คารม พลพรกลาง ตั้งข้อสังเกตและแสดงความกังวลต่อร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยเฉพาะมาตรา ๒๐ ตรี ที่อาจเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายที่มีอำนาจต่อรองสูงกว่า และส่งผลกระทบต่อประชาชนที่มีฐานะเปราะบาง พร้อมตั้งคำถามถึงความยุติธรรมและความจำเป็นของกฎหมายดังกล่าวในการจำกัดไม่ให้ข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการศาล
เรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ขออนุญาตที่จะอภิปรายตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพื่อเพิ่มมาตรา ๒๐ ตรี เพื่อให้เห็นว่า ผมมีข้อกังวลใจหลายประเด็น
ประเด็นแรก ผมมีคำถามไปยังผู้เสนอทางคณะรัฐมนตรีว่า กฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่งเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติ เพราะอะไรจึงต้องนำเข้าเป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศ จริง ๆ แล้วเท่าที่ฟังการนำเสนอข้อจำเป็นในการที่จะให้มีกฎหมายฉบับนี้หรือมาตรานี้ขึ้นมา ปัจจุบันนี้สังคมไทยก็มีการประนีประนอมก่อนฟ้อง ระหว่างฟ้อง หรือแม้แต่บังคับคดีแล้วก็มี ประเด็นไม่อยู่ที่ว่าเป็นการอำนวยความยุติธรรมเพื่อให้เกิดความสะดวกแก่ประชาชน ประเด็น อยู่ที่ว่า อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าท่านสังเกตดี ๆ ว่ามาตรา ๒๐ ตรี ให้มีการนำ ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นกับประชาชนระหว่างเอกชนด้วยกัน เพื่อจะให้มีการยุติข้อพิพาทไม่ให้ มีคดีขึ้นสู่ศาลครับ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าเจตนาจริง ๆ ผมอยากจะอภิปรายให้ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติให้ทราบว่าข้อพิพาทที่เกิดขึ้นทุกวันนี้คดีไม่ว่าจะเป็นคดีกู้ยืมเงิน คดีบัตรเครดิต คดีกับสถาบันการเงิน อำนาจต่อรองระหว่างประชาชนที่เป็นหนี้กับเจ้าหนี้เหล่านี้ อำนาจต่อรองจริง ๆ ท่านประธานต้องทราบว่าคือคนที่มีอำนาจต่อรองเหนือกว่า ประเด็น ไม่ได้อยู่ที่ว่าค่าธรรมเนียม ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วถ้าเกิดศาลไม่รับคำร้องตามสัญญาประนีประนอม ยอมความตามวรรคสองแล้วคืนค่าธรรมเนียม ประเด็นมีว่าผู้เสนอได้ผูกเอามาตรา ๑๓๘ มาใส่ในวรรคสอง ทำไมผมต้องพูดเรื่องนี้ มาตรา ๑๓๘ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นเรื่องพิพากษาตามคำพิพากษาตามยอมที่คู่ความหรือคนจะมีคดีนำเสนอเข้ามาที่ศาล มาตรา ๑๓๘ เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ขัดต่อความสงบ ไม่เป็นไปในเรื่องกลฉ้อฉล ศาลต้องพิพากษาตามยอม ท่านประธานรู้หรือไม่ว่าลักษณะอย่างนี้เขาเรียกว่าซ่อนบางอย่างไว้ เอาบางอย่างมาแสดงว่าเจตนาดีกับชาวบ้าน ไม่อยากให้มีข้อพิพาทขึ้นศาล ไม่อยากให้คดีรกโรงรกศาล ผมเป็นทนายความเท่าที่มีประสบการณ์ ท่านประธาน คดีที่ขึ้นศาล ศาลพิพากษาตามยอม คนที่เป็นลูกหนี้คือคนจน คือชาวบ้าน คือประชาชนที่เลือกพวกผมมา เวลาเขาเป็นหนี้ เวลาทำสัญญายอมน้อยคนที่จะมีความรู้ แม้จะมีทนายความ เวลาขึ้นศาลส่วนใหญ่อยากให้จบเร็วอย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ขออนุญาต ที่จะเอ่ยนามท่าน ความเร็วกับความยุติธรรมสวนทางกันเสมอ เขาทำสัญญาประนีประนอม ยอมความ ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานทราบ เขาเป็นหนี้ครับ เขาอยากคิดว่าเขาจะจบเร็ว ผ่อนได้ ทำสัญญายอมความแล้ว สุดท้ายผ่อนไม่ได้ต้องมาฟ้องตามวรรคสองให้เอามาตรา ๑๓๘ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ สุดท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความทำถูกต้อง ขณะนั้น เขาไม่มีเงินผ่อนชำระเขาต้องถูกยึดทรัพย์ ท่านทราบไหมครับว่าลักษณะอย่างนี้คือ การเอาเปรียบประชาชน ลักษณะอย่างนี้ อย่างที่ผมอภิปรายนี้ไม่ได้ตรงไปตรงมา เพราะเหตุ ว่าอะไร เพราะเหตุว่าส่วนใหญ่แล้วคนที่มีอำนาจต่อรองน้อยก็คือคนที่เป็นหนี้ คือประชาชน แต่ว่าเอากฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาผมจึงตั้งข้อสังเกตว่าแม้เจตนาจะดีไม่อยากให้คดีขึ้นไปสู่ศาล จริง ๆ แล้วขึ้นสู่ศาลการประนีประนอมยอมความโดยผู้ประนีประนอมมีทั้งเร็วและช้าไม่มีใคร ปฏิเสธ แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าเวลาประนีประนอมยอมความไปแล้วมันอุทธรณ์ฎีกาได้ยาก ไม่ใช่ ไม่ได้ คดีมันยุติ พอคดียุติชาวบ้านเป็นหนี้ ประชาชนเป็นหนี้ก็ยึดทรัพย์สิครับ ท่านประธาน ต้องทราบนะครับว่าปัจจุบันนี้นายทุนต่างประเทศคนที่เขาเข้ามา เขามีทุนเขาเข้ามาเป็น เจ้าของบริษัทที่ให้บริการกับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นคดีผู้บริโภค คดี ผบ. ที่ทนายความเขาเรียก สัญญาเขาเรียกว่าสัญญาที่เป็นรูปแบบสัญญาตัวเล็กมาก และขณะที่เซ็นสัญญาน้อยคนที่จะอ่าน และน้อยคนที่จะเข้าใจ เพราะว่าไม่ได้มีความรู้จบเนติบัณฑิตเหมือนท่านรองนายกรัฐมนตรี จบดอกเตอร์เหมือนรองนายกรัฐมนตรีจะได้อ่านแล้วเข้าใจ อันนี้ผมกราบเรียนว่าอันนี้คือ ข้อเสียเปรียบ เมื่อทำสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างที่ผมอภิปรายเสร็จสุดท้ายแล้ว ถูกยึดทรัพย์ ถูกยึดบ้าน ยึดรถ ยึดทรัพย์สิน อันนี้ครับที่ผมสงสัยว่าการที่เอากฎหมายฉบับนี้ ผ่านคณะรัฐมนตรีไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วก็ส่งเข้ามาที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา คนร่างกฎหมายก็คือฝ่าย ครม. ไม่ได้มาจากประชาชนคือสภาร่างคือสภาผู้แทนราษฎร การสอบทานผมดูในเอกสารที่เสนอมาศาลยุติธรรมมีการไปฟังความคิดเห็น เห็นด้วยในส่วน ที่เขาเรียกว่า ประเด็นที่อยู่ในหน้า ๑๑ นะครับท่านประธาน เรื่องการรับฟังความคิดเห็น และผลการรับฟังความคิดเห็นมันน้อยมาก ๕๒ คน เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ๕ คน กับประเทศนี้ ประเทศไทยคนจนกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ผมอยากตั้งข้อสังเกตแล้วก็ อยากฝากไว้ว่าให้สมาชิกรัฐสภามองว่ากฎหมายฉบับนี้อำนวยความยุติธรรมจริงหรือเปล่า หรือเป็นการเอื้อใคร หรือจะเป็นการบีบคนที่เขาไม่มีทางต่อสู้ โดยใช้ระบบบอกว่าก่อนขึ้นศาล ไม่อยากให้คดีมาศาล ทั้งที่ศาลเราต้องยอมรับว่ามีความเป็นธรรม ศาลยุติธรรมยังพึ่งพาได้ อย่างน้อย ๆ ผู้ไกล่เกลี่ยก็ทำหน้าที่แทนศาล ทำในศาลด้วยครับ ความเร็วหรือช้าไม่ใช่ประเด็น คดีเยอะหรือคดีน้อยไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือความยุติธรรมมันมีให้กับประชาชนหรือเปล่า เพราะฉะนั้นในส่วนของผมจึงเห็นว่ากฎหมายตัวนี้ก็ยังสงสัยอยู่ว่าเป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศ อย่างนั้นหรือ แล้วก็เขียนมาแบบนี้จุดประสงค์ผมพยายามจะเข้าใจแล้วก็อ่านโดยละเอียดแล้ว ผมเห็นว่าไม่ได้ตรงไปตรงมา เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตไว้ในเวลาที่ท่านประธาน อนุญาต เพื่อจะบอกว่ากฎหมายแบบนี้เป็นกฎหมายที่ยังต้องมีการสอบทานกันอีก เพราะฉะนั้น เพื่อให้มีการนำไปสู่สุดท้ายแล้วจะประกาศใช้ควรจะต้องมีความละเอียดและรอบคอบมากกว่านี้ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ