กรณ์ สนับสนุนเปิดเสรีการเงิน เร่งดิจิทัล-ร่วมอาเซียนรับยุคโซเชียลแบงก์กิ้ง

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๒

กรณ์ จาติกวณิช แสดงความเห็นสนับสนุนมาตรการส่งเสริมการแข่งขันในธุรกิจและการเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชน โดยหารือถึงข้อจำกัดของพิธีสารฉบับที่ 8 ที่ส่งผลต่อการแข่งขันทางการเงินระหว่างไทยกับมาเลเซีย พร้อมชี้ว่าธนาคารไทยให้ความสนใจโอกาสทางธุรกิจในประเทศอื่นในอาเซียนมากกว่า โดยยกตัวอย่างการลงทุนในอินโดนีเซีย และเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงการแข่งขันในภาคการเงินจากธนาคารดั้งเดิมไปสู่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ จึงเสนอให้เปิดเสรีการให้บริการทางการเงิน เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเฉพาะระบบยืนยันตัวตนแห่งชาติ (NDI) เพื่อรองรับยุคโซเชียลแบงก์กิ้ง และผลักดันความร่วมมือระดับอาเซียนเพื่อรับมือกับผู้เล่นใหม่อย่างแกร็บ กูเกิล หรืออาลีบาบา

นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นเลยขอพูด ตามตรงเลยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีแล้วก็สนับสนุนทุก ๆ มาตรการที่จะทำให้มีการแข่งขันในธุรกิจ การนำเสนอการบริการทางการเงินให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยมากยิ่งขึ้น

ประเด็นปัญหาที่อยากจะนำเสนอผ่านท่านประธานสภาไปสู่ท่านรัฐมนตรีก็คือ พิธีสารฉบับนี้เราคงหวังผลในการที่จะไปกระตุ้นทำให้มีการแข่งขันเพื่อประโยชน์ของพี่น้อง ประชาชนผู้ใช้บริการคนไทยได้ไม่มากนัก มันมีข้อจำกัดคืออันดับแรกแน่นอนที่สุดมันเป็น ข้อจำกัดเพราะว่าเป็นการลงนามระหว่าง ๒ ประเทศเท่านั้น ซึ่งธนาคารมาเลเซียพูดตามจริง ก็คืออยู่ที่นี่อยู่แล้วโดยที่มีอยู่ ๒ ธนาคาร คือธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด กับเมย์แบงก์ ประกอบธุรกิจแล้วก็ให้บริการทางการเงินให้กับผู้ใช้บริการที่เป็นคนไทยอยู่แล้ว การที่มี การลงนามในพิธีสาร ฉบับที่ ๘ ฉบับนี้ก็คงไม่ได้เพิ่มการแข่งขันจากประเทศมาเลเซียที่จะ ส่งผลต่อประโยชน์ในส่วนของพี่น้องประชาชนคนไทยมากนัก เช่นเดียวกันมองในมุมกลับ ธนาคารของประเทศไทยเองก็ไม่ได้แสดงเจตจำนงที่ชัดเจนที่อยากที่จะไปเปิดธนาคาร ที่ประเทศมาเลเซีย เนื่องจากก็ไม่ได้มองว่ามีโอกาสในการทำธุรกิจหรือทำกำไรมากนัก สิ่งที่เรา ได้เห็นในช่วงไม่นานนี้ที่ผ่านมาก็คือในส่วนของธนาคารไทยที่ได้ตัดสินใจไปขยายฐานการ ทำธุรกิจในประเทศอาเซียน (ASEAN) ประเทศอื่น ล่าสุดก็มีธนาคารชั้นนำของประเทศไทย ธนาคารหนึ่งไปซื้อกิจการธนาคารที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่าในแง่ของโอกาส ธนาคารไทยเองมองว่าโอกาสอาจจะอยู่ที่อื่นนอกเหนือจากทางประเทศมาเลเซียซึ่งก็ไม่ได้ เป็นอะไร แต่ประเด็นที่น่าคิดก็คือที่ยังไม่ได้มีการลงนามในพิธีสารกับประเทศนั้นธนาคารไทย ที่มีเจตจำนงจะไปทำธุรกิจในประเทศนั้นก็สามารถที่จะไปทำได้ แต่เป็นการไปทำในรูปแบบ ของการซื้อกิจการ กรณีนี้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ก็เป็นที่ทราบกันดี ในที่สาธารณะอยู่แล้ว ได้ใช้เงินจำนวนหนึ่งประมาณ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทในการที่จะซื้อ กิจการของธนาคารที่ประเทศอินโดนีเซียธนาคารหนึ่ง ชื่อพีที เพอร์มาตา ซึ่งเมื่อเราลองวิเคราะห์ ไปดูว่าด้วยสาเหตุใดทางกรุงเทพมหานครถึงได้สนใจที่จะซื้อธนาคารที่ประเทศอินโดนีเซีย ก็คงเป็นเพราะเขามองว่าโอกาสในทางธุรกิจยังดี สัดส่วนประชากรจากอินโดนีเซียที่มีบัญชี ธนาคารยังน้อยกว่าประเทศไทยเรามาก นอกจากนั้นส่วนต่างระหว่างเงินกู้ ดอกเบี้ยเงินกู้กับ ดอกเบี้ยเงินฝากที่ประเทศอินโดนีเซียก็ยังกว้างกว่าของประเทศไทยด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้น ก็จึงมีการตัดสินใจที่จะเข้าไปซื้อ

ประเด็นที่สำคัญก็คือถ้าสมมุติว่ามีพิธีสารลักษณะนี้กับประเทศอินโดนีเซีย โอกาสของธนาคารกรุงเทพ จำกัด ที่เป็นทางเลือกนอกเหนือจากการเข้าไปซื้อกิจการธนาคารเอเชีย ก็คืออาจจะเป็นการเปิดสาขาของตนเอง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ยากที่จะเริ่มจากการเปิดสาขาทีละ ๑ สาขา ๒ สาขา ในการที่จะแข่งขันกับธนาคารที่เขาประกอบกิจการอยู่แล้วเพราะฉะนั้น ทางเลือกที่เป็นไปได้ก็คือทางเลือกที่เขาได้เลือกเดินอยู่แล้วโดยไม่ต้องมีพิธีสาร ก็คือการซื้อ กิจการ นอกจากนั้นประเด็นปัญหาที่ตามมาที่ผมบอกว่าการลงนามในสัญญาฉบับนี้จะไม่ได้ มีผลต่อการเพิ่มระดับการแข่งขันในประเทศไทยมากเท่าที่ควร ก็เป็นประเด็นที่ท่านรัฐมนตรี ได้นำเรียนกับเราเมื่อสักครู่ว่าเงื่อนไขการเข้ามาของธนาคารต่างประเทศก็ยังอยู่ที่นโยบาย ของฝ่ายกำกับดูแลอยู่ดี พูดง่าย ๆ ก็คือจะออกใบอนุญาตให้เขาหรือไม่ ซึ่งในส่วนของตรงนี้ ผมคิดว่ามันเป็นประเด็นคำถามสำคัญว่าเราควรที่จะเข้าสู่ยุคที่ควรจะมีการเปิดให้ผู้ให้บริการ สามารถที่จะขอใบอนุญาตได้ง่ายกว่าในยุคสมัยปัจจุบันหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาก็ต้องเรียนว่า มีการปกป้องดูแลคุ้มครองผู้ประกอบการเดิมพอสมควร การขอใบอนุญาตธนาคารพาณิชย์ เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ ถ้าจะเข้ามาต้องการที่จะทำธุรกิจนี้ก็ต้องมาซื้อธนาคารที่มีอยู่แล้วเท่านั้น เพราะฉะนั้นนโยบายที่จะมีผลต่อการเพิ่มการแข่งขันที่แท้จริงน่าจะอยู่ที่นโยบายการเปิดเสรี ให้ผู้ที่ ณ ปัจจุบันไม่มีใบอนุญาตสามารถที่จะขอใบอนุญาตได้ ส่วนประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ผม อยากจะฝากไว้ในวันนี้ก็คือการแข่งขันที่จะเพิ่มขึ้นในยุคสมัยปัจจุบันมันไม่ได้เป็นการแข่งขัน ระหว่างธนาคารแข่งกับธนาคาร เพราะฉะนั้นการที่เราจะมีการเจรจาในการที่จะเปิดโอกาส ให้กับธนาคารในประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำธุรกิจในประเทศเรามากขึ้น สุดท้ายแล้วเรากำลังพูด ผิดประเด็น เรากำลังให้เวลาแม้แต่ในสภานี้ในการพิจารณาการลงนามระหว่างประเทศมาเลเซีย กับประเทศไทยในวันนี้ก็ค่อนข้างไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร เพราะการแข่งขันในการให้บริการ ทางการเงินในยุคสมัยปัจจุบันมันเป็นการแข่งขันระหว่างธนาคารกับผู้ประกอบการที่เขาเรียกว่า นอนแบงก์ (Non bank) ก็คือผู้ประกอบการที่ไม่ได้เป็นธนาคาร หรือว่าในโลกทางการเงิน ในยุคสมัยปัจจุบันเริ่มเรียกกันว่าโซเชียล แบงก์กิง (Social banking) โซเชียล แบงก์ (Social bank) ก็เหมือนกันโซเชียล มีเดีย (Social media) โซเชียล มีเดีย (Social media) เคยได้เปลี่ยนแปลง อุตสาหกรรมการสื่อสารมาแล้ว โซเชียล แบงก์กิง (Social banking) ก็มีแนวโน้มโอกาสที่จะ เปลี่ยนแปลงการแข่งขันในธุรกิจธนาคารเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นประเด็นที่สำคัญที่สุดที่เรา ควรที่จะใช้เวลาทั้งในส่วนของการพิจารณาในเชิงนโยบาย ซึ่งผมทราบว่าที่กระทรวงการคลัง ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อยู่แล้วและเราควรที่จะยกระดับการพิจารณาเรื่องนี้ในระดับอาเซียน (ASEAN) ด้วย เพราะในหลาย ๆ เรื่องเราอาจจะไม่สามารถที่จะแข่งขันด้วยตัวเราเองได้กับ ผนึกกำลังกันกับกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) ด้วยกันอาจจะเป็นไปได้ แข่งขันกับใครครับ ผู้ที่มีแนวโน้มที่จะเข้ามาให้บริการทางการเงินในอนาคตไม่ใช่ธนาคารที่ ๓ จากมาเลเซีย หรือที่ ๒ จากมาเลเซียครับ มันคือบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่วันนี้อาจจะเป็นแกรบ (Grab) อาจจะเป็นกูเกิล (Google) อาจจะเป็นอะเมซอน (Amazon) ซึ่งข้อได้เปรียบของผู้ประกอบการ เหล่านี้ที่เป็นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ก็เป็นที่ทราบกันดี ข้อได้เปรียบของเขาก็คือข้อมูล ก็คือเดต้า (Data) ด้วยข้อมูลเขาสามารถที่จะวิเคราะห์วิจัยความต้องการ ประเมินความเสี่ยง ของผู้ที่ประสงค์จะกู้ยืมเงินได้แม่นยำแล้วละเอียดถี่ถ้วนมากกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไปครับ เพราะฉะนั้นในอนาคตและในหลาย ๆ ประเทศก็คือ ณ ปัจจุบันผู้ให้บริการหลักทางการเงิน ไม่ใช่ธนาคารแต่เป็นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ดังนั้นสิ่งที่เราควรจะต้องเห็นควรจะต้องมี การถกเถียงกันในสภาแห่งนี้ก็คือประเทศไทยจะรองรับอย่างไร ประเทศไทยเราจะเตรียมตัว ต่อการแข่งขันหรือรูปแบบการแข่งขันที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องของ ตัวอินฟราสตรักเชอร์ (Infrastructure) ซึ่งตรงนี้ผมขออนุญาตที่จะผ่านท่านประธานชมเชย รัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาที่ขับเคลื่อนให้มีการพัฒนาเรื่องของการยืนยันตนเองในระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกกันในประเทศไทยว่าเอ็นดีไอ (NDI) เนชันนัล ดิจิทัล ไอเดนทิที (National Digital Identity) ในส่วนของตรงนี้จะเป็นกุญแจเข้าสู่การให้บริการทางการเงินในระบบเทคโนโลยี ดิจิทัลที่จะทำให้ประเทศไทยเราหรือประชาชนคนไทยได้ประโยชน์ ผมสามารถที่จะเรียนรู้จาก บางประเทศที่พัฒนาไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเทศเอสโตเนียหรือประเทศสวีเดน ตัวเปลี่ยนแปลง โครงสร้างเศรษฐกิจ ตัวเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้บริการและให้บริการทางการเงินที่สำคัญ ก็คือตัวดิจิทัล ไอดี (Digital ID) ของทั้ง ๒ ประเทศ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ท้าทายรัฐบาล ณ ปัจจุบันก็คือเมื่อวันนี้เรามีเอ็นดีไอ (NDI) ของเราเองแล้วกำลังเริ่มประยุกต์ใช้ ณ วันนี้ เราจะสามารถขยายผลให้คนไทยทุกคนมีตัวดีไอดี (DID) ของตนเองได้โดยเร็วได้อย่างไร เราจะสามารถเชื่อมโยงตัวดิจิทัล ไอดี (Digital ID) ของประชาชนคนไทยสู่การเข้าถึงการบริการ ในระบบรัฐเองให้ทั่วถึงได้อย่างไร เพื่อที่จะลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและเพื่อที่จะเปิดพื้นที่ให้กับ ผู้ให้บริการสามารถที่จะเข้ามาให้บริการที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ จึงเป็นประเด็นที่ท้าทาย แล้วที่ท้าทายที่สุดอีกเรื่องหนึ่งจากการที่ในอนาคตการแข่งขัน ในภาคการเงินจะไม่ได้เป็นการแข่งขันกันระหว่างสถาบันการเงินแต่จะเป็นการแข่งขันระหว่าง สถาบันการเงินที่มีอยู่แล้วกับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ก็คือความเป็นอธิปไตย การรักษา อธิปไตยของประเทศ ซึ่งประเด็นนี้ท้าทายมาก ท่านประธานคงจินตนาการได้ว่า ณ ปัจจุบัน บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไม่มีบริษัทไทยเลยโดยส่วนใหญ่พวกเราที่ส่งดาต้า (Data) ให้กับเขา ทุกวี่ทุกวันเกือบจะทุกวินาทีก็ให้กับบริษัทเทคโนโลยีที่เป็นของต่างชาติทั้งสิ้น ผู้สะสมดาต้า (Data) ผู้ที่มีศักยภาพในการนำดาต้า (Data) นั้นมาแปรเป็นบริการทางการเงิน ให้กับคนไทยในอนาคตคือบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติทั้งสิ้น เมื่อถึงวันนั้นไม่ต้องพูดถึงนะครับ ว่าธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินของไทยจะอยู่ได้อย่างไร แต่เราต้องมองว่าการกำกับ ดูแล การควบคุม การกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศเราจะดำเนินการ อย่างไร ในเมื่อผู้ให้บริการไม่ได้เป็นผู้ที่อยู่ใต้การควบคุมของเราในวันนี้ครับ เพราะฉะนั้น ประเด็นเหล่านี้ผมถึงมองว่าเป็นประเด็นที่สำคัญนะครับ ก็ไม่ได้อยากที่จะลดทอนผลงานของ ทางรัฐบาลในการที่จะดำเนินการไปสู่การลงนามในพิธีสารฉบับที่ ๘ ฉบับนี้นะครับ แต่อยาก ที่จะถือโอกาสนี้ในการที่จะย้ำประเด็นที่สำคัญกว่าว่าเราควรจะต้องใช้เวลาในการพิจารณา เรื่องอะไร เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้กับพี่น้องคนไทยในอนาคต และในขณะเดียวกันป้องกัน อธิปไตยของประเทศของเราครับ ขอบคุณครับท่านประธาน