สันติ ชี้พิธีสารการเงินอาเซียนล้าสมัย ต้องปรับรับฟินเทค

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๒

สันติ กีระนันทน์ หารือเกี่ยวกับพิธีสารการเปิดเสรีบริการทางการเงินภายใต้กรอบอาเซียน โดยสนับสนุนการพัฒนาภาคการเงินร่วมกับประเทศสมาชิก แต่ตั้งข้อสังเกตว่าเนื้อหาบางส่วนล้าสมัยและควรปรับให้สอดคล้องกับยุคฟินเทค รวมถึงผลักดันให้ไทยสามารถขยายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างเท่าเทียม

นายสันติ กีระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สันติ กีระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ฟังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ หลายท่านอภิปรายเกี่ยวกับพิธีสารอนุวัติข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงิน ฉบับที่ ๘ ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน วันนี้เรากำลังพูดถึง ภาคการเงิน เรายังไม่ได้พูดถึงภาคธุรกิจจริง กราบเรียนว่าภาคธุรกิจจริงนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะที่ภาคการเงินนั้นเป็นเสมือนเส้นโลหิตใหญ่ ถ้าเผื่อขาดเลือดในเส้นเลือดแล้วภาคธุรกิจจริงก็คงจะไปได้ลำบากยากเย็นทีเดียวนะครับ เรากำลังพูดถึงกรอบของอาเซียน (ASEAN) เพราะว่าเราต้องพูดถึงประชากรของอาเซียน (ASEAN) ประมาณ ๖๐๐ ล้านคน มากกว่าที่จะพูดถึงเพียงแค่ประชากรในประเทศไทย ๖๗ ล้านคน ขนาดของตลาดของอาเซียน (ASEAN) นั้นเป็นที่จับตามองของคนทั่วโลก ดังนั้น แนวคิดในการร่วมไม้ร่วมมือกันที่เราเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) ปีสองปีแล้ว เรียกว่าพึ่งพาทรัพยากรของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) เพื่อคนอาเซียน (ASEAN) ด้วยกัน พิธีสารฉบับนี้ความจริงแล้วในความเห็นของผมซึ่งได้ทำงานอยู่ในภาคการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคตลาดทุนมายาวนานประมาณสัก ๒๐ ปี ต้องกราบเรียนว่าพิธีสารฉบับนี้อาจจะมาช้าไป สักหน่อยหนึ่ง ผมอาจจะขออนุญาตยกตัวอย่างเอกสารที่วันนี้ได้รับ ขออนุญาตแสดงนะครับ หน้า ๖ ซึ่งเป็นบทวิเคราะห์นั้นก็ยังเป็นการวิเคราะห์ที่ล้าสมัยเกินไปแล้ว เพราะยังพูดถึงเรื่อง ของการเชื่อมโยงตลาดหลักทรัพย์ระหว่างประเทศไทย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย เรียกว่าอาเซียน ลิงก์เกจ (ASEAN Linkage) นั่นเป็นสมัยตั้งแต่ผมทำงานอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย อาเซียน ลิงก์เกจ (ASEAN Linkage) นั้นยกเลิกไปนานแล้วครับ เพราะว่า ไม่คุ้มในการลงทุนนะครับ ซึ่งในการไม่คุ้มในการลงทุนต้องกราบเรียนว่าวันนี้มันเป็นข้อบ่งชี้ ชัดเจนอันหนึ่งที่สนับสนุนการอภิปรายของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ขออนุญาตเอ่ยนาม คุณกรณ์นะครับ วันนี้ภาคการเงินนั้นเรื่องของการมี ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ ฟิซิเคิล พรีเซนซ์ (Physical presence) หรือว่าต้องไปตั้งสาขาอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งนั้นอาจจะล้าสมัยไปแล้ว เนื่องจากทุกวันนี้ในการทำธุรกรรมทางการเงินนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือฟินเทค (FinTech) ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของภาคการเงินทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ภาคธนาคารพาณิชย์หรือว่าจะไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ก็ตาม ดังนั้นผมขออนุญาตสนับสนุนแนวคิดของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ขออนุญาตเอ่ยนามอีกครั้ง คุณกรณ์ว่าวันนี้ควรจะใส่ความพยายามไปในการพิจารณาหรือว่าพูดถึงการพัฒนาทางด้านนี้ ให้มากขึ้น อย่างไรก็ดีครับท่านประธาน พิธีสารฉบับนี้เมื่อสักครู่ที่ผมกราบเรียนว่าอาจจะมา ช้าไปเนื่องจากพิธีสารฉบับนี้วันนี้ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือว่าจะต้องมาให้สัตยาบันกันกำลัง พูดถึง ๒ เซกเตอร์ (Sector) ที่ปรากฏอยู่ในวันนี้ก็คือเซกเตอร์ (Sector) หนึ่งที่เป็นเรื่องตลาดทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มย่อยที่เป็นเรื่องบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ที่จริงแล้วบริษัทหลักทรัพย์ จัดการกองทุนต่างชาติสามารถมาถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ได้แม้แต่ยังไม่มีพิธีสารฉบับนี้ก็ตาม ตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ดังนั้นการที่รับพิธีสารฉบับนี้ซึ่งต้องรับ ไม่อย่างนั้นแล้วกำลังเกิดเหตุการณ์ ที่เราเปิดประตูให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนในประเทศไทยได้ ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราเองครับที่อาจจะยังไม่สามารถเปิดประตูออกไปที่ประเทศเพื่อนบ้าน อีก ๙ ประเทศได้เต็มที่ในอาเซียน (ASEAN) นั้นมีทั้งอาเซียน (ASEAN) ตอนบนและอาเซียน (ASEAN) ตอนล่าง ซึ่งต้องยอมรับว่าอาเซียน (ASEAN) ตอนบน อย่างเช่น ประเทศเมียนมาร์ ประเทศลาว ประเทศเขมร ประเทศเวียดนามระดับการพัฒนาในภาคการเงินนั้นอาจจะยัง ไม่ได้ทัดเทียมประเทศไทย ในขณะที่อาเซียน (ASEAN) ตอนล่างไล่ลงไปตั้งแต่ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดนีเซีย แล้วอาจจะบวกประเทศบรูไนดารุสซาลามเข้าไป อีกประเทศหนึ่ง ระดับของการพัฒนาในภาคการเงินนั้นก็มีทั้งที่ทัดเทียมประเทศไทยและ มีทั้งที่รุดหน้ากว่าประเทศไทย แต่ที่รุดหน้ากว่าประเทศไทยก็คงจะไม่ใช่เพราะประเทศเขาเอง แต่เนื่องจากเขาเป็นประเทศที่เปิดรับวัฒนธรรมของโลกนี้อย่างกว้างขวาง อย่างเช่นประเทศ สิงคโปร์เป็นต้น ดังนั้นการที่เราเห็นอาเซียน (ASEAN) เป็น ๒ ท่อนคือท่อนบนกับท่อนล่างนั้น โอกาสที่จะเกิดขึ้นจากพิธีสารฉบับนี้ไม่เพียงแค่เราเปิดประตูรับเขาเข้าบ้านเพื่อมีการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่เราจะเปิดประตูจากบ้านของเราออกไปสู่ ประเทศเพื่อนบ้านเพื่อประโยชน์ในการลงทุนแล้วก็ขยายขอบเขตของการทำธุรกิจ ซึ่งแน่นอน นักธุรกิจทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในภาคธุรกิจจริงหรือในภาคการเงินนั้นการกระจายการดำเนินงาน ในธุรกิจที่ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษอีกครั้งนะครับที่เรียกว่าเป็นการทำไดเวอร์ซิฟิเคชัน (Diversification) เป็นสิ่งจำเป็นนะครับ เพราะทำให้ต้นทุนต่อการให้บริการต่อหน่วยลดต่ำลง ประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่จะต้องสร้างขึ้นเพื่อให้เกิดความสามารถในการแข่งขัน ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติบางท่านก็อาจจะให้ข้อสังเกตไว้ ซึ่งก็เป็นข้อสังเกตเดียวกันที่ผมอยากจะให้ข้อสังเกต เป็นความกังวลใจเช่นเดียวกันว่าจำเป็นที่จะต้องดูแลผู้ประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยเฉพาะ อย่างยิ่งรายที่ยังไม่ได้ใหญ่โตมากนัก อันนั้นต้องกราบเรียนว่าเรามีผู้กำกับดูแลทั้งใน ๒ เซกเตอร์ (Sector) อย่างเช่นธนาคารแห่งประเทศไทยดูแลแบงก์กิง เซกเตอร์ (Banking sector) ก็คือ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ เรามีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ดูแลการประกอบธุรกิจในตลาดทุน เรามี คปภ. สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริม การประกอบธุรกิจประกันภัยที่ดูแลในธุรกิจประกันภัยทั้งประกันวินาศภัยและประกันชีวิต ดังนั้นแล้วการที่มีผู้กำกับดูแลและเป็นผู้กำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพอยู่พอสมควรแล้วอันนั้น อาจจะเป็นหลักประกันอันหนึ่งที่ทำให้เกิดความมั่นใจว่าใครก็ตามที่จะมาประกอบธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงินในประเทศไทยนั้นจะต้องเป็นไปตามหลักทีเรียกว่าฟิต แอนด์ พรอปเพอร์ (Fit and Proper) ก็คือจะต้องได้มาตรฐานของการดำเนินธุรกิจอย่างน้อยที่สุด ของประเทศไทยซึ่งวันนี้หลายเซกเตอร์ (Sector) หลายศัพท์เซกเตอร์ (Sector) นั้นมีระดับ มาตรฐานไม่แตกต่างกับระดับสากลแล้วก็จะเป็นการป้องกันความปลอดภัยว่าผู้ที่ใช้บริการ ในประเทศนั้นอาจจะไม่ต้องกังวลใจมากนัก ในขณะเดียวกันการเปิดประตูออกไปสู่ต่างประเทศ ก็จะเป็นการขยายโอกาสให้กับผู้ทำธุรกิจในประเทศไทยได้ออกไปขยายธุรกิจในต่างประเทศ อย่างเช่นสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณาอภิปรายไปแล้วเมื่อสัก ๒-๓ สัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคาร แห่งใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศไทยที่มีขนาดใหญ่มากก็คือธนาคารกรุงเทพได้ออกไปซื้อธุรกิจ ของธนาคารอินโดนีเซียก็คือธนาคารเพอร์มาตาทั้งหมดคงจะจ่ายเงินรอบแรกไปประมาณ ๘.๑ หมื่นล้านบาท ซึ่งธนาคารเพอร์มาตานั้นมีไซส์ (Size) หรือมีขนาดใกล้ ๆ กับธนาคารทิสโก้ ในประเทศไทย แต่นั้นก็คือแสดงให้เห็นชัดเจนนะครับว่าวันนี้โลกการเงินนั้นไร้พรหมแดน ฉะนั้นแล้วการทำพิธีสารฉบับนี้แม้ว่าจะช้าไปก็ยังดีกว่าที่จะไม่มา อย่างไรก็ดีครับ เราคงไม่ได้พูดถึงข้อดีทั้งหมดเท่านั้นในการที่จะต้องให้สัตยาบันรับพิธีสารฉบับนี้ คงจะต้องพูดถึงความกังวลใจซึ่งผมจะไม่กล่าวซ้ำว่าความกังวลใจนั้นธุรกิจการเงินกำลังแข่ง กับฟินเทค (FinTech) แต่ความกังวลใจที่มากกว่านั้นเติมขึ้นไปอีกสักนิดหนึ่งคือนอกเหนือจาก การแข่งกับฟินเทค (FinTech) แล้วนะครับ ไซเบอร์ ซีเคียวริตี (Cyber security) และอาชญากรรม ทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นสิ่งที่ต้องกังวลใจ บวกมากับอีกเรื่องหนึ่งก็คือการฟอกเงิน ที่เรียกว่า มันนี ลอนเดอริง (Money laundering) เมื่อมีธุรกรรมทางการเงินที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ไม่มีพรมแดนว่าบางประเทศ การแข่งขันนั้นเริ่มที่จะเป็นระดับภูมิภาค สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่ผม พูดมาสัก ๒-๓ เรื่องไล่ย้อนหลังกลับขึ้นไปก็คือการฟอกเงิน อาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ แล้วก็เรื่องไซเบอร์ ซีเคียวริตี (Cyber security) เป็น ๓ อย่างที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้ คงไม่ได้ปรากฏในพิธีสารหรอกครับ แต่ว่าคงจะต้องเป็นกรอบการเจรจากับประเทศ เพื่อนบ้านว่าจะจัดการและกำกับดูแลสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อย่างไร สุดท้ายท่านประธานที่อภิปราย มาทั้งหมดนั้นแม้จะเป็นความเห็นที่สะสมมาจากประสบการณ์ในการทำงานในอดีตนั้น อย่างไรก็ดีพิธีสารฉบับนี้ผมก็ขออนุญาตสนับสนุนที่จะต้องทำให้เกิดขึ้นและจะต้องพัฒนา ให้ก้าวหน้าขึ้นมากกว่านี้ โดยครอบคลุมความกังวลใจดังที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานและ เพื่อนสมาชิกผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ขอบคุณครับ