุญาตครับ อาจารย์ผมเคารพท่าน ท่านก็จะบอกว่าเป็นการปฏิรูปหมด นี่คือประเด็นที่ ๑ ผมอยากจะพูดนะครับ
ประเด็นที่ ๒ การเจรจาไกล่เกลี่ยมันดีมีประโยชน์มากนะครับ ถ้าไม่อย่างนั้น ศาลคงจะต้องมีทุกอำเภอ ทุกตำบล เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นควรว่าการที่มีกฎหมายตัวนี้ ไม่รู้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับท่านวุฒิสภาจะยอมรับร่างพระราชบัญญัตินี้หรือไม่ แต่ความจริง ผมว่ามันดี แต่ว่าขั้นตอนเดินมาผมว่าไม่ดีไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ต่อไปนี้เราต้องมองต่อไปว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านคงลืมไปเพิ่งมีพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ผมชูให้ดู พ.ศ. ๒๕๖๒ ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ ๒๔ มีนาคม แล้วก็ประกาศผลวันที่ ๒๓ พฤษภาคม เพราะฉะนั้นกฎหมายนี้ใช้ก่อน มี ส.ส. ๑ วัน แล้วในพระราชบัญญัตินี้มีการเจรจาไกล่เกลี่ยทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา แล้วก็ ให้มีหน่วยงานที่จะรับผิดชอบในมาตรา ๕ เขาบอกว่าให้หน่วยงานของรัฐที่ประสงค์ดำเนินการ ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามพระราชบัญญัตินี้แจ้งให้กระทรวงยุติธรรมทราบด้วย เอ๊ะยังไม่มีเลย ท่าน ส.ส. ท่านวุฒิสมาชิกท่านเห็นหรือยังว่ามีหน่วยงานไหนที่ประกาศว่าจะเป็นหน่วยงาน ในการเจรจาไกล่เกลี่ยหรือไม่ครับ ยังไม่มีผมยืนยันว่ายังไม่มี ยังไม่ทันใดเลยท่านก็เสนอ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ไม่มีก็ไกล่เกลี่ยได้ ไม่ต้องมีมาตรานี้ที่ท่านแก้ไขมามาตรา ๒๐ ตรี ก็ไม่ต้องไกล่เกลี่ยได้ เขาไกล่เกลี่ยได้อยู่แล้ว ในทางปฏิบัติใช่หรือไม่ท่านประธานครับ ท่านก็เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ ทีนี้พูดถึงหน่วยงาน ตัวนี้จริง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายตัวนี้มีกฎหมายอื่นทั่วไป หลักทั่วไปของประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็มีการประนีประนอมยอมความในประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ถ้าคู่ความตกลงกันไม่ต้องไปศาลหรอก ถ้าตกลงกันเซ็นสัญญา ถ้าไม่พอใจก็ฟ้องต่อศาลซึ่งง่ายกว่ากัน แล้วยังสามารถที่จะพิสูจน์ได้กว้างขวางกว่า แต่ว่า ในกระบวนการนี้ยังไม่ได้เขียนว่าอะไรบ้างที่ถ้าไม่พอใจ และถ้าผู้ไกล่เกลี่ยนี้ตัดสินไม่ชอบ ด้วยความคิดเห็นของอีกฝ่ายหนึ่งจะสามารถอุทธรณ์ได้ในกรณีใดบ้าง เป็นการจำกัดอำนาจศาล หรือไม่ เหมือนอนุญาโตตุลาการที่เมื่ออนุญาโตตุลาการมีความเห็นชี้ขาดในเรื่องใดแล้ว บ้างก็จำกัดอำนาจ ๒ ศาลในการที่จะพิจารณาในคดีนั้น ๆ ไปอีกเยอะ นี่คือบทเรียนที่ดี นี่คือ บทเรียนที่ดีที่เราจะไม่ก้าวล้ำลงไปตรงนี้ ทีนี้หน่วยงานในพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ปี ๒๕๖๒ ก็ยังไม่ได้ตั้งหน่วยงานขึ้นมา บอกว่าจะไปศาลดีหรือไม่ ขออนุญาตผมอยู่กับศาล มาตลอดชีวิต ชาวบ้านไปถึงศาลขาสั่นยังไม่ทันขึ้นศาลเลยขาสั่นแล้วเจอศาลยิ่งสั่นใหญ่เลย บางท่านก็ดุด้วย บางท่านก็ใจดีนะครับ