ชูชัย ชี้ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติเสื่อม วอนเร่งปฏิรูปการจัดการ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๐ · ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๐

ชูชัย ศุภวงศ์ หารือสถานการณ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรม พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและประสิทธิภาพของกลไกศาลสิ่งแวดล้อมในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและครอบคลุม

นายชูชัย ศุภวงศ์

กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการและ เพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ ผม นายแพทย์ ชูชัย ศุภวงศ์ สมาชิกหมายเลข ๔๐ ครับ อันที่จริงนั่งฟังอยู่นานก็ไม่ได้คิดจะขึ้นมาอภิปรายนะครับ แต่ว่ามีประเด็นที่สําคัญนะครับ ต้องขอบคุณกรรมาธิการชุดนี้นะครับไม่ว่าท่านประธานเข็มชัย ท่านรองประธานประสิทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านอดีต สปช. ท่านสยุมพร ลิ่มไทย แล้วก็ท่านสุนทรียา เหมือนพะวงศ์ ผมเชื่อว่านับตั้งแต่ของ สปช. เป็นต้นมาซึ่งรายงานชนิดนี้ก็ได้ก่อกําเนิดขึ้นในตรงนั้นนะครับ ทั้ง ๒ ท่านนี้ก็ล้วนมีความปรารถนาดีที่จะเห็นแผ่นดินอันอุดมและงดงามจะได้ดํารงอยู่ต่อไป แล้วก็การนําเสนอเรื่องนี้ก็เป็นการจุดประกายให้มีการปฏิรูประบบการจัดการทรัพยากร ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง แม้ว่าจะอยู่ในช่วงปลายสมัยของสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ ผมจะไล่เรียงสถานการณ์สั้น ๆ ว่า ๗๐ ปีที่แล้วป่าไม้เรามีประมาณ ๕๔ เปอร์เซ็นต์ บางข้อมูล ก็บอกกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าพอแผนพัฒนามาถึงปี ๒๕๓๘ เราเหลือ ๒๖ เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันเราก็บอกว่าเรามี ๓๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ตั้งเป้าว่าจะต้องขยับให้ได้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ คืออีก ๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคิดคํานวณเป็นจํานวนไร่ก็เยอะครับ เรามีชายฝั่งทะเลที่แสนจะ อุดมสมบูรณ์แต่เดิมทั้งหมดประมาณ ๒,๘๑๕ กิโลเมตรใน ๒๓ – ๒๔ จังหวัด ในอ่าวไทยก็ ๑,๗๐๐ กว่า ขณะนี้เมื่อวันสองวันนี้พัทยาชายทะเลก็เป็นสีดํานะครับ แล้วสถานการณ์อย่างนี้ ก็เกิดขึ้นเรื่อยจนเดือดร้อนถึงคุณบรรจง ณ แสร์ เป็นเอ็นจีโอ (NGOs) คนสําคัญร่วมกับ ประมงพื้นบ้าน ร่วมกับกองทัพเรือช่วยกันปกป้องพื้นที่ ๓ ไมล์ทะเล ซึ่งเป็นแหล่งเกิดอาหาร อันอุดมสมบูรณ์ที่สุด ถ้าไม่มีคนเหล่านี้ประเทศไทยป่นปี้หมดแล้วนะครับ แล้วแม้กระทั่ง เรืออวนรุนอวนลาก เรือปั่นไฟที่ผิดกฎหมายยังดํารงอยู่ครับแม้กองทัพเรือจะตระเวนอะไร ต่าง ๆ ก็ไม่หมดสิ้น ทรัพยากรธรรมชาติเหมืองแร่ เหมืองทองคําอะไรต่าง ๆ ก็ขุดกันจนพรุน นะครับ แล้วก็ละเลยการบําบัดที่ได้มาตรฐาน ไปดูทุกจุดครับไม่ต้องไปหาข้อมูลอะไรมาก แล้วการที่คนเขาออกมา ชาวบ้านเขาออกมาต่อต้าน เขาออกมาเรียกร้อง เขาออกมาฟ้องร้อง อย่าไปรังเกียจเขาเลยครับ ดูผลลัพธ์ที่มันเกิดขึ้นว่ามันเป็นอย่างไร นิคมอุตสาหกรรมครับ เคยอภิปรายกันหลายครั้งแล้ว สิ่งที่ค่าตัวเลขที่เรียกว่า แคร์รีอิงคาพาซิตี (Carrying Capacity) คือศักยภาพในการรองรับในจุดพื้นที่นั้น ๆ เกินทั้งนั้นละครับท่านประธานครับ แต่พอไปถามตัวเลขบอกตัวเลขกําลังศึกษา ศึกษาจนคนเป็นมะเร็งกันทั่วหมดแล้วแต่ว่าก็ยัง ไม่มีตัวเลข อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ในสังคมที่ศักยภาพในการรองรับรับไม่ได้แล้วนะครับ แต่เราก็ดําเนินการอยู่ต่อไป ไม่ต้องพูดถึงแม่น้ําลําคลองทุกสาย ไปตรวจดูครับ ที่บอกว่า แผ่นดินไทยอาบสารพิษ ตัวเลขจะยืนยันได้อย่างดี ยืนยันไปถึงเลือดของชาวนาชาวไร่ เกษตรกร และรวมทั้งผู้บริโภค ประเด็นคําถามก็คือว่าสถานการณ์เหล่านี้เราจะมีมาตรการ มีกลไกที่จะรับมืออย่างไร วันนี้ก็เสนอเรื่องกลไกศาลสิ่งแวดล้อม ทีนี้ผมมีคําถามนะครับ คําถามนี้จะถูกต้องหรือไม่ก็ตาม แต่ว่าก็ถามด้วยความห่วงใย แล้วก็เชื่อว่าห่วงใยไม่แพ้กับ ผู้นําเสนอนะครับ คําถามผมมีอยู่ว่ากฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมทุกฉบับเราใช้กระบวนการ ทางปกครองในการควบคุมดูแล แล้วเราให้อํานาจพนักงานมีอํานาจอนุญาตการตรวจตรา ออกคําสั่งปกครองมากมาย ข้อพิพาทเป็นเรื่องอํานาจทางการปกครองเป็นหลักใช่หรือไม่ ตั้งแต่เรามีพัฒนาการทางกฎหมายเชิงสังคมมากขึ้น เช่น กฎหมายการคุ้มครองผู้บริโภค สินค้าที่ไม่ปลอดภัย ศาลยุติธรรมมีบทบาทที่สําคัญเข้ามาร่วมแก้ปัญหานี้ เราก็ใช้ระบบการ ไต่สวนเพื่อพิจารณาในประเด็นซึ่งเป็นประโยชน์กับสาธารณะอย่างยิ่ง เพราะเหตุนี้หรือเปล่า ทักษะ ประสบการณ์ ของศาลยุติธรรมจึงเชื่อมั่นว่าการทําคดีสิ่งแวดล้อมกลไกที่เรียกว่า ศาลยุติธรรม จะสามารถยังประโยชน์ให้กับสังคมได้ เรื่องการชดใช้ค่าเสียหายต่อบุคคล และชุมชนกรณีที่ศาลยุติธรรมก็ทํางานได้ดีครับ เพราะมีประสบการณ์และทักษะในเรื่องนี้สูง แต่ก็มีคําถามว่า ความเสียหายต่อสาธารณะ ความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ศาลปกครองอาจจะมีทักษะและความสําคัญ ให้ความสําคัญมากกว่าหรือไม่ ประเด็นเหล่านี้ ที่เป็นประเด็นที่เราไม่ตกผลึก แล้วก็หาความชัดเจนยังไม่ได้ สิ่งที่ผมอยากเสนอให้พิจารณา ควบคู่กันไป มันเป็นคําถามคล้าย ๆ หลายท่านได้ถามมาแล้วนะครับ ความพร้อมของ บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม เฉพาะองค์ความรู้ สังคมไทยไล่ไม่ทัน กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นใช่หรือไม่ เราจะเตรียมการเหล่านี้อย่างไร โครงสร้างส่วนอื่นของ ระบบกฎหมายจะปรับให้สอดรับกันอย่างเป็นองค์รวมได้อย่างไร กฎหมายสาระบัญญัติ ด้านสิ่งแวดล้อมกับกฎหมายวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมจะปรับให้สอดคล้องต้องกันได้อย่างไร อันนี้ก็เป็นอีกคําถามหนึ่งนะครับที่จะต้องคิดควบคู่กันไป หลักสูตรนิติศาสตร์ต้องปรับแก้ให้ วิชากฎหมายสิ่งแวดล้อมเป็นวิชาบังคับหรือไม่สําหรับคนที่จะขึ้นไปเป็นผู้พิพากษาคดี สิ่งแวดล้อม นี่ก็เป็นปัญหาอันหนึ่ง เรื่องความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมผมคิดว่าเป็นประโยชน์ ต่อสาธารณะของทุกคน ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่คงไม่เหมือนคดีแพ่งที่จะมา ไกล่เกลี่ยกันง่าย ๆ เพราะไม่ใช่เป็นเรื่องระหว่างคู่กรณีเท่านั้น ผมคงมีคําถามประมาณนี้ครับ ท่านประธาน ด้วยข้อจํากัดด้วยเวลา แต่ว่าต้องขอบคุณท่าน สปท. คํานูณ สิทธิสมาน ท่าน สปท. นายแพทย์เฉลิมชัย เครืองาม แล้วก็ท่าน สปท. มิ่งขวัญ อดีตปลัดกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ได้ตั้งคําถามนะครับ แล้วผมคิดว่าเป็นคําถามที่ต้อง แสวงหาคําตอบร่วมกันของสังคมนี้นะครับ ถ้าเราไม่ได้คําตอบที่กระจ่างชัด เราจะนําไปสู่การ พิจารณาของสภาแห่งนี้ได้อย่างไร อันนั้นเป็นประโยคสุดท้ายที่ผมขอตั้งคําถามเองครับ ขอบคุณครับ