ชลน่าน วิจารณ์ร่างกฎหมายปฏิรูปยุติธรรม ชี้ขาดกระบวนการมีส่วนร่วม

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๒

ชลน่าน ศรีแก้ว แสดงความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดยรองนายกรัฐมนตรี โดยตั้งข้อสังเกตถึงการอ้างรัฐธรรมนูญมาตรา 270 ว่าขาดความเชื่อมโยงกับกระบวนการปฏิรูปโดยรวม และอาจนำไปสู่การแก้ไขเฉพาะประเด็นโดยไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์การปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงการไกล่เกลี่ยที่อาจกลายเป็นการบังคับ และเรียกร้องให้มีกลไกคุ้มครองความเสมอภาค รวมถึงการมีส่วนร่วมที่แท้จริงในการร่างกฎหมาย พร้อมเตือนให้รัฐบาลเคารพบทบาทของรัฐสภาไม่ใช่เพียงมองเป็นองค์กรผู้เห็นชอบเท่านั้น

นายชลน่าน ศรีแก้ว สภาผู้แทนราษฎร น่าน

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา กระผมขออนุญาตท่านประธานที่จะได้แสดงความเห็นต่อคณะรัฐมนตรี โดยท่านรองนายกรัฐมนตรีได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ กระผมดูหลักการ เหตุผลของตัวร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จากการแถลง หรือจากการนำเสนอของท่านรองนายกรัฐมนตรี ผมแบ่งเป็น ๒ ประเด็นครับ

ประเด็นที่ ๑ เป็นเรื่องที่มาของการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ตามมาตรา ๒๗๐ ของรัฐธรรมนูญวรรคสอง ให้เสนอต่อการประชุมร่วมกันของรัฐสภา

ประเด็นที่ ๒ เป็นตัวสาระสำคัญของตัวร่างพระราชบัญญัติ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีได้เสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาของเรา ท่านมีความภาคภูมิใจ อย่างสุดซึ้งผมขอใช้ประโยคนี้เลยว่ามันเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ได้เสนอต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา ตามมาตรา ๒๗๐ วรรคสอง อ้างเหตุผลว่าเป็นกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับแผนการปฏิรูปประเทศ เรื่องกระบวนการยุติธรรม ปฏิรูปเรื่องของวิธีการพิจารณาความแพ่งในกลุ่มที่ ๒ ที่ท่านบอกว่าในกลุ่มปฏิรูปกระบวนการ ยุติธรรม ท่านภูมิใจมากบอกเป็นครั้งแรกฉบับแรก ผมฟังผมก็อยากจะมีความภาคภูมิใจ ตามท่านรองนายกรัฐมนตรีในฐานะเป็นผู้แทนของรัฐมนตรีทั้งคณะ ท่านประธานที่เคารพ แต่ผมฟังแล้วผมสะท้อนและหดหู่มาก ที่สะท้อนและหดหู่สภาเราเปิดมาสมัยนี้เป็นสมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่สอง ปีที่ ๑ มีกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภา ๓ ฉบับ ๒ ฉบับแรกว่าด้วย กฎหมายเรื่องเกี่ยวกับเงินตรา ผมจะไม่ลงรายละเอียด ฉบับที่ ๓ คือฉบับนี้ นั่นหมายความว่า รัฐสภาเราในฐานะที่จะเป็นผู้ออกตัวบทกฎหมายไปให้ฝ่ายบริหารบริหารประเทศตามเจตนารมณ์ ของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญตามที่ท่านแถลงต่อรัฐสภามันไม่ได้มีความก้าวหน้าอะไรเลย และกฎหมายฉบับนี้ท่านก็อ้างว่ามันเข้าเงื่อนไขหมวด ๑๖ ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ อันนี้ ผมไม่เถียงถ้าท่านจะอ้างว่าทำให้พี่น้องประชาชนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียม ทั่วถึงเป็นการปฏิรูปกระบวนการ ท่านประธานถ้าท่านรองนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำเสนอ กฎหมายว่าด้วยปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ เข้ามาผมจะภาคภูมิใจ มากครับ ปฏิรูปมันต้องดูทั้งระบบ ดูกระบวนการทั้งหมดครับ อันนี้มาปฏิรูปประเด็น ตีความ อย่างนี้รัฐสภาทำงานหนักมาก ปฏิรูปมีทั้งหมด ๑๑ ด้าน ๑๑ ด้านถ้ามีกฎหมายปฏิรูปเข้าสู่ รัฐสภาแห่งนี้ ๑๑ ฉบับ ผมจะขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ด้านกฎหมายว่าไป ด้านการยุติธรรม ว่าไป ด้านเศรษฐกิจว่าไป เพราะอะไรครับ เพราะท่านใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ ว่าด้วย บทเฉพาะกาล เขียนบังคับว่าต้องนำเสนอต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภาเหมือนกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญ ๑๐ ฉบับ เหมือนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ๑๐ ฉบับเลย แต่สิ่งที่ได้มา ท่านกลับปฏิรูปประเด็นเดียว ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท แล้วอ้างว่าพี่น้องประชาชนเข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรมอย่างเท่าเทียมทั่วถึง มันอยู่ตรงไหนท่านประธานครับ วิธีคิดคืออะไร มันเป็นการ ปฏิรูปแบบตัดแปะครับ เอามาเสียบ ๆ เข้าไป แล้วเราจะมีกฎหมายแบบนี้เข้ามาในรัฐสภา เต็มเลย เราประชุมอย่างนี้ ขณะนี้เดือนกุมภาพันธ์หน้ากว่าจะได้มีโอกาสได้ใช้ห้องประชุมสุริยัน สภาพการประชุมเราดีขึ้น การทำงานเราอาจจะดีขึ้น แต่สิ่งหนึ่งผมกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีฐานะเป็นฝ่ายดูแลกฎหมาย การจะพิจารณาว่ากฎหมายใด เข้าหมวดปฏิรูปประเทศมันต้องเป็นกฎหมายที่สมกับการปฏิรูปประเทศจริง ๆ แล้วทำไม ท่านไม่ทำกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมมาเป็นแม่แบบ แล้วกฎหมายทั้งหลายทั้งปวงก็เอาแม่แบบไปเขียนต่อก็เข้ากฎหมายกระบวนการตามปกติ คิดอย่างนี้ผมไม่ได้เรียนกฎหมายผมอาจจะคิดโง่ก็ได้ ขออภัยท่านประธานที่ใช้คำพูดที่รุนแรง ไปนิดหนึ่ง อาจจะคิดไม่ฉลาดพอแต่ว่าสิ่งที่ท่านไปตัดแปะ อีกหน่อยก็เรื่องของปฐมภูมิเข้ามา ๑ ฉบับ แพทย์ปฐมภูมิ หลักประกันเข้ามาอีก ๑ ฉบับ ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจมาอีก ๑ ฉบับ มันไม่เห็นร่องรอยของการเชื่อมโยงการปฏิรูป ท่านมีหน้าที่เสนอทุก ๓ เดือน ภาพตรงนั้น มันได้เกิดขึ้น อันนี้เป็นประเด็นที่ผมต้องขออนุญาตใช้เวลาท่านประธานในเรื่องนี้จริง ๆ อยากจะฝากท่านไปพิจารณาว่าอะไรมันควรหรือไม่ควรอย่างไร ที่ผมพูดอย่างนี้ผมไม่ได้ จะปฏิเสธที่จะไม่รับหลักการกฎหมายฉบับนี้ ดูหลักการและเหตุผลมาดีมากเพื่อจะให้พี่น้อง ประชาชนได้มีโอกาสไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนที่จะฟ้องคดีกัน คดีไปรกศาลแม้ฟ้องศาล ก็ทำหน้าที่ในการไกล่เกลี่ยผลงานออกมาชัดเจน ท่านก็อ้างในเอกสารฉบับนี้ ผมต้องขออนุญาต ท่านประธานยกขึ้นมาอีกแล้ว ภูมิใจครับ สำนักวิชาการ สภาผู้แทนราษฎรเราทำเอกสาร ประกอบการพิจารณาให้ข้อมูลครบถ้วน ชี้ให้เห็นหมดข้อดี ข้อเสีย แม้กระทั่งการรับฟัง ความเห็นซึ่งเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว ๕๕ คน ยิ่งใหญ่มาก ท่านประธานสิ่งที่ผม อยากจะกราบเรียนคือหลักการและเหตุผลที่ท่านทำมา โดยเฉพาะสาระสำคัญของตัวบทบัญญัติที่การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการที่ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี แก้มาตรา ๒๐ เพิ่มมาตรา ๒๐ ตรีเข้าไป ท่านประธานครับ สาระสำคัญมี ๓ เรื่อง เพื่อนสมาชิกพูดไปแล้ว เรื่องที่ ๑ กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้อง เรื่องที่ ๒ เป็นการกำหนด หลักเกณฑ์และวิธีการพิพากษาตามสัญญาประนีประนอม พิพากษาตามยอม ภาษากฎหมาย เรียกพิพากษาตามยอม เมื่อยอมแล้วก็ให้ศาลพิพากษาไว้เพื่อเป็นหลักประกันในการที่จะ ดำเนินการ ก็มีค่าดำเนินการเป็นค่าธรรมเนียมศาลร้อยละ ๒๕ ของค่าธรรมเนียมปกติ อันนั้น เป็นสาระสำคัญ ๓ เรื่อง ไม่ได้ขัด เป็นเรื่องดีที่จะมีโอกาสอย่างนั้นครับ แต่ท่านประธานครับ ผมมาดูในรายละเอียด ทำไมเขียนหมวด ๑๖ ว่าด้วยการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมครับ กระบวนการยุติธรรมไม่พอครับ มีกระบวนการปฏิรูปกฎหมายอีกนะครับ ๒ เรื่องนี้ควบคู่ กันมาเลย ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ๔ เรื่องท่านประธานครับ สุดท้ายคือเรื่องตำรวจ เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ผมไม่เห็นกฎหมายตำรวจเข้ามาในสภาแห่งนี้เลย เรื่องวัฒนธรรม องค์กรที่ท่านจะเข้าไปเกี่ยวข้องในกระบวนการของยุติธรรมทั้งหมด เรื่องของปรับปรุงระบบ การสืบสวนสอบสวน การถ่วงดุลอะไรต่าง ๆ เรื่องของการกำหนดเวลา การเข้าถึงความเป็นธรรม เขาให้โอกาสคนที่มีฐานะไม่ดีมีโอกาสเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ๔ เรื่องตรงนี้ท่านเขียนไว้ มีอะไรมารองรับครับ หรือจะแยกไปตามกฎหมายปกติที่มีอยู่ เขียนทำไม ถ้าเป็นผมและผม ยกร่างกฎหมายฉบับนี้มาเขียนเลยครับ เขียนรองรับทั้ง ๔ เรื่องนี้แล้วก็เสนอไปให้กฎหมาย ปกติเขามาดูตามแบบนี้ ไปปรับแก้เสีย มันจะได้เป็นการปฏิรูปที่เราเห็นทิศทางอย่างชัดเจน

ท่านประธานครับ ดูสาระสำคัญ ดูเหตุผลที่ท่านอ้าง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อความเป็นธรรมในสังคมนี้ ทำไมต้องฟ้องท่านประธานครับ แค่ความแพ่งทำไมต้องฟ้อง ก็เพราะมันมีความเหลื่อมล้ำ มันมีความไม่เป็นธรรมคู่ความไม่เคยมีความเท่าเทียมกันในสังคมนี้ อันนี้ผมอยากฝากท่านประธานไปเลยครับ ไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีหรือกรรมาธิการที่จะ ตั้งขึ้น คู่ความไม่เคยมีความเท่าเทียมกัน ถ้ามีความเท่าเทียมกันเขาไม่ต้องฟ้อง ในระบบปกติ ที่ศาลสามารถไกล่เกลี่ยได้ ผมเชื่อว่าส่วนหนึ่งคู่ความเขายอมความด้วยความเป็นธรรม เขามีความเท่าเทียมกัน แต่อีกส่วนหนึ่งอีกฝ่ายต้องจำยอมรับที่จะไกล่เกลี่ย ที่จะยอมรับสภาพ อย่างนั้น เพราะเขาไม่มีทางเลือกครับ เขาไปรับเขามาแล้วจะกาอีกเบอร์หนึ่งแต่มีคนบังคับ อีกเบอร์หนึ่ง มันจำเป็นต้องกาครับ คือตามสภาพ นี่ผมเปรียบเทียบให้เห็นง่าย ๆ เพราะฉะนั้น ในสังคมที่ไม่มีความเป็นธรรม สังคมที่มีความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ท่านมีหลักประกันอะไรครับที่แก้มาตรา ๒๐ ตรีขึ้นมาแล้วจะเป็นหลักประกันว่าคู่ความจะต้อง มีความเป็นธรรม เข้าสู่กระบวนการด้วยความเป็นธรรม เท่าเทียมทั้ง ๒ ฝ่าย ผมไม่อยากให้ใช้ กฎหมายฉบับนี้ที่อ้างว่าเป็นกฎหมายปฏิรูปไปให้ความยุติธรรมกับผู้ที่มีโอกาสมากกว่า มันจะเกิด คำเปรียบเปรยว่าได้เปรียบอย่างยุติธรรมครับ คนที่มีอำนาจ มีวาสนา มีเงิน มีข้อพิพาทเกิดขึ้น กระบวนการนี้จะไปรองรับ ไปประทับตราว่าเขาได้เปรียบอย่างยุติธรรม ซึ่งผมเชื่อมั่นว่ารัฐสภา แห่งนี้ สมาชิกทุกคนไม่เชื่อ ไม่ยอมรับในสิ่งนั้น มันเป็นความอยุติธรรม ถ้าเกิดขึ้นมาอย่างนั้น และสังคมบ้านเรามันเป็นอย่างนั้นด้วย เพราะฉะนั้นฝากประเด็นนี้เลยกรรมาธิการต้องไปดู หากลไกอะไรเข้ามารองรับว่าการที่จะมีการไกล่เกลี่ยกันต้องเข้ามาในฐานะที่มีความเสมอภาคกัน เท่าเทียมกัน ไม่อย่างนั้นไกล่เกลี่ยไม่ใช่ไกล่เกลี่ยครับเป็นการบังคับไกล่เกลี่ย ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพในเรื่องนี้ครับ ผมไม่อาจจะลงตัวบทได้เพราะไม่มี ความรู้ลึกซึ้งเรื่องกฎหมาย แต่ก็ฝากครับ ฝากว่าสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ต้องเป็นไปโดยรวมจริง ๆ ครับ ให้เข้ามามีส่วนร่วมจริง ๆ หลักอะไรล่ะครับที่ท่านจะบอก ได้ว่าเขาต้องได้รับความเป็นธรรมแม้จะเขียนมาอย่างนี้ก็ไม่มีเพราะท่านปฏิรูปแบบตัดแปะ ไม่มีกระบวนการอย่างอื่นมารองรับเลย ท่านจึงหวังว่าเดี๋ยวก็มีกฎหมายฉบับอื่นเข้ามา รอเมื่อไรล่ะครับ เพราะฉะนั้นผมเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าการปฏิรูปของท่าน มันเลยไม่มีผลงานอย่างไรครับ จะว่าล้มเหลวเลยก็ได้ มันไม่มีผลงานเพราะวิธีคิดของท่าน มันก็ผิดแล้ว ด้วยความเคารพท่านประธานจะให้ผมยอมรับกฎหมายฉบับนี้ในวาระรับหลักการ ผมยินดีเพราะว่าเห็นแก่พี่น้องประชาชน แต่ฝากท่านประธานไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรี ควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนอย่าเห็นว่ารัฐสภาแห่งนี้จะเป็นตรายางให้ท่านทุกเรื่อง อย่าได้ดูถูก ฝ่ายนิติบัญญัติพวกเรายินดีที่จะช่วยรัฐบาลเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง แต่ศักดิ์ศรีของความเป็น ฝ่ายนิติบัญญัติพวกผมก็มีไม่ใช่เอาอะไรยัดเยียดมาก็ทำตามที่ท่านบอก ฝากด้วยความเคารพ จริง ๆ ฝากไปพิจาณา กราบขอบคุณท่านประธานครับ