สุรสิทธิ์ สนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ระงับข้อพิพาททางเลือก เสริมกระบวนการยุติธรรม

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๒

สุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติการระงับข้อพิพาททางเลือก โดยเน้นความสำคัญของกระบวนการไกล่เกลี่ยที่เป็นระบบ ช่วยลดคดีในศาลและส่งเสริมความสมานฉันท์ พร้อมเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับการไกล่เกลี่ยในชั้นก่อนฟ้องและหลังฟ้องอย่างมีประสิทธิภาพ

นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียน ท่านประธานรัฐสภา ผม นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองขออภิปรายสนับสนุนร่างของคณะรัฐมนตรี ซึ่งผมถือว่าเป็นมิติใหม่ที่เราจะได้มีโอกาสในการที่จะมีร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับ การระงับข้อพิพาททางเลือก เราเองมีระบบการไกล่เกลี่ยที่เกิดขึ้นมาช้านาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคนที่อยู่ในแวดวงของนักกฎหมายนี้คงจะทราบดีว่าในเรื่องของข้อพิพาททั้งหลายนี้ มีกรณีการไกล่เกลี่ยมาค่อนข้างมากไม่ว่าจะอยู่ในขั้นตอนใด ไม่ว่าในหน่วยงานใดก็มีการเจรจา อยู่มาตลอด แต่ว่าการไกล่เกลี่ยในนอกระบบมันก็มีปัญหาในทางปฏิบัติ ก็คือผู้ไกล่เกลี่ยอาจจะ มีปัญหาในเรื่องของผลประโยชน์ มีการฉ้อฉล มีสิ่งที่ไม่ดีเข้ามาเยอะแยะ ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้น กับคู่กรณีที่มีความขัดแย้งกันอยู่ก็เกิดปัญหาขึ้นมาตลอด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกเราทุกคน มีความเข้าใจ ผมเชื่อมั่นว่ารัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติกำหนดเอาไว้ให้การเสนอร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้เป็นไปตามหมวด ๑๖ ในเรื่องของการปฏิรูปประเทศ เป็นบทบังคับที่ทำให้รัฐบาลเอง มีความตระหนักว่าในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ และรัฐบาลนี้ ผมเองก็เข้าใจว่าถ้าได้รีบเร่งในการดำเนินการในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้มีความสมบูรณ์ มากยิ่งขึ้น ผมอยากเรียนว่าในปัญหาที่เกิดขึ้นสำหรับผู้ไกล่เกลี่ยก็เป็นสิ่งหนึ่งที่มีมาช้านาน และผมเองอยากเรียนว่าในเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๒๐ ทวิ ในมาตรา ๒๐ ตรีนี้ ก็เป็นการสอดคล้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในมาตรา ๒๐ ทวิ ซึ่งเป็นเรื่อง ของการไกล่เกลี่ยในกระบวนการหลังฟ้องที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ ๑๗ เมื่อปี ๒๕๔๒ ผมจำได้ว่าท่านประธานท่านได้ทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ตรงนี้คือสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่า เป็นแนวทางที่สำคัญที่จะคุ้มครองพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะกระบวนการไกล่เกลี่ย เพราะว่า เรามีข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการไกล่เกลี่ย พ.ศ. ๒๕๕๔ มากำหนดเอาไว้ มันจะเป็นสิ่งหนึ่งที่จะกำหนดแนวทางในการไกล่เกลี่ย มีการแต่งตั้งคณะบุคคลหรือบุคคล มาทำหน้าที่ในการประนีประนอม ตรงนี้จะพูดถึงในเรื่องของคุณสมบัติในเรื่องของการดำเนินการ ในการลงโทษซึ่งอย่างน้อยที่สุดผมคิดว่าการเข้ามาสู่กระบวนการนี้ย่อมดีกว่า และที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าในเรื่องของการไกล่เกลี่ยโดยผู้ประนีประนอมมีปัญหาค่อนข้างน้อยมาก ผมคิดว่า ในสิ่งเหล่านี้มันจะปรากฏในเรื่องของความเป็นจริงในข้อเท็จจริงครับว่า การดำเนินการในเรื่อง ของการไกล่เกลี่ยมีผลในการที่จะทำให้เกิดการสมานฉันท์ของคู่กรณีค่อนข้างมาก คณะรัฐมนตรี โดยท่านรองนายกรัฐมนตรีได้นำเสนอไปแล้วว่ากระบวนการในการไกล่เกลี่ยมีผลค่อนข้างมาก หลายสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมเองต้องขออนุญาตท่านประธานว่าอยากจะหยิบยกในเรื่องของสถิติ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในศาลโดยผู้ประนีประนอมประจำศาลทั่วประเทศ ได้มีรายงานประจำปี ของสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการได้ระบุเอาไว้ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๑ ถึงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๒ ว่าคดีที่ฟ้องร้องกันต่อศาลทั่วประเทศ ใน ๙๔๗,๐๑๓ คดีได้เข้าสู่การไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทในศาลถึง ๔๓๕,๓๑๖ คดี ซึ่งคิดเป็นจำนวน ๔๖ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน ในจำนวน ๔๖ เปอร์เซ็นต์นี้มีการไกล่เกลี่ยสำเร็จ ๔๑๘,๐๔๐ คดี เท่ากับ ๙๖ เปอร์เซ็นต์ ไกล่เกลี่ย ไม่สำเร็จเพียง ๑๗,๒๗๖ คดี เท่ากับ ๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ดังนั้นกระบวนการไกล่เกลี่ยเหล่านี้ จึงเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญ ซึ่งผมคิดว่ามันน่าจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไกล่เกลี่ยในชั้นก่อนฟ้องคดีก็เป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้การระงับข้อพิพาท ก่อนฟ้องได้สำเร็จลุล่วงไปอย่างดี ซึ่งผมคิดว่าปัญหาของการดำเนินงานคงจะมีน้อยลงเนื่องจาก ระบบกระบวนการทั้งหลายในการที่จะสร้างผู้ประนีประนอมที่เคยมีปัญหาอยู่ได้ดำเนินการ โดยนำข้อกำหนดของประธานศาลฎีกานำมาใช้ได้ ผมเรียนว่าในกระบวนการเหล่านี้นอกเหนือจาก ที่ทางคณะรัฐมนตรีได้เสนอไปแล้ว ผมอยากเรียนว่ามันมีคำถามอยู่ว่าแล้วกระบวนการ ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ดำเนินการออกพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. ๒๕๖๒ มันมีความสอดคล้องมีการขัดกันกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ ผมเรียนว่าจากการที่ ผมได้โอกาสได้ดูในพระราชบัญญัติฉบับนี้ซึ่งบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายนที่ผ่านมา เป็นกระบวนการไกล่เกลี่ยทางอาญา กระบวนการไกล่เกลี่ยทางแพ่ง เป็นกระบวนการไกล่เกลี่ย ทางอาญาในชั้นสอบสวนและกระบวนการไกล่เกลี่ยในภาคประชาชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งหนึ่ง ที่จะทำให้คดีทั้งหลายไม่ว่าคดีแพ่งหรือคดีอาญาซึ่งมีการกำหนดว่าคดีแพ่งจำนวนทุนทรัพย์ ไม่มาก แล้วก็ในเรื่องของคดีอาญาที่กำหนดเอาไว้ในบางประเภท ดังนั้นในกลไกทั้งหลายจะ เป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ต่อไปในอนาคตคดีจะมีโอกาสได้ลดลงความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณี ก็จะดีขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างผมคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ต่อข้อห่วงใยของท่านสมาชิก หลายท่านที่ผมเองก็นั่งคิดนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของค่าใช้จ่ายของผู้ที่จะมา ดำเนินการที่เป็นคู่กรณี ผมเองผมเรียนว่าในกระบวนการทางศาลเรามีกระบวนการที่เกี่ยวข้อง กับการร้องขอดำเนินคดีอย่างบุคคลอนาถาอยู่แล้วก็เป็นช่องทางหนึ่ง แต่ในช่องทางการไกล่เกลี่ย ก่อนฟ้องก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทุกคนห่วงใยเช่นเดียวกันว่าในวงเงิน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ซึ่งลดมาเยอะแล้ว แต่ว่าในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็กำหนดเอาไว้ให้ศาลนั้นสามารถที่จะใช้ดุลพินิจในการที่จะ กำหนดเป็นอย่างอื่น ก็คืออาจจะไม่คิดค่าใช้จ่ายเลย ซึ่งถ้าหากว่าคู่กรณีเป็นคนที่มีความยากจน ดังนั้นผมเรียนว่าในกระบวนการทั้งหลายที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมถือว่าเป็นช่องทางที่สำคัญจะทำให้เกิด กระบวนการได้อย่างครบถ้วนนะครับ ผมเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วก็หวัง เป็นอย่างยิ่งว่าพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนหรือว่ามีปัญหาในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม หรือว่าปัญหาในเรื่องของค่าใช้จ่ายอะไรต่าง ๆ ก็จะได้รับการดูแลจากรัฐบาลหรือว่าทางศาล ต่อไปนะครับ ผมเองต้องขอขอบคุณท่านประธาน ณ โอกาสนี้ครับ