เลิศรัตน์ เสนอปฏิรูปประเมินสิ่งแวดล้อม ยกระดับคุณวุฒิ-เปิดรับฟังประชาชน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒ · ๑๖ มกราคม ๒๕๖๐

เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือทั้งประเด็นอุทกภัยจากป่าต้นน้ำถูกทำลาย การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ขาดระบบและวิชาการ รวมถึงการปฏิรูปหน่วยงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยเสนอการปรับโครงสร้างบุคลากรและการจัดตั้งระบบคุณวุฒิวิชาชีพเพื่อยกระดับคุณภาพการประเมินให้สอดคล้องกับมาตรฐานและเทคโนโลยีสมัยใหม่ พร้อมสนับสนุนวาระปฏิรูปการประเมินสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและแนวพระราชดำริ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

ขอบพระคุณครับ กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณที่ท่านประธานได้ให้โอกาส ในการอภิปราย ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่งที่ทางด้านสิ่งแวดล้อมได้เสนอเรื่องนี้ ขึ้นมา เรื่องของการประเมินผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งรัฐธรรมนูญเองก็ได้บัญญัติไว้ ในทุกรัฐธรรมนูญ แล้วก็เพิ่มความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ผมก็ขอสนับสนุนที่ทางกรรมาธิการ และทางอนุกรรมาธิการได้เสนอเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นวาระปฏิรูป

ก่อนจะพูดถึงรายงานผมขอต่อเนื่องจากท่านสมาชิกที่เพิ่งอภิปรายไป เมื่อสักครู่นี้คือท่านอธิบดีดํารงค์ พิเดช ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน ว่าจะแสดงความเห็นด้วย ในปัญหาเรื่องอุทกภัย ผมไปทํางานโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ําปากพนัง ซึ่งพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระราชทานแนวทางให้ปรับปรุงแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนบน ๒ ฝั่งลุ่มน้ําปากพนัง โดยพระราชทานพระราชดําริ ถึง ๑๓ ครั้ง ที่สําคัญคือเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๓๖ ได้สร้างประตูระบายน้ําขึ้นมา ยาว ๒๐๐ กว่าเมตร เพื่อมาใช้ในการที่จะควบคุมน้ํา เหตุผลสําคัญที่ทางเจ้าหน้าที่ และทางผู้ที่ได้นําเสนอปัญหาของลุ่มน้ําปากพนังคือปัญหาของป่าต้นน้ําลําธารที่ถูกทําลาย เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ในอดีตต้นน้ําของปากพนังนั้นสามารถอุ้มน้ําไว้ได้ถึง ๗-๘ เดือน ปัจจุบันนี้คือเมื่อตอนเริ่มทําโครงการก็อุ้มน้ําได้แค่ ๒-๓ เดือน เมื่อป่าต้นน้ําลําธาร ไม่สามารถอุ้มน้ําได้เมื่อฝนตกลงมาก็จะเกิดปัญหามากมาย น้ําที่จะเก็บไว้ในฤดูแล้ง เพื่อทําการเกษตร เพื่อใช้อุปโภคบริโภคก็น้อยลง น้ําในช่วงฤดูฝนก็จะไหลหลากลงมา อย่างรวดเร็วเอ่อล้นท่วม ๒ ฝั่ง ยิ่งแม่น้ําปากพนังเองแม่น้ําเดียวครอบคลุมถึง ๑๓ อําเภอ เป็น ๑๐ อําเภอของจังหวัดนครศรีธรรมราช จึงสนับสนุนที่ท่านอธิบดีดํารงค์ได้พูดถึงว่า ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในภาคต่าง ๆ ไม่ใช่เฉพาะภาคใต้ กรุงเทพฯ ก็อาจจะเป็นแบบ เมื่อปี ๒๕๕๔ อีกเมื่อไรก็ได้ อันนี้มาจากการที่เราตัดไม้ทําลายป่า จากการที่เรา เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน นอกเหนือไปจากปัญหาอื่น ๆ เรื่องถนนหนทาง อาคาร บ้านเรือน ก็ว่ากันไปนะครับ

กลับมาที่รายงานของคณะกรรมาธิการ ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน คือท่านคุรุจิต ขออนุญาต ได้กล่าวถึงท่าน ท่านได้อภิปรายครอบคลุมมากประเด็น เพราะท่านได้ต่อสู้หรือท่านมี ส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้อีไอเอ (EIA) การทําอีไอเอ (EIA) มากมาย ก็ได้แตะทุกประเด็น ที่ทางกรรมาธิการได้นําเสนอจนแทบจะไม่มีเหลือประเด็นไหนที่จะให้คนอื่นพูดอีกแล้ว ผมจึงขอพูดเฉพาะที่คิดว่าสําคัญแล้วก็เพิ่มเติมจากที่ท่านผู้ที่อภิปรายทั้ง ๓ ท่านได้ให้ ข้อมูลไว้ โดยมุ่งเน้นไปสู่การอภิปรายข้อเสนอการปฏิรูปในส่วนของการวิเคราะห์ผลกระทบ สิ่งแวดล้อม ในส่วนนี้มีข้อเสนออยู่ ๘ ข้อใหญ่ ในข้อ ๗ คือการมีส่วนร่วมของประชาชน อันนี้เป็นเรื่องสําคัญที่สุดเลยในกระบวนการการทําอีไอเอ (EIA) หรือการวิเคราะห์ผลกระทบ จากสิ่งแวดล้อม เราเห็นปัญหามาก ผมชอบใจที่ท่านคุรุจิต ผมขออนุญาตเอ่ยนามท่าน อีกครั้งหนึ่ง ท่านพูดถึงว่าเราทําอีไอเอ (EIA) เราทําประชาพิจารณ์นี่เราไม่ได้ใช้หลักวิชา เราไม่ได้ใช้หลักของกฎหมาย เราไม่ได้ใช้หลักของความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เราทําบน อารมณ์ เราทําบนความคิดเห็นส่วนตน ความคิดเห็นของกลุ่ม ความคิดเห็นขององค์กรที่เรา เป็นตัวแทนเสียมากกว่า และจุดยืนบางเรื่องนําไปใช้กับทุกเรื่อง ทุกพื้นที่ ว่าของเราจะต้อง เอาอย่างนี้แหละ อันนี้สร้างได้ อันนี้สร้างไม่ได้ ตรงนี้ห้ามสร้าง ซึ่งเกิดขึ้นกับกระบวนการ ในการรับฟังความคิดเห็นโดยการทําประชาพิจารณ์ในเรื่องโครงการที่เกี่ยวกับพลังงาน ค่อนข้างมาก เพราะมีผู้อ้างตนว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้รอบรู้เรื่องพลังงานมากมายที่จะต้อง เข้าไปคัดค้าน จะต้องไปปลุกปั่นประชาชน ผมเองก็เคยทํารับฟังความคิดเห็นของประชาชนสมัยเป็นสมาชิกวุฒิสภา มีครั้งหนึ่ง เข้าห้องประชุมไม่ได้เพราะมีกลุ่มที่คัดค้านเดินทางมาจากหลายจังหวัดมานั่งเต็มห้องประชุมเลย อันนั้นก็เป็นตัวอย่างว่าการคัดค้าน การต่อสู้ การรับฟังความคิดเห็นของบ้านเรา ไม่ได้มีความเป็นระเบียบ ไม่ได้มีความเป็นระบบ ไม่มีกฎ ไม่มีเกณฑ์ ไม่ได้ใช้เหตุใช้ผล ไม่ได้ใช้หลักวิชาการเข้ามาสู้กัน เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่ผมอยากจะฝากกรรมาธิการว่า เราจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร ไม่ใช่ว่าการรับฟังเสียงประชาชนไม่ดี เป็นเรื่องที่ดี และเป็นเรื่องที่ต้องทําเลยครับ เพียงแต่ว่าผู้ที่จะมีส่วนร่วมในการเข้ามาเป็นกระบวนการ ในการรับฟังจะต้องยอมเปิดใจกว้าง จะต้องมีความเข้าใจ ทุกอย่างมันไม่ได้อยู่นิ่ง เหมือนกับที่ท่านได้ปลูกฝังความคิดของท่านไว้เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว วิชาการต่าง ๆ เทคโนโลยีต่าง ๆ ได้พัฒนานะครับ เพราะฉะนั้นการก่อสร้างหลายสิ่งหลายอย่างก็ได้มีระบบ ที่ปรับเปลี่ยนไปให้ลดมลภาวะ ให้เหมาะกับภาวะแวดล้อม ให้อยู่ร่วมกับประชาชนได้ ต่าง ๆ นานา อันนั้นเป็นเรื่องของการมีส่วนร่วม ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญและเป็นเรื่องที่ น่าเป็นห่วงมากของประเทศไทย หลายโครงการไม่สามารถรับฟังความคิดเห็นได้ อันนี้เป็นเรื่องที่น่าหนักใจนะครับ ไม่สามารถรับฟังความคิดเห็นได้เลย เพราะมีกลุ่มคน ที่ไม่ยอมให้กระบวนการนั้นเกิดขึ้น เราจะทําอย่างไรกับสิ่งเหล่านี้ ศาลท่านดูแลตรงนี้ได้ไหม

เรื่องที่ ๒ คือข้อ ๘ ที่เป็นข้อเสนอวาระการปฏิรูปนี่ ประเด็นแรกท่านพูดถึง เรื่องการปรับปรุงโครงสร้างยกระดับหน่วยงานรับผิดชอบด้านการประเมินผลกระทบ สิ่งแวดล้อม สนับสนุนครับ ต้องปรับให้มันสามารถดําเนินการได้ทันครับ เพราะปัจจุบันนี้ โครงการต่าง ๆ เพิ่มมากมาย อย่างที่ท่านประธานในวันนี้ได้ชี้แจงแล้ว แล้วก็ปัญหาสําคัญ ก็คือความล่าช้า ซึ่งก็คงเกิดจากหลายปัจจัย เพราะฉะนั้นจะปรับปรุงอย่างไรให้หน่วยงาน ของรัฐสามารถที่จะรองรับกับภาระงานตรงนี้ได้ก็ต้องทํา แน่นอนก็มีหลายคนจะค้านว่า ห้ามขยายองค์กร ห้ามเพิ่มบุคลากรอะไรต่าง ๆ แต่ก็มีไขมันในหน่วยงานต่าง ๆ มาก ที่เราสามารถตัดออกได้ แล้วก็มาเพิ่มในส่วนที่สําคัญจําเป็น เมื่อเช้าผมอ่านบทความ ที่เขาพูดถึงความใหญ่โตของระบบราชการไทยที่ดึงงบประมาณของแผ่นดินมากมาย คนเพียง ๓ เปอร์เซ็นต์ ใช้งบถึง ๖ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) อะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นอันนี้ ก็เป็นเรื่องที่สําคัญเรื่องการขยายหน่วยงานองค์กร แต่ถ้าหน่วยงานสําคัญ ภาระหน้าที่สําคัญ ก็ต้องทํา เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดระบบราชการ ที่จะต้องปรับลดคน เพื่อไปเพิ่มคนในส่วนงานที่จําเป็น ไม่ใช่ใช้กฎเหล็กว่า ห้ามขยายหน่วยงานเสียเลย อันนั้นก็เป็นกฎเหล็กที่ผมคิดว่าจะไม่สามารถทําให้ทุกอย่าง เดินไปข้างหน้าได้

ประเด็นสุดท้ายอยากจะพูดถึงเรื่องข้อ ๒ ย่อยในข้อ ๘ ของท่านนี่นะครับ เรื่องการพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับอีไอเอ (EIA) อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ อย่างยิ่งเลย เพราะว่าการจะทําอีไอเอ (EIA) และท่านยังจะมีเอสอีเอ (SEA) ขึ้นมาอีกนี่ ท่านจะมีบุคลากรทั้งในภาครัฐเองและในภาคเอกชนที่จะต้องเป็นผู้ทํา มีผู้ทํา ผู้ตรวจ ผู้ตรวจสอบต่าง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ต้องใช้คนมหาศาลเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ได้มีข้อเสนอแนะ ในการให้ความรู้ในการจัดทําหลักสูตร ผมก็เห็นด้วย เพียงแต่จะเพิ่มเติมว่าการเรียนในห้อง อย่างเดียว การอบรมอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอที่เราจะบอกว่าเขาทําได้หรือทําไม่ได้ เขามีความรอบรู้ขนาดไหน ยิ่งวิทยาการเทคโนโลยีมันไปไกลแล้วก็จะต้องติดตามให้ทัน ถึงจะสามารถพูดกันรู้เรื่องว่ามลพิษนี้ออกมาจากพลังงานประเภทไหน อย่างไร จึงอยากจะฝากว่าน่าจะทําเป็นระบบคุณวุฒิวิชาชีพด้วยคือโปรเฟสชันนัล ควอลิฟิเคชัน (Professional Qualification) ซึ่งขณะนี้รัฐบาลให้ความสําคัญในเรื่องนี้มาก มีคณะกรรมการระดับชาติ คณะกรรมการระดับปฏิบัติการ เพื่อที่จะขับเคลื่อนการใช้ระบบคุณวุฒิวิชาชีพไปกับวิชาชีพต่าง ๆ ของประเทศ เพราะฉะนั้น ระบบนี้สามารถนํามาใช้ในการที่จะรับรองบุคลากรที่อยู่ในวิชาชีพการประเมินผลกระทบ กับสิ่งแวดล้อมได้ เพราะว่าระบบของวิชาชีพเหนือกว่าแค่การผ่านการอบรม คือเราเน้น ในเรื่องของสมรรถนะ เน้นในเรื่องของประสบการณ์ทําจริง ที่ภาษาอังกฤษใช้คําว่า คอมพีเทนซี (Competency) ไม่ใช่ว่าผ่านการอบรมมาแล้วก็เอาไปทํางานได้เลย ไม่ใช่อย่างนั้น ก็ต้องไปผ่านการทดสอบ กระบวนการทดสอบก็ต้องเกิดขึ้น ก็ต้องมี ศูนย์ทดสอบ ก็ฝากท่านประสานกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพซึ่งเป็นองค์การมหาชน ที่จะดําเนินการในเรื่องนี้ให้กับท่าน ร่วมกับท่านในการสร้างกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อใช้ทดสอบ เราจะได้บุคลากรที่มีความสามารถจะไปทําการประเมินผลกระทบ จากสิ่งแวดล้อมได้จริง ก็ขอขอบพระคุณ แล้วก็ขอสนับสนุนให้เราเสนอเรื่องนี้ไปสู่รัฐบาล เพื่อดําเนินการปฏิรูปในเรื่องของผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ