อิสระ แจงพิธีสารการเงินอาเซียน เปิดไฟเขียวแบงก์ต่างชาติถือหุ้นไทยเต็มสัดส่วน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๒

อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ อภิปรายเกี่ยวกับพิธีสารการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงินของอาเซียน โดยชี้แจงรายละเอียดเนื้อหา ความหมายของศัพท์เฉพาะ และพันธะผูกพันของประเทศไทย พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการเตรียมความพร้อมของธนาคารไทยทั้งในด้านการบริหารความเสี่ยง ผลิตภัณฑ์ และบุคลากร เพื่อรับมือการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดเสรี โดยเฉพาะภายใต้ข้อตกลงกับมาเลเซีย ซึ่งเปิดโอกาสให้ธนาคารต่างชาติถือหุ้นบริษัทจัดการลงทุนในไทยได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยไม่ขัดกับกฎหมายไทย และเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงทั้งข้อได้เปรียบและผลกระทบเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ครับ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา พิธีสารอนุวัติข้อผูกพันการเปิด เสรีการค้าบริการด้านการเงินฉบับนี้เป็นฉบับที่ ๘ ซึ่งมีกรอบเวลาในการเจรจาตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ และได้ข้อยุติในปี ๒๕๖๑ จนนำไปสู่การลงนามโดยรัฐบาล รัฐมนตรีและผู้แทนรัฐบาลของ ประเทศอาเซียน (ASEAN) ทั้ง ๑๐ ประเทศที่จังหวัดเชียงรายเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผมให้ความสนใจกับพิธีสารตัวนี้เนื่องจากเป็นพิธีสารที่เกี่ยวข้องกับด้านการต่างประเทศและ การเงินการคลังครับ ก่อนที่ผมจะลงไปในรายละเอียดจะขออนุญาตชี้แจงถึงรายละเอียดของ คำศัพท์ที่ใช้ในพิธีสารฉบับนี้ เนื่องจากตัวต้นฉบับของพิธีสารเป็นพิธีสารภาคภาษาอังกฤษ เมื่อมีการแปลมาก็อาจจะมีคำพูดที่แปลกหูไม่คุ้นหูไปบ้าง ตัวอย่างเช่นคำว่า การบริการ ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า เซอร์วิสเซส (Services) ซึ่งหมายถึงตัวผลิตภัณฑ์ แต่ในเวลาเดียวกัน ภาษาอังกฤษของคำว่า เซอร์วิสเซส (Services) ก็หมายถึงกิจกรรมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นั้น ซึ่งในภาษาไทยเมื่อแปลก็อาจจะเป็นคำที่แปลกหู เช่นคำว่า การค้าบริการ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เป็นการบัญญัติศัพท์เพื่อที่จะลดความคลุมเครือและให้เกิดความชัดเจนหรือในกรณีที่ต้องมี การตีความ ดังนั้นในการอภิปรายของผมก็จะขออนุญาตใช้คำ ๒ คำนี้เพื่อเห็นถึงความแตกต่าง ที่ชัดเจนครับ เพี่อที่จะให้เข้าใจได้ง่ายถึงเนื้อหาสาระของพิธีสารนี้ผมขออนุญาตแบ่งพิธีสารนี้ ออกเป็น ๒ ส่วน ขออนุญาตโชว์แผนภาพนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ครับ

ส่วนแรกก็คือส่วนที่เรียกว่าเป็นตัวพิธีสารหลัก ส่วนพิธีสารหลักนั้นประกอบด้วย ส่วนที่เป็นส่วนอารัมภบทและข้อตกลง ๑๐ ข้อ ในส่วนที่ ๒ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือส่วนแนบท้ายซึ่งจะระบุถึงข้อตกลงจำเพาะที่ประเทศไทยจะต้องมีข้อผูกพันด้วย ในส่วนหลัก ประกอบด้วยเนื้อหาสาระหลาย ๆ อย่างแต่ผมขมวดเป็นประเด็นสั้น ๆ เพื่อที่จะทำให้ที่ประชุม แห่งนี้ได้เข้าใจง่าย ในส่วนพิธีสารหลักมีอยู่ ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ ครับ

ประเด็นที่ ๑ นั่นก็คือเป็นการขยายความร่วมมือทางด้านการเงินการธนาคาร เพื่อที่จะลดอุปสรรค ช่องว่างภายใต้หลักการที่จะเป็นการยกระดับการเปิดการค้าเสรีให้สูงกว่า ที่ตกลงกันไว้ตามองค์การการค้าโลกหรือดับเบิลยูทีโอ (WTO) หลักสำคัญอันหนึ่งที่จะเกิดขึ้น ในพิธีสารนี้นั่นก็คือหลักที่เรียกว่า โมสต์ เฟเวิร์ด เนชัน ทรีตเมนต์ (Most Favored Nation Treatment) หรือเอ็มเอฟเอ็น (MFN) แปลไทยเป็นไทยก็คือเป็นหลักปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับ ความอนุเคราะห์ยิ่ง ขยายความต่อไปก็คือหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าตัวอย่างเช่น ถ้าประเทศไทยไปให้สิทธิประโยชน์ที่สูงที่สุดกับใครคนใดคนหนึ่งจะต้องให้สิทธิประโยชน์ที่สูง ที่สุดและที่ดีที่สุดนั้นให้กับประเทศสมาชิกอื่นในอาเซียน (ASEAN) ด้วย อันนี้คือประเด็นที่ ๑ ของตัวพิธีสารหลัก

ประเด็นที่ ๒ ก็เป็นการดำเนินการรวมตัวของภาคธนาคารภายใต้กรอบการ รวมตัวของภาคธนาคารเอบีไอเอฟ (ABIF) เนื้อหาสาระของกรอบนี้นั่นก็คือจะเปิดโอกาสให้ ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ตั้งแต่ ๒ ประเทศขึ้นไปสามารถที่จะเจรจาตกลงกันได้ ณ เวลาใดก็ได้นี่คือตัวพิธีสารหลักทางด้านซ้ายมือ ในส่วนที่เป็นส่วนแนบท้ายที่ผมบอกว่าสำคัญ เป็นอย่างยิ่งเพราะอะไร เพราะเป็นส่วนที่จะมีข้อผูกพันจำเพาะกับประเทศไทย แบ่งเป็น ๒ ประเด็นเช่นกันครับ

ประเด็นแรก ประเด็นที่มุ่งเน้นเกี่ยวกับธุรกิจหลักทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธุรกิจด้านบริหารจัดการการลงทุนในส่วนนี้เป็นการเสนอ เป็นการตกลงให้แก้ไขข้อจำกัดที่ว่า การที่จะมาลงทุนบริษัทจัดการด้านการลงทุนในประเทศไทยจากเดิมจะต้องมีผู้ถือหุ้นไทย ไม่น้อยกว่า ๕๐ ก็ไปอนุญาตให้ต่างชาติที่เป็นประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) สามารถถือหุ้น ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เรื่องนี้ถามว่าจะเกิดผลกระทบกับประเทศไทยอะไรหรือไม่ครับ ก็ไม่เกิดครับ เพราะว่าอะไร เพราะว่าเป็นแนวปฏิบัติที่ประเทศไทยดำเนินการอยู่แล้ว ดังนั้น แม้ว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงนี้ก็ไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องแก้ไขกฎหมายในประเทศแต่อย่างใด นี่คือส่วนที่ ๑

ส่วนที่ ๒ เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจธนาคาร เมื่อจะเข้าใจถึงธุรกิจธนาคาร ต้องเข้าใจว่ากรอบในการตกลงกันทั้งหมดกำลังตกลงกันเพื่อที่จะจัดตั้งสิ่งที่เรียกว่า ควอลิฟายด์ อาเซียน แบงก์ (Qualified ASEAN Banks) หรือว่าธนาคารที่ได้รับการยอมรับในมาตรฐาน เดียวกันของอาเซียน (ASEAN) เป็นการเปิดเสรีด้านการธนาคาร ซึ่งในส่วนแนบท้ายนี้เป็น ข้อตกลงจำเพาะระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย ขออนุญาตอภิปรายที่เกี่ยวข้องกับ คิวเอบี (QABs) ให้ที่ประชุมแห่งนี้ทราบสักเล็กน้อยครับ เมื่อมีการเปิดเสรีด้านการธนาคาร ผลดีจะเกิดอะไรขึ้นมา แน่นอนที่สุดก็จะทำให้ผู้ประกอบการมีโอกาสในการที่จะเข้าถึงแหล่ง เงินทุนได้มากขึ้นจากการที่มีผู้ให้บริการมากขึ้น และเมื่อมีผู้ให้บริการมากขึ้นก็จะนำไปสู่ต้นทุน การบริการที่ต่ำลง คุณภาพที่สูงขึ้น การระดมทุนไม่ใช่การระดมทุนในประเทศอีกต่อไป แต่จะ เป็นการระดมทุนที่มาจากต่างประเทศด้วย และที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเอสเอ็มอี (SMEs) รายย่อยก็จะเกิดความอุ่นใจมากขึ้นถ้ามีธนาคารของไทยไปเปิด ในประเทศนั้นเวลาที่เขาไปลงทุนที่ประเทศนั้น ๆ อันนี้ก็เป็นข้อดี แต่จำนวนที่มากขึ้นก็มา พร้อมกับการแข่งขันที่สูงขึ้น ในมุมมองของการธนาคาร แน่นอนที่สุดเมื่อมีผู้ประกอบการ ธนาคารมากขึ้นนะครับ ประกอบกับวันนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การอยู่นิ่งคือ การถอยหลัง ในส่วนของผม ผมจึงเห็นว่าภาคการธนาคารของไทยจึงจะต้องเตรียมพร้อม ในการที่จะรับมือกับการพัฒนาต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ๓ ด้าน ด้านที่ ๑ คือการพัฒนา ระบบบริหารความเสี่ยง เรื่องที่ ๒ ที่จะลืมไม่ได้นั่นก็คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย และตอบโจทย์ต่อผู้บริโภค และสุดท้ายสำคัญที่สุดคือการพัฒนาบุคลากรของตัวเองให้พร้อม และมีศักยภาพมากพอที่จะรองรับต่อการเปลี่ยนแปลง นี่คือการธนาคาร แต่เมื่อเปิดเสรีแล้ว การแข่งขันคงไม่ได้จบอยู่ที่การธนาคารนะครับ เมื่อมีผู้ให้บริการมากขึ้นการเข้าถึงแหล่งเงิน มากขึ้น แน่นอนที่สุดทุกกิจการ ทุกภาคส่วน ทุกธุรกิจก็ย่อมจะเกิดการแข่งขันที่สูงขึ้นครับ เพราะอะไร เพราะว่าเขาเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น จากเดิมกิจการนี้มีผู้ประกอบการแค่ ๓ ราย ๕ ราย เมื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้นกิจการนี้ก็อาจจะมีผู้ประกอบการมากขึ้น อันนี้เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการในประเทศไทยทั้งหมดจะต้องเตรียมตัวและรับทราบถึงผลกระทบ ที่อาจเกิดตามมา เมื่อมาพูดถึงประเทศไทยกับประเทศมาเลเซียครับ ข้อตกลงนี้เป็นการตกลง เพื่อที่จะให้ทั้งประเทศไทยและประเทศมาเลเซียต่างฝ่ายต่างสามารถที่จะมาเปิดธนาคารคิวเอบี (QABs) ได้ ๓ แห่ง ขออนุญาตโชว์แผนภาพได้ไหมครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ถามว่าตรงนี้กระทบอะไรกับ ประเทศไทยไหม ผมมองในภาพกว้างก่อนนะครับ ปัจจุบันจำนวนธนาคารในประเทศไทย ทั้งหมดมีธนาคารที่เป็นของประเทศไทยจริง ๆ อยู่เพียงแค่ ๑ ใน ๓ หรือ ๓๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ ๑ ใน ๓ ที่ว่านี้เป็นส่วนแบ่งตลาดทั้งสิ้นคือ ๗๓ เปอร์เซ็นต์ครับ ดังนั้นการจะมีธนาคาร ต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีกสักเล็กน้อยคงไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญมากนักครับ ทีนี้มาดูที่ ประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันนี้ที่ว่า ๓ : ๓ ประเทศมาเลเซียมาเปิดที่เราแล้ว ๒ แห่ง ก่อนที่จะมีพิธีสารข้อตกลงนี้ ในขณะที่ประเทศไทยไปเปิดที่มาเลเซียแล้ว ๑ แห่ง นั่นแปลว่าอะไร แปลว่าหลังจากวันนี้เมื่อบรรลุข้อตกลง เมื่อสภาแห่งนี้ให้สัตยาบันประเทศมาเลเซียจะมาเปิด ที่ประเทศไทยได้เพิ่มอีกแค่แห่งเดียว ในขณะที่เราสามารถที่จะไปเปิดที่ประเทศมาเลเซีย ได้อีก ๒ แห่ง และส่วนหนึ่งของเงื่อนไขในพิธีสารนี้นั่นก็คือบอกไว้ว่าธนาคารประเทศมาเลเซีย จะมาเปิดที่ประเทศไทยต้องมีทุนจดทะเบียน ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่ประเทศไทยที่จะ ไปเปิดที่ประเทศมาเลเซียใช้ทุนจดทะเบียน ๒,๔๐๐ ล้านบาท นี่ก็เป็นข้อได้เปรียบข้อดีของ พิธีสารฉบับนี้ แต่เหรียญทุกอย่างก็มี ๒ ด้าน ในการธนาคารสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือขนาด เมื่อผมไปดูในรายละเอียดว่าธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ๕ ลำดับแรก ก็คือธนาคารของประเทศสิงคโปร์กับประเทศมาเลเซีย ลองไปดูให้ลึกลงไปธนาคารที่ใหญ่ ที่สุดของประเทศมาเลเซียมีสินทรัพย์รวมกันมากกว่าธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ถึง ๒ เท่า วันนี้เรากำลังจะตกลงกับเพื่อนที่ตัวใหญ่กว่าเรามาก ๆ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่ทุกฝ่าย ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชนควรจะรับทราบถึงสิ่งที่จะตามมา และได้เตรียม ความพร้อมไว้ แน่นอนที่สุดครับหลังจากชั่งน้ำหนักแล้วผมเห็นว่าผลดีมีมากกว่าผลเสียแน่นอน แต่พิธีสารฉบับนี้ถ้าจะให้เปรียบก็คงเปรียบเหมือนฝน ถ้ามาในที่นาที่เตรียมสภาพที่นาไว้ เตรียมเมล็ดพันธุ์ไว้อย่างดี ปรับปรุงสภาพมีการวางแผนไว้อย่างดีฝนนี้ก็จะสร้างความอุดม งอกงามได้ ในเวลาเดียวกันฝนนี้เองถ้ามาในที่นาที่ยังเตรียมไม่พร้อม ที่ยังไม่มีการวางแผนไว้ อย่างดีฝนนี้ก็อาจจะทำลายล้างสร้างให้เกิดปัญหาที่ตามมาได้นับไม่ถ้วน ดังนั้นผมจึงอยากให้ บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ถึงผลดีและผลเสีย และผู้ประกอบการทุกภาคส่วนจะได้เตรียมพร้อมที่จะ รับมือเพื่อที่จะให้เกิดการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) อันเป็นเสาหลักสำคัญ ในการที่จะก้าวสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN) อย่างสมบูรณ์ ขอบพระคุณครับ