กิตติ ชี้ต่างที่ตำรวจอยู่ ประชาชนอุ่นใจทั่วกัน ยกปณิธานปฏิรูปความปลอดภัย

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๐ · ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๐

กิตติ กิตติโชควัฒนา หารือการปฏิรูประบบงบประมาณกิจการตำรวจเพื่อยกระดับความปลอดภัยประชาชน พร้อมเสนอให้เน้นงานมวลชนเชิงรุกและเรียนรู้บทเรียนจากตำรวจชั้นผู้น้อยที่ดูแลพื้นที่ได้ดีแม้ขาดแคลนทรัพยากร โดยเสนอให้จัดทำคู่มืองานมวลชนและส่งเสริมความร่วมมือกับฝ่ายปกครองเพื่อป้องกันปัญหาแต่เนิ่นๆ

นายกิตติ กิตติโชควัฒนา

กราบเรียนท่านประธาน ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ลําดับที่ ๑๐ จากจังหวัดยะลาครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเรื่องที่คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ เสนอเรื่อง การปฏิรูประบบงบประมาณกิจการตํารวจเพื่อยกระดับความ ปลอดภัยของประชาชน ประโยชน์ที่น่าจะเป็นปัญหาเป็นความสําคัญที่ชาวบ้านอยากจะฟัง ก็คือว่า เพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชน ก็หมายความว่าความปลอดภัยของ ประชาชนในขณะนี้ยังไม่ดีพอใช่หรือเปล่า นั่นเป็นประการที่ ๑ แต่สิ่งที่ผมอยากจะฝากเน้น ย้ําก็คือว่า สิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการชุดนี้นําเสนอในรายละเอียดนั้นก็จะไม่พูดถึงมากนัก เพราะหลายท่านได้นําเสนอไปแล้ว จากเพลงที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ซึ่งท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ได้เปิดให้ฟัง มันมีอยู่บางตอนที่ไม่ได้เปิด เพราะเปิดเฉพาะท่อนต้น ๆ มีอีกท่อนหนึ่ง ที่ผมติดใจก็คือท่อนที่มีความว่า เป็นมิตรด้วยจิตสดใส เราอยู่ไหนประชาชนอุ่นใจทั่วกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอันนี้น่าจะเป็นบทสรุปสุดท้ายของตํารวจว่าถ้าตํารวจอยู่ไหน ประชาชนอุ่นใจทั่วกัน ท่านประธานครับ ผมจําได้ว่าตั้งแต่ผมรับราชการมาตั้งแต่เป็น ปลัดอําเภอ คุ้นเคยกับตํารวจมาตั้งแต่เริ่มรับราชการ เพราะเวลานายอําเภอแต่งตั้ง ปลัดอําเภอนั้นไปรับผิดชอบประจําตําบล แต่ละตําบลมันก็จะมีสถานีตํารวจ เรียกได้ว่า ตํารวจประจําตําบลเป็นคู่หูของปลัดอําเภอที่รับผิดชอบประจําตําบล ขณะนี้เราตกอยู่ภายใต้ ภาวะที่กําลังพูดว่าคนไม่พร้อม เงินไม่พอ แต่ถ้าหากว่าไปดูในพื้นที่อีกเยอะแยะมากมาย ทําไมคนไม่พอ คนไม่ครบ คนไม่พอ ตํารวจสามารถทํางานได้อย่างดี เพราะฉะนั้นถ้าเป็น อย่างนี้ผมคิดว่าเราน่าจะหยิบยกในบางพื้นที่ที่ตํารวจในระดับต้น ๆ ที่มีคุณภาพในการดูแล ประชาชนในพื้นที่ ที่ว่าเราอยู่ไหนประชาชนอุ่นใจทั่วกันที่นั่น หยิบยกขึ้นมาดูสิว่าที่นั่น ตํารวจชั้นผู้น้อยให้บทเรียนกับผู้ใหญ่เรื่องอะไรบ้าง เพื่อถอดมาเป็นบทเรียน ผมว่าอันนี้ เรื่องใหญ่ เพราะว่าภาพใหญ่ทั้งประเทศมันก็เกิดจากภาพเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่รวมกันมาเป็น ภาพใหญ่ของประเทศ ถ้าหากว่าเราไปดูภาพเล็ก ๆ แต่ละพื้นที่ที่ตํารวจชั้นผู้น้อยสามารถ ดูแลชาวบ้านในภาวะที่มีความขาดแคลนทั้งคนและงบประมาณที่เรายังไม่พอ ถ้าหากว่า เรามัวรอคอยในสิ่งนี้ให้ครบเสียก่อนแล้วจึงมาทํากันเต็มที่ ผมคิดว่าอันนั้นมันจะสายเกินแก้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะฝากสั้น ๆ ก็คือเท่าที่สังเกตดูจากประสบการณ์ของผมตั้งแต่เป็น ปลัดอําเภอจนเป็นนายอําเภอ ซึ่งฐานะเป็นปลัดอําเภอกับการเป็นนายอําเภอนั้นมันคล้าย ๆ ตํารวจที่ใกล้ชิดประชาชนค่อนข้างจะมาก ตํารวจก็เช่นกัน ผมคิดว่าตํารวจนั้นโดยเฉพาะ ชั้นผู้น้อย ใกล้ชิดประชาชน ประชาชนได้รับผลกระทบทั้งบวกทั้งลบกับตํารวจเยอะ เพราะฉะนั้นบทเรียนจากตํารวจที่อยู่ในพื้นที่ที่ทําให้ชาวบ้านเกิดความอุ่นใจทั่วกัน ผมว่า อันนี้น่าจะหยิบยกขึ้นมาเพื่อศึกษาดูว่าตํารวจคนนี้เขาทําอย่างไร คนไม่พอ คนไม่ครบ เงินไม่พอ แต่ชาวบ้านรัก ชาวบ้านชอบ มีอะไรมาหาก่อน มีอะไรมาบอกก่อน ผู้กองคนไหน ย้ายมาใหม่ก็ต้องไปเรียกจ่าโน่นจ่านี่มา ที่ตรงนั้นเป็นอย่างไร ถ้าเกิดปัญหาหรือยังไม่เกิด จ่าคนนี้จะไปบอกก่อนว่า ท่านครับ ตรงนั้นเป็นอย่างโน้น ตรงนี้เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ อยากจะสรุปเพื่อเป็นประโยชน์ในแง่คิดในการทํางานในเชิงรุกก็คืองานมวลชน เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าถ้าหากว่าตํารวจมีคู่มืองานมวลชนที่มันเป็นผลประโยชน์ในเชิงการทํางานเชิงรุกที่จะ สามารถหาชาวบ้านมาเป็นพรรคเป็นพวกเป็นเพื่อน มันก็จะเป็นมาตรการป้องกันเชิงรุก ในเรื่องของการที่จะป้องกันเหตุต่าง ๆ ไม่ให้เกิดขึ้น เพราะเท่าที่สังเกตดูขณะนี้ เรามักจะปล่อยเหตุให้เกิดแล้วจึงไปแก้ เพราะฉะนั้น ถ้าเหตุเกิดแล้วจึงไปแก้มันก็เสียเวลา ที่บอกว่าล่าช้า สู้เราไปรุกเสียก่อน มันจะไม่ก่อเหตุ มันจะไม่ดีกว่าหรือ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะฝากก็คือ งานด้านมวลชนเชิงรุก ผมคิดว่า ในส่วนนี้ตํารวจน่าจะมี แต่ผมไม่ทราบว่าจะมีคู่มือหรือเปล่า ผลิตคู่มือแล้วก็เอาบรรดาตํารวจ ที่ใกล้ชิดกับประชาชนทุกระดับ ในระดับพื้นที่ต่าง ๆ ผลิตคู่มือขึ้นมาและเรียกมาอบรม ให้ความรู้ความสามารถแล้วก็ให้ความรู้เรื่องกฎหมาย เพราะเราบอกว่าถ้าหากว่าชาวบ้าน รู้กฎหมาย เจ้าหน้าที่มีการเข้าถึงงานมวลชน ๒ อย่างมันเข้าควบคู่กันไปแล้ว ผมคิดว่าปัญหา ในหมู่บ้านเรียกได้ว่ามันเป็นการป้องกันแต่เนิ่น ๆ ประการสําคัญก็คือว่า แต่ละหมู่บ้าน ฝ่ายปกครองก็มีกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน อย่างที่เมื่อกี้หลายฝ่ายได้พูดถึง เพราะอันนี้ก็เป็นเครื่องมือ ของตํารวจอย่างดี เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าหากว่าตํารวจกับกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็น เครื่องไม้เครื่องมือของฝ่ายปกครอง เกิดความไว้วางใจกันในการทํางานแล้วผมคิดว่างาน ในพื้นที่ ที่บอกว่าขาดคน เงินไม่พอ มันจะลดไปครึ่งหนึ่ง แต่ไม่ต้องรอให้คนมันครบ เงินมันมี ส่วนที่เราขาดแคลนในขณะนี้ทําเต็มที่ ผมจําได้ครับว่าในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ อดีตอธิบดี กรมตํารวจ พลตํารวจเอก เผ่า ศรียานนท์ พอผมพูดอย่างนี้พวกเราก็คงจะนึกออก ท่านตํารวจก็บอกว่าภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ไม่มีอะไรที่ตํารวจไทยทําไม่ได้ เพราะฉะนั้นในแง่ของ มีข้อจํากัดในเรื่องคน เรื่องเงิน ภาวะอย่างนี้ ถ้าอยากจะทําจริง ๆ ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องยาก มันอยู่ที่ใจว่าจะทําหรือเปล่า เพราะฉะนั้นงานมวลชนนั้นมันจะเป็นประการสําคัญในเชิงรุก เพื่อป้องกันปัญหา แล้วก็ในขณะเดียวกันการประชาสัมพันธ์เชิงรุกก็เช่นเดียวกัน ซึ่งทําอย่างนี้ สิ่งที่จะตามมาก็คืองานการข่าวจะตามมา ผมคิดว่าอันนี้ท่านที่เป็นตํารวจก็คงจะนึกออก งานมวลชน งานประชาสัมพันธ์ สิ่งที่ตามมามันจะได้งานการข่าว เพราะถ้าเราได้งานการข่าว อย่างที่ในหลวงทรงตรัสไว้ก็คือ เรื่องของเข้าถึง เข้าใจ พัฒนา มันก็จะตามมาเอง เพราะข่าว ต่าง ๆ ที่เราได้มานั้น จะนําไปสู่การวิเคราะห์ว่าสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่เป็นอย่างไร จะได้กําหนดมาตรการในเชิงของการป้องกัน การแก้ไข และไปสู่การพัฒนา เพราะฉะนั้น ผมคิดว่างานมวลชนจึงเป็นเรื่องใหญ่สําหรับตํารวจ รวมไปตลอดจนถึงงานการประชาสัมพันธ์ และงานการข่าว เพราะฉะนั้นจึงอยากจะฝากประเด็นเรื่องงานมวลชนเชิงรุกเกี่ยวกับ การประชาสัมพันธ์และงานด้านการข่าว โดยการผลิตเครื่องมือและให้มีการอบรมบรรดา เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ก็ขออนุญาตฝากข้อคิดบางประการให้กับท่านประธานเพื่อนําไปสู่ ท่านคณะกรรมการครับ ขอบคุณท่านประธานครับ