กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ หารือร่างกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี โดยเสนอให้รับเรื่องด้วยวาจาได้และกำหนดหลักเกณฑ์การปฏิบัติอย่างชัดเจนเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ง่ายและเป็นธรรมมากขึ้น พร้อมทั้งเสนอให้ทบทวนการเก็บค่าธรรมเนียมร้อยละ 25 ในการไกล่เกลี่ย ซึ่งอาจขัดหลักการคืนค่าธรรมเนียมและเปิดช่องให้เลี่ยงภาระทางการเงิน รวมถึงก่อปัญหาเรื่องการฟ้องซ้ำและอายุความ โดยเฉพาะในคดีหนี้ กยศ. เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและมาตรฐานที่ชัดเจนในการไกล่เกลี่ย
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมขอเรียนว่าโดยหลักการที่เสนอให้สภาแห่งนี้ เพื่อทำการพิจารณาเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดีนี้ ผมเห็นด้วยในหลักการแต่ว่า สิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้เป็นข้อเสนอแนะและข้อห่วงกังวล ในฐานะที่ก่อนหน้านี้เคยคลุกคลี อยู่กับกระบวนการทางศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประนีประนอมยอมความนี้เป็นกระบวนการหนึ่ง ที่จะลดคดีนำคดีขึ้นสู่ศาล แล้วก็เป็นหนทางหนึ่งที่จะให้กระบวนการยุติธรรมเข้าถึงพี่น้อง ในรากหญ้าได้ง่าย ผมเชื่อว่าก่อนหน้านี้แล้วก็ในระหว่างนี้มีการพยายามร่างพระราชบัญญัติ ยุติธรรมชุมชนหลายฉบับ แต่ว่าด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่พระราชบัญญัติหลาย ๆ ฉบับ ยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผมอ่านดูมาตรา ๒๐ ตรี ผมขออนุญาต แยกเป็น ๓ ช่วง เสนอความเห็นเป็น ๓ ช่วง ก็คือว่าช่วงที่มีการรับข้อเสนอก่อนยื่นฟ้องคดี เพื่อเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย แล้วก็เมื่อเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยสุดท้ายก็คือภายหลัง การไกล่เกลี่ยสำเร็จ ผมขอเสนอแนะอย่างนี้ ท่านประธานถ้าดูตามมาตรา ๒๐ ตรี เราจะเห็น ได้ว่าเจตนารมณ์ก็คือต้องการลดทอนคดีขึ้นสู่ศาล ถ้าหากพิจารณาตามบทบัญญัติตัวยกร่าง ก็คือรวมทั้งรายละเอียดข้อพิพาทที่คู่กรณีมายื่นความจำนงพูดง่าย ๆ คำว่าคู่กรณีในที่นี้ไม่ได้ หมายความว่าเป็นโจทก์ฝ่ายเดียว หรือบุคคลที่กำลังจะใช้สิทธิเรียกร้องหรือถูกโต้แย้งสิทธิ ฝ่ายเดียว แต่คนที่อาจจะตกเป็นจำเลยในอนาคตก็สามารถที่จะยื่นเข้าหลักเกณฑ์การพิจารณา ก่อนฟ้องคดีไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดีได้ ดังนั้นผมเสนอว่าเพื่อให้การเข้าถึงได้โดยง่ายอยากให้ มีการรับเรื่องด้วยวาจาได้ด้วย เพราะว่าชาวบ้านส่วนใหญ่เขาไม่ทราบหรอกว่าเขาจะบรรยาย รายละเอียดข้อพิพาทอย่างไร จะคำนวณทุนทรัพย์อย่างไรให้เข้าหลักเกณฑ์เหมือนวิธีพิจารณา ความแพ่งกรณีที่มีการฟ้องคดีที่ศาล ทีนี้พอมาถึงตรงนี้แล้วหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติสำคัญมาก ผมดูมาตรา ๒๐ ตรี ยังไม่ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์การปฏิบัติตั้งแต่การส่งคำคู่ความให้กับ อีกฝ่ายหนึ่ง ระยะเวลาในการตอบรับก็ไม่ปรากฏ ถ้าหากเป็นกรณีทั่วไปเมื่อมีการส่งคำฟ้อง ส่งคำคู่ความในกรณีถูกฟ้องคดีก็จะมีระยะเวลาในการยื่นคำให้การ แต่กรณีลักษณะอย่างนี้ ประเด็นที่ ๑ ก็คือคำคู่ความใครเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมในการส่งคำคู่ความก็หลายร้อยบาท ใครเป็นผู้ชำระ แล้วระยะเวลาในการให้คำตอบว่ามีความประสงค์จำนงที่จะเข้าสู่กระบวนการ ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดีมีระยะเวลากี่วัน ดังนั้นกระบวนการหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติถือว่าเป็น สิ่งสำคัญ ถ้าหากดูให้นำความตามมาตรา ๒๐ ทวิมาใช้ อันนี้คือการประนีประนอมยอมความ เมื่อมีการฟ้องคดี ซึ่งถือเป็นหลักเกณฑ์ต่างช่วงเวลากัน อันนี้คือประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ก็คือเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมร้อยละ ๒๕ ตรงนี้ผมเป็นห่วงแล้วก็ เห็นด้วยกับที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ ผมมาอ่านดูตอนท้ายเกี่ยวกับการวาง ค่าธรรมเนียมศาลมันย้อนแย้งแล้วก็ไม่ตรงกับสิ่งที่เราปฏิบัติกันมาก่อนหน้านี้ นั่นหมายความว่า ค่าธรรมเนียมศาลถึงแม้จำนวนมันอาจจะน้อยร้อยละ ๒๕ ของจำนวนทุนทรัพย์ตามตาราง การวางค่าธรรมเนียมตามวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่ประชาชนที่ไม่มีเงินจริง ๆ เข้าถึงไม่ได้ ๒. ก็คือว่าปกติแล้วค่าธรรมเนียมวางศาลหากคดีมีการประนีประนอมยอมความได้จะมีการคืน ค่าธรรมเนียม ๓ ใน ๔ หรือ ๗ ใน ๘ ตามแต่ดุลพินิจหรือระเบียบที่มีอยู่ แต่กรณีการไกล่เกลี่ย ก่อนฟ้องคดีปรากฏว่ากลับตรงกันข้ามครับ ท่านประธาน เมื่อมีการประนีประนอมยอมความโดยศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว กรณีที่ศาลปฏิเสธ ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด ถามว่าแล้วหากกรณีที่ศาลประนีประนอมยอมความ กรณีที่ศาล ประนีประนอมยอมความเป็นไปตามที่คู่กรณีร้องขอหรือตรงตามเจตนารมณ์ที่คู่กรณีได้มี การไกล่เกลี่ยแล้วไม่คืนค่าธรรมเนียมศาล ผิดหลักที่เราปฏิบัติกันมา กรณีที่ประนีประนอม ยอมความแล้วอีกฝ่ายไม่ต้องรับภาระค่าธรรมเนียมคืนให้กับคู่ความอีกฝ่าย ตรงนี้ผมเป็นห่วง ๒. เกี่ยวกับค่าธรรมเนียมที่ผมเป็นห่วงที่สุดก็คือว่าจะเป็นช่องทางในการเลี่ยงค่าธรรมเนียม ของสถาบันการเงินอื่น ๆ หรือไม่ แล้วมันจะโยงกับสิ่งที่ผมจะเป็นห่วงในเรื่องของข้อกฎหมาย เกี่ยวกับการฟ้องซ้ำ ท่านประธานขอเวลานิดหนึ่งครับท่านประธาน กรณีที่วางค่าธรรมเนียม ร้อยละ ๒๕ ของตารางค่าธรรมเนียม หากตกลงกันได้ แล้วศาลมีคำพิพากษาตามยอม เท่ากับว่า ฝ่ายที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเต็มจำนวนตามตารางค่าธรรมเนียมเสียเงินแค่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ถามต่อว่าสัญญาประนีประนอมที่ศาลมีคำพิพากษาตามยอมก่อนฟ้องคดีมีผลผูกพันขนาดไหน เพราะคดี ๑ คดี ไม่สามารถมีคำพิพากษา ๒ ครั้ง ถูกหรือไม่ นี่คือหลักทั่วไป จะเป็นฟ้องซ้ำ ทันทีตามวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ คำถามถามว่า กรณีที่ให้ศาลพิพากษาตามยอม ก่อนฟ้องคดี ปกติแล้วคำพิพากษามันจะมีได้เมื่อมีคู่ความก็คือโจทก์และจำเลย แต่กรณีนี้ คู่กรณียังไม่ใช่โจทก์และจำเลย แล้วยังไม่มีคำฟ้องจะใช้คำว่าศาลมีคำพิพากษาตามยอม ได้หรือไม่ อันนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายและจะถือว่าคำพิพากษาตามยอมที่มีอยู่ก่อนฟ้องคดี มีผลผูกพันและถือว่าเป็นการฟ้องซ้ำหรือไม่ หากคำพิพากษาที่ศาลมีคำพิพากษาตามยอม ก่อนฟ้องคดีแล้วตกลงกันไม่ได้ พูดง่าย ๆ ไม่สามารถปฏิบัติได้ แล้วต้องมีการนำคดีขึ้นสู่ศาล ทำเป็นคำฟ้องอีก ในข้อหาเดียวกันคู่ความรายเดียวกันจะเป็นอย่างไรในส่วนของข้อกฎหมาย อันนี้ฝากเป็นข้อเสนอแนะ แล้วก็ไม่อยากให้เป็นปัญหาในอนาคต จริง ๆ ยังมีอีกหลายประเด็น แต่ว่าอีกประเด็นหนึ่งสุดท้ายฝากไว้ อย่างที่ผมเกริ่นตั้งแต่ต้นว่าคู่กรณีก็คือไม่จำเป็นต้องคน ที่เป็นโจทก์ฝ่ายเดียว จำเลยก็ได้ ยกตัวอย่างกรณีนักศึกษาที่มีหนี้ กยศ. ต้องการที่จะยื่นคำร้อง เรียกกองทุนให้มาเข้าสู่กระบวนการนี้ ถามว่าถ้าดูตามนี้ทำได้ แต่นักศึกษาเหล่านี้ต้องหา ค่าธรรมเนียมร้อยละ ๒๕ เพื่อให้เรียกกองทุน กยศ. มาเจรจาไกล่เกลี่ย เมื่อเจรจาไกล่เกลี่ย แล้วตกลงกันได้ ก็ขอให้ศาลมีคำพิพากษาตามยอม สุดท้ายปฏิบัติชำระไม่ได้ ถามว่าคดีนี้ กยศ. จะสามารถนำคดีขึ้นสู่ศาลฟ้องใหม่ในข้อหาเดียวกัน ทุนทรัพย์จำนวนเดียวกันได้หรือไม่ จะเป็นกรณีของการฟ้องซ้ำหรือไม่ และท้ายที่สุดแล้วฝากในเรื่องของอายุความ เกรงว่า คนที่ไม่รู้กฎหมายไม่เป็นไร บางคนที่รู้กฎหมายอาจจะเอาเรื่องกระบวนการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดี เพื่อให้อายุความสะดุดหยุดอยู่ หรือสะดุดหยุดลงก็แล้วแต่ อันนี้ฝากเป็นข้อเสนอแนะแล้วก็ ห่วงใย ดังนั้นวิธีปฏิบัติและหลักเกณฑ์ตามที่ผมได้เสนอมาทั้งหมดน่าจะไปพิจารณาเพื่อให้ กระบวนการไกล่เกลี่ยของคู่กรณีของพี่น้องมีมาตรฐานมากกว่านี้ครับ ขอบคุณครับ