ประสิทฺธิ์ ปทุมารักษ์ นำเสนอแนวทางปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมผ่านการใช้เครื่องติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) เพื่อลดความแออัดในเรือนจำและปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยเสนอให้ใช้เทคโนโลยีนี้สนับสนุนการปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่ต้องใช้เงินประกัน พร้อมผลักดันการตั้งคณะอนุกรรมาธิการเพื่อศึกษาและพัฒนาระบบการบริหารจัดการที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานอย่างมีประสิทธิภาพ และนำเสนอการใช้ระบบซิงเกิลคอมมานด์ที่ผสานเทคโนโลยีเช่น OTP และ QR Code เพื่อยืนยันตัวตนและถ่ายโอนความรับผิดชอบผู้ต้องหาอย่างเป็นระบบตั้งแต่จับกุมจนถึงการส่งตัวให้ศาล
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๙๒ ก็ขออนุญาตนําเสนอในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมให้ดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปการใช้เครื่องมือ อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวหรือภาษาอังกฤษที่เรียกว่าอิเล็กทรอนิกส์มอนิเทอริง (Electronic Monitoring) ซึ่งต่อไปขอเรียกสั้น ๆ ว่า อีเอ็ม (EM) ซึ่งจะย่อมาจากอิเล็กทรอนิกส์ มอนิเทอริง (Electronic Monitoring) เพื่อสะดวกในการนําเสนอครับ
ในส่วนที่ได้รับฉันทานุมัติจากคณะกรรมาธิการชุดใหญ่ให้มีการตั้ง คณะอนุกรรมาธิการ ซึ่งเป็นคณะอนุกรรมาธิการที่จะดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องการดําเนินงาน ในองค์กรกระบวนการยุติธรรมให้มีการปรับใช้เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายซึ่งได้ออกมาก่อน หน้านี้หลาย ๆ ฉบับที่เกี่ยวข้อง กระผมในฐานะที่ได้รับมอบหมายจึงได้ดําเนินการแล้วก็ได้ ปรึกษาหารือแล้วก็หารือกับผู้ที่มีความชํานาญที่มีประสบการณ์ทางด้านกฎหมายโดยเฉพาะ ๒ ท่าน คือ ท่านอัยการเด่นเดือนและอัยการยรรยงแล้วก็ทางฝ่ายเทคนิคก็คือท่านดอกเตอร์ วิษณุ ตัณฑวิรุฬห์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาอยู่ที่ทาง กสทช.แล้วก็ท่านอาจารย์พงษ์ศักดิ์ซึ่งเป็น ผู้ช่วยอธิการบดีอยู่ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งเป็นผู้ที่ เชี่ยวชาญในด้านเครื่องไม้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์มาช่วยดําเนินการแล้วก็ให้ข้อมูล คณะได้มี การวางแนวทางในการที่จะปฏิรูปก็คือได้วางแผนการปฏิรูป ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่ามีกฎหมาย ที่ออกมาหลาย ๆ ฉบับในช่วงปลายปี ๒๕๕๘ ก็คือกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องของวิธีพิจารณา ความอาญา เรื่องการใช้อีเอ็ม (EM) ซึ่งเดิมทีทางตัวอีเอ็ม (EM) นั้นใช้ในกรณีที่ภายหลังศาล ตัดสินเป็นที่เรียบร้อยแล้วและอยู่ในช่วงที่มีโทษไม่มากนักหรือช่วงพักโทษซึ่งเป็นดุลยพินิจ ในการที่ศาลจะใช้อีเอ็ม (EM) การใช้อีเอ็ม (EM) ในลักษณะเดิมนั้นเป็นการใช้ในลักษณะที่เช่า เครื่องมาดําเนินการ ซึ่งเครื่องที่เช่ามานั้นทางกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรมเช่ามา ในอัตราเครื่องละ ๒๒,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี เสร็จแล้วเครื่องมือเหล่านั้นก็ต้องส่งคืน ได้ดําเนินการใช้กับผู้ต้องขังประมาณ ๓,๐๐๐ คนเศษซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ใช้แล้วแต่ละปีนั้น ก็จะหมดไป เพราะฉะนั้นในช่วงที่มีการดําเนินการในเรื่องนี้ทางท่านนายกรัฐมนตรีเองท่านก็ได้ มีความเห็นในเรื่องนี้ว่าควรที่ให้มีการพัฒนา เพราะฉะนั้นกระผมก็จะขออนุญาตเรียน ท่านประธานแล้วก็ทางที่ประชุมขอนําเสนอเพื่อเป็นแนวทางในการที่จะปูพื้นให้กับ ทางท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกทุกท่านได้รับทราบว่าอีเอ็ม (EM) นั้นเป็นอย่างไรนะครับ ก็ขออนุญาตท่านประธานที่จะฉายวีดิทัศน์นําเสนอก่อนนะครับ ประมาณไม่เกิน ๑๐ นาที กราบขอบพระคุณและขออนุญาตครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)
“………… : ในปัจจุบันปัญหาความเหลื่อมล้ําของสังคมเป็นเรื่องสําคัญ เมื่อคนจนต้องคดีอาญาไม่มีเงินประกันตัวต้องเข้าคุกเป็นผู้ต้องขังระหว่างสอบสวนในขั้นตอน ของตํารวจหรืออัยการ หรือผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาพิพากษาในขั้นตอนของศาล แม้กระทั่ง ผู้ต้องหาที่ตั้งครรภ์ที่ไม่มีเงินประกันตัวจะต้องเป็นผู้ต้องขังเช่นเดียวกัน บางรายคลอดลูก ในคุกและเลี้ยงลูกในคุกระหว่างรอการพิจารณาคดี ในขณะเดียวกันปัญหาความแออัดในคุก ก็เป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องรีบแก้ไข ผู้ต้องขังหรือนักโทษได้รับผลกระทบทั้งทางร่างกายและ จิตใจ ต้องนอน กิน และใช้ชีวิตความเป็นอยู่อย่างแออัด เกิดความเครียดได้ง่าย และสร้าง ปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงปัญหาการควบคุมดูแลผู้ต้องหาหรือนักโทษที่ไม่ทั่วถึงอาจ ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทและเกิดจลาจลได้ ปัญหาเหล่านี้เกิดจากกระบวนการยุติธรรมที่ใช้ เวลาค่อนข้างนานในการพิจารณาพิพากษาคดีอาญาต่าง ๆ”
“............ : มีการปรับปรุงเรื่องการสั่งปล่อยตัวผู้ต้องหาชั่วคราวและกําหนด มาตรการป้องกันในการหลบหนี โดยศาลสามารถจะสั่งให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในการตรวจสอบ หรือจํากัดการเดินทางของผู้ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวด้วยเพื่อลดภาระ ในความแน่นของผู้ต้องหาในเรือนจําเหล่านี้นะครับ”
“............: คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการดําเนินงานในองค์กรกระบวนการ ยุติธรรมได้ดําเนินการศึกษาการนําอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวหรืออีเอ็ม (EM) มาใช้ ในกระบวนการยุติธรรมเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ําในสังคม ปัญหาความยากจนไม่มีเงิน ประกันตัวและเสียโอกาสได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวหรือปัญหาผู้ต้องหาหรือจําเลยหลบหนี ในชั้นปล่อยตัวชั่วคราว”
“............ : เพื่อแก้ไขปัญหาความแออัดในเรือนจํา จึงได้มีแนวคิดการใช้ ระบบติดตามตัวด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการควบคุมผู้ต้องหาภายนอกเรือนจําเพื่อลด จํานวนผู้ต้องหาที่จะถูกกักขังในเรือนจําระหว่างชั้นพนักงานสอบสวน ชั้นพนักงานอัยการ และชั้นพิจารณาของศาลหรือการพิจารณาผู้ต้องขังที่กระทําความผิดโทษสถานเบา นักโทษ ที่มีความประพฤติดีหรือที่กําลังจะพ้นโทษให้สามารถออกมาใช้ชีวิตภายนอกเรือนจํา ได้ระบบติดตามตัวด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วย อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว หรืออีเอ็ม (EM) เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยตรวจสอบและควบคุมตามเงื่อนไขระหว่างการปล่อยตัว ไม่ใช่เครื่องพันธนาการ ไม่ใช่เครื่องป้องกันการหลบหนี แต่ช่วยติดตามในกรณีที่มี การหลบหนี ผู้ต้องหา ผู้ต้องขัง หรือนักโทษเหล่านี้ที่ได้รับการปล่อยตัวจะต้องสวมอุปกรณ์อีเอ็ม (EM) ที่มีลักษณะเป็นสายรัดข้อเท้าตลอดเวลาและไม่สามารถถอดออกได้ ระบบประมวลผลกลาง หรือระบบซิงเกิลคอมมานด์ (Single Command) จะทํางานร่วมกับอุปกรณ์อีเอ็ม (EM) โดยเป็นศูนย์กลางข้อมูล การติดตามและการควบคุม ช่วยให้การส่งมอบผู้ต้องหา ไม่จําเป็นต้องถอดอุปกรณ์อีเอ็ม (EM) ระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ช่วยลดต้นทุนการบริหารจัดการและลดการใช้จ่ายงบประมาณที่ซ้ําซ้อน
หน่วยควบคุมระบบติดตามตัวหรือคอลเซ็นเตอร์(Call Center) จะทํางาน ร่วมกับระบบซิงเกิลคอมมานด์ (Single Command) ในการแจ้งเหตุการณ์ผิดเงื่อนไข การพยายามทําลายหรือการพยายามหลบหนีเพื่อเป็นข้อมูลในการติดตามและจับกุม โดยจะแบ่งเขตพื้นที่การควบคุมออกเป็น ๙ ภาค ตามเขตอํานาจศาลยุติธรรม โดยมีหน่วย ควบคุมระบบติดตามตัวประจําภาค ประกอบด้วยหน่วยงานต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรม เป็นผู้บริหารจัดการ อุปกรณ์อีเอ็ม (EM) ระบบซิงเกิลคอมมานด์ (Single Command) และคอลเซ็นเตอร์(Call Center) จะช่วยแก้ปัญหาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ช่วย ลดการใช้จ่ายงบประมาณที่ซ้ําซ้อนของแต่ละหน่วยงาน และช่วยให้การควบคุมผู้ต้องหา เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ
การทํางานของระบบเมื่อมีการกระทําความผิดอาญา ตํารวจจับกุมผู้ต้องหา และอนุญาตให้ประกันตัวหรือปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างการสอบสวน ตํารวจก็ลงทะเบียน ผู้ต้องหาในระบบซิงเกิลคอมมานด์ (Single Command) แล้วจึงปล่อยตัวผู้ต้องหา เมื่อพนักงานสอบสวนทําการสอบสวนเสร็จและต้องการส่งสํานวนการสอบสวนพร้อมตัว ผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ พนักงานสอบสวนแจ้งการส่งมอบตัวผู้ต้องหาไปยังระบบ ซิงเกิลคอมมานด์ (Single Command) เพื่อแจ้งให้พนักงานอัยการที่เป็นผู้รับมอบทราบ ระบบจะส่งรหัสใช้ครั้งเดียวหรือโอทีพี (OTP) ไปยังโทรศัพท์มือถือของผู้ส่งมอบและผู้รับมอบ เมื่อผู้รับมอบและผู้ส่งมอบได้รับรหัส จึงนําไปยืนยันเพื่อพิสูจน์ตัวบุคคลในระบบ ซิงเกิลคอมมานด์ (Single Command) โดยใช้แอปพลิเคชัน (Application) บนโทรศัพท์มือถือ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตํารวจจะแสดงคิวอาร์โค้ด (QR Code) สําหรับการส่งมอบเพื่อให้พนักงาน อัยการแสกน (Scan) คิวอาร์โค้ด (QR Code) เพื่อรับมอบตัวผู้ต้องหา จากนั้นระบบจะโอน สิทธิการควบคุมดูแลจากเจ้าหน้าที่ตํารวจไปยังพนักงานอัยการ เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้อง ผู้ต้องหาเป็นจําเลยต่อศาล และส่งตัวจําเลยพร้อมคําฟ้องจะมีการส่งมอบและรับมอบตัว ผู้ต้องหาในลักษณะเดียวกัน
ในกรณีมีการปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือจําเลยชั่วคราวดังกล่าว ผู้ต้องหาหรือ จําเลยจะอยู่ในการควบคุมของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ สํานักงานอัยการสูงสุด สํานักงาน ศาลยุติธรรมแล้วแต่กรณี หรือในกรณีที่ศาลมีคําพิพากษาให้ลงโทษจําคุกจําเลย จําเลยจะอยู่ ในการควบคุมของกรมราชทัณฑ์ จากนั้นหากได้รับการพิจารณาให้พักการลงโทษหรือจําคุก นอกเรือนจําหรือในกรณีที่ศาลมีคําพิพากษา ให้รอการลงโทษและสั่งคุมความประพฤติ ของจําเลย จําเลยจะอยู่ในการควบคุมของกรมคุมประพฤติหรือกรมพินิจและคุ้มครองเด็ก และเยาวชน หากเกิดเหตุการณ์ผู้ถูกควบคุมผิดเงื่อนไขการควบคุม โดยออกนอกบริเวณ ที่ถูกกําหนดหรือเข้าในบริเวณต้องห้าม หรือพยายามถอดหรือทําลายอุปกรณ์อีเอ็ม (EM) อุปกรณ์จะส่งสัญญาณแจ้งเหตุไปยังระบบซิงเกิลคอมมานด์ (Single Command) ระบบ ซิงเกิลคอมมานด์ (Single Command) จะตรวจสอบข้อมูลตามเงื่อนไขและส่งการแจ้งเตือน ไปยังคอลเซ็นเตอร์(Call Center) ของหน่วยงานที่รับผิดชอบผู้ถูกควบคุมเมื่อติดต่อ กับผู้ถูกควบคุมหรือผู้ค้ําประกัน หรือผู้ปกครองของผู้ถูกควบคุมเพื่อเตือนการผิดเงื่อนไข หากไม่สามารถติดต่อผู้ถูกควบคุมหรือบุคคลดังกล่าวได้ ระบบจึงส่งสัญญาณเตือนไปยัง เจ้าหน้าที่ตํารวจหรือเจ้าพนักงานปกครองท้องถิ่นที่ในเขตพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์ผิดเงื่อนไข เพื่อติดตามหรือจับกุมผู้ถูกควบคุมที่ผิดเงื่อนไข โดยระบบจะแสดงพิกัดตําแหน่งสุดท้ายของ ผู้ถูกควบคุมเป็นอุปกรณ์สมาร์ตโฟน (SmartPhone) หรือแท็บเลต (Tablet) เพื่อใช้เป็น ข้อมูลในการติดตามจับกุมต่อไป เพื่อป้องกันการหลบหนีออกนอกประเทศระบบจะส่ง การแจ้งเตือนเพิ่มเติมไปยังเจ้าหน้าที่ตํารวจตรวจคนเข้าเมืองและด่านตรวจคนเข้าเมือง บริเวณชายแดนและกรมการกงสุลกระทรวงการต่างประเทศ
“………… : การใช้อุปกรณ์อีเอ็ม (EM) ยังช่วยแก้ปัญหาเรือนจํามีปริมาณ ผู้ต้องขังหรือผู้ต้องโทษที่มากเกินไป โดยผู้ต้องขังหรือนักโทษบางส่วนจะถูกควบคุม อยู่ภายนอกเรือนจําจะทําให้สามารถบริหารจัดการพื้นที่ของเรือนจําได้อย่างมีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาความแออัดของผู้ต้องหาหรือนักโทษในเรือนจํา”