จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ อภิปรายเห็นชอบในหลักการพิธีสารการเปิดเสรีบริการทางการเงินภายใต้อาเซียน แต่แสดงความกังวลต่อความไม่พร้อมของภาคการเงินไทยและผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเปิดให้ต่างชาติถือหุ้นร้อยละหนึ่งร้อยในธุรกิจการจัดการการลงทุน ท่ามกลางความเสี่ยงจากการสูญเสียข้อได้เปรียบในการเจรจา พร้อมทั้งหารือถึงความจำเป็นในการเจรจาข้อตกลงธนาคารอาเซียนผ่านความตกลงกับมาเลเซีย และเรียกร้องให้พิจารณาความสมดุลและประโยชน์ที่แท้จริงต่อประเทศไทยอย่างรอบคอบก่อนให้ความเห็นชอบ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จะขอเวลาของรัฐสภาแห่งนี้อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของพิธีสารอนุวัติ ข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงิน ฉบับที่ ๘ ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้า บริการของอาเซียน ซึ่งเสนอโดยคณะรัฐมนตรี ต้องเรียนอย่างนี้การเปิดเสรีทางการค้าทางการเงิน ครั้งนี้มันก็เป็นความคืบหน้าดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ฉบับที่ ๑-๗ ในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา ต้องกราบเรียนว่าโดยภาพรวมแล้วผมก็ให้ความเห็นชอบที่จะให้พิธีสารฉบับนี้ได้ผ่านสภาแล้ว ก็ได้ไปปฏิบัติใช้ แต่อย่างไรก็ตามต้องอภิปรายในข้อห่วงใยและข้อท้วงติงบางประการที่จะต้อง นำเสนอต่อท่านประธานผ่านมายังคณะรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะว่าวันนี้ต้องเรียนอย่างนี้ พิธีสารฉบับนี้ก็ต่อเนื่องอย่างที่ได้เรียนมาตั้งแต่ฉบับที่ ๑-๗ ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นในฉบับที่ ๘ การเปิดเสรีด้านต่าง ๆ ทางด้านการเงิน การค้าบริการเราเห็นภาพมาตั้งแต่ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว ว่าสุดทางมันเป็นอย่างไร มันจะต้องก้าวมาถึงจุดใด วันนี้ก็ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ แต่สถานการณ์ ภายในประเทศของเราเองนั้นต่างหากที่มีความเปลี่ยนไปครับ ต้องเรียนท่านประธานด้วย ความเคารพว่าในอดีตที่ผ่านมาถ้ามองภาพไปเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว ประเทศไทยอยู่ในฐานะ ผู้นำของอาเซียน (ASEAN) ทั้งเรื่องของภูมิศาสตร์ ทั้งเรื่องของการเงิน ทั้งเรื่องของการค้า การลงทุน แต่ปัจจุบันเราอยู่รั้งท้าย ข้อได้เปรียบที่เราเคยมีในการเจรจาความในเรื่องต่าง ๆ นั้นมันหดหายไป ต้องเรียนกับท่านประธานอย่างนี้ครับว่าวันนี้เรากำลังมีพิธีสารซึ่งวันนี้ โดยเฉพาะเรื่องของการธนาคารไปอยู่กับไทย-มาเลเซียเป็นหลัก เพราะประเทศอื่นการเจรจา ความยังไม่แล้วเสร็จในเรื่องของการเจรจาทวิภาคี ต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ลองนึกสภาพว่าอย่างที่เพื่อนสมาชิกท่านอิสสระได้อภิปรายเมื่อสักครู่ ขนาดของแบงก์กิง เซกเตอร์ (Banking sector) ของประเทศไทยกับของประเทศมาเลเซียมันคนละไซส์ (Size) กันของเขาใหญ่กว่าเราเป็นเท่าตัว ลองนึกภาพต่อไปว่าในอนาคตจะต้องมีการเปิดเสรีทางการเงิน และประเทศที่จะต้องเจรจาความทวิภาคีกลายเป็นประเทศสิงคโปร์ และประเทศไทยจะเอา ความได้เปรียบใดเข้าไปต่อล้อต่อกรกับเขาในการเจรจาความต่าง ๆ วันนี้โดยเฉพาะภาคการธนาคาร เป็นภาคซึ่งโดนดิสรัปต์ (Disrupt) มากที่สุด สาขา ๑ ท่านประธานครับ เราจะเอาความมั่นคง ให้กับพี่น้องประชาชนที่ทำงานอยู่ในภาคการเงินการธนาคารเหล่านี้จากที่ไหน ในขณะเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นวันนี้ธนาคารต่างประเทศเวลาเขาจะมาเปิดสาขา เขาจะมาทำธุรกรรมทาง การเงิน มันไม่เหมือนสมัยก่อนที่จะต้องมาเปิดสาขา เปิดอาคารมีตึก มันไม่มีแล้ว เพราะจาก สภาพการเงินการค้าในปัจจุบันเขาส่งมาแต่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินก็ได้แล้ว ในขณะที่ถ้าเกิดว่า ภาคธุรกิจภาคการเงินของประเทศไทยไม่มีความพร้อมในการรองรับ ผมเกรงครับว่าสุดท้าย ภาคการธนาคารของประเทศไทยจะเดือดร้อน ถึงแม้ว่าวันนี้สัดส่วนของธนาคารจำนวน ๓๐ กว่าธนาคารที่มาเปิดทำการในประเทศไทย มีของประเทศไทยประมาณ ๑๐ แต่เรา ครองสินทรัพย์ถึง ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ถูกต้องนะครับ แต่การเงินมันไปเร็ว ถ้าไม่มี มาตรการที่ดีเพียงพอผมเป็นห่วงอนาคตอันใกล้นี้ ภาคการเงินการธนาคารของประเทศไทย จะเกิดปัญหาและมันจะเกิดปัญหากระทบกับภาคธุรกิจการค้าทั้งหมดในประเทศได้ นอกจากนั้นในพิธีสารครั้งนี้มันมี ๒ ส่วนเรื่องของข้อบทพิธีสารหรือที่เรียกว่าเป็น บิมส์เท็ก (BIMSTEC) กับในส่วนของการทำตารางการผูกพันการเปิดเสรีเอสโอซี (SOC) ต้องเรียนอย่างนี้ ว่าในส่วนของการเปิดเสรีเรื่องของบริษัทจัดการการลงทุนหรือแอสเซต แมนเนจเมนต์ (Asset management) นั้น วันนี้เรามีการปรับถึงแม้ว่าเราจะรู้ตัวล่วงหน้าว่ามันจะต้องมาถึงจุดนี้ก็ตาม มีการปรับก็คือในอดีตจะต้องมีคนไทยถือหุ้น ๕๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเวลาอย่างน้อย ๕ ปี ด้วยพิธีสาร ฉบับนี้จะมีการปรับเปลี่ยนนั่นก็คือการถือหุ้นนี้สามารถเป็นต่างประเทศ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ได้ อันนี้เราเข้าใจว่ามันเป็นจุดที่ต้องเป็นไป แต่เรียนด้วยความเคารพมันไม่ใช่เปิดได้ทันที ไม่ใช่ว่าบริษัทต่างชาติจะมาเปิดได้โดยอัตโนมัติ อยากเข้ามาก็เข้ามันก็ไม่ใช่ถึงขนาดนั้น เพราะว่าต้องผ่านกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็น ก.ล.ต. ไม่ว่าจะเป็นความเห็นชอบจากทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมเรียนอย่างนี้ครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังผมไว้ใจครับ เพราะว่าท่านอยู่ในภาคการเงิน การธนาคาร มาโดยตลอดชีวิตการทำงานของท่านครับ ท่านมีความเข้าใจในเรื่องของไฟแนนเชียล ทูลส์ (Financial tools) เรื่องของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เรื่องของการปฏิบัติภารกิจของภาคนี้อย่างแจ่มชัด แต่วันหนึ่งเกิดเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เกิดวันหนึ่งบอกว่านายกรัฐมนตรี อยากควบคลังขึ้นมา ผมเรียนท่านประธานครับ ผมนอนไม่หลับ ผมไม่มั่นใจว่าท่านจะมีความรู้ ความเข้าใจเพียงพอในการกำกับดูแล แล้วก็จะดูแลพี่น้องที่อยู่ในภาคการเงินของประเทศไทย ได้อย่างสมบูรณ์จริงหรือไม่ เพราะฉะนั้นจุดอ่อนเหล่านี้มันก็ต้องเป็นสิ่งซึ่งเราจะต้องไปพิจารณา เพื่อหาทางอุดช่องโหว่รอยรั่ว
ประเด็นสุดท้าย ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องอภิปรายกับท่านประธานผ่านไปยัง คณะรัฐมนตรีก็คือ ตัวควอลิฟายด์ อาเซียน แบงก์ (Qualified ASEAN Banks) หรือคิวเอบี (QABs) ซึ่งเป็นการเจรจาทวิภาคีกับประเทศมาเลเซียเพื่อให้ธนาคารสามารถเข้าไปปฏิบัติภารกิจ ไปทำธุรกรรมในต่างประเทศได้อย่างเสรีมากขึ้น ต้องเรียนอย่างนี้ครับ พอดูในรายละเอียด แล้วมันก็เป็นสิ่งซึ่งมีความก้าวหน้า แต่ ณ วันนี้ต้องเรียนด้วยความเคารพว่ารัฐสภาแห่งนี้ กำลังใช้เวลาเพื่อเอื้อเอกชนบางรายหรือไม่ วันนี้ธนาคารไทยที่มีสาขามีการปฏิบัติการค้า การขายอยู่ในประเทศมาเลเซียมีแค่ ๑ ธนาคาร ธนาคารอื่นยังไม่มีวี่แววหรือยังไม่มีการแสดง เจตจำนง หรือแสดงความประสงค์ว่าอยากจะเข้าไปทำธุรกรรมที่นั่นอย่างสมบูรณ์ วันนี้สภา เราใช้เวลาพิจารณาก็กลายเป็นว่าเราไปอนุมัติเพื่อที่จะให้ธนาคารนี้สามารถเข้าไปได้อย่าง สะดวกขึ้น แต่ในขณะเดียวกันประเทศมาเลเซียวันนี้มีอยู่ ๒ ธนาคารในประเทศไทย เท่าที่ ผมทราบข่าวเขาเตรียมที่จะเข้ามาอีกหนึ่งตามข้อตกลง วันนี้เราต้องการที่จะให้ข้อสรุปในเรื่อง ของการเปิดเสรีนี้ โดยเฉพาะเรื่องของการธนาคารไม่ให้ประเทศไทยเสียเปรียบ เพราะฉะนั้น ต้องกราบเรียนผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่ากรอบคิวเอบี (QABs) ที่กำลังทำขึ้นนี้ไม่ใช่กรอบ ซึ่งครอบจักรวาล วันนี้เราเจรจาความกับประเทศมาเลเซียสำเร็จแล้ว ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศอื่น ๆ ที่ยังอยู่ในอาเซียน (ASEAN) ยังไม่มีข้อตกลงครับ สุดท้ายกรอบนี้จะสามารถนำไปใช้กับประเทศอื่นที่อยู่ในอาเซียน (ASEAN) ได้จริงหรือไม่ อย่างไร เพราะการตกลงแต่ละประเทศนั้นเป็นการตกลงในเรื่องของการทำความตกลง ทวิภาคีข้อสรุปของแต่ละจุดของแต่ละประเทศนี้อาจจะมีความแตกต่างกัน เราอยากเห็นว่า การเข้าสู่การเปิดเสรีทางการเงิน การค้า การบริการของอาเซียน (ASEAN) จะเกิดประโยชน์กับ ประเทศไทยให้มากที่สุดครับ ขอบพระคุณครับ