ศานิตย์ นาคสุขศรี นำเสนอรายงานการปฏิรูประบบค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ภาครัฐ โดยเน้นความจำเป็นในการปรับโครงสร้างให้เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และสอดคล้องกับหลักวิชาการ พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปเพื่อดึงดูดบุคลากรคุณภาพและใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ทั้งยังชี้ให้เห็นปัญหาความไม่เท่าเทียมในการได้รับค่าตอบแทนระหว่างข้าราชการและองค์กรต่าง ๆ รวมถึงความอ่อนแอของคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ จึงเสนอให้มีการปฏิรูประบบให้เป็นมาตรฐานเดียวกันและสอดคล้องกับค่าครองชีพ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพอย่างสูง ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพทุกท่าน กระผม นายศานิตย์ นาคสุขศรี สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๕๑ ในฐานะกรรมาธิการด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ขอนําเสนอรายงานของ คณะกรรมาธิการเรื่องการปฏิรูประบบค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ภาครัฐ เพื่อที่ ท่านสมาชิกสภาได้โปรดพิจารณาให้ความเห็นและข้อเสนอแนะในวันนี้ครับ รายงานเรื่องนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปตามแผนการปฏิรูปการพัฒนาระบบการบริหารงานบุคคลภาครัฐ ซึ่งประกอบไปด้วยกระบวนการต่าง ๆ หลายกระบวนการ แต่ที่เห็นว่า ๒ เรื่องที่มีความสําคัญ ควบคู่กันนอกจากด้านคนหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้ว การกําหนดค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐ ที่ถูกต้องเหมาะสมก็มีความเหมาะสมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เนื่องจากเป็นเครื่องจูงใจให้คน เข้ามาทํางานในหน่วยงานของรัฐ ได้คนที่มีความรู้ จูงใจให้คนมาทํางานในหน่วยงานของรัฐ ได้คนที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมและมีการใช้วงเงินงบประมาณที่มีความพอดี ในอดีตที่ผ่านมาท่านทั้งหลายอาจจะได้ยินและรับฟังข้อมูลข่าวสารอยู่เสมอถึงการกําหนด สิทธิประโยชน์และค่าตอบแทนที่ไม่เป็นธรรมและเหลื่อมล้ํากันมาก ทั้งข้าราชการระดับสูง และระดับที่ลดหลั่นลงไป หรือความแตกต่างของค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ระหว่าง ข้าราชการแต่ละประเภท รวมทั้งเมื่อเปรียบเทียบกับองค์กรต่าง ๆ ที่ใกล้เคียงกัน อย่างเช่น องค์กรอิสระ องค์กรมหาชน รัฐวิสาหกิจและองค์กรทั้งหลาย อาจกล่าวได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ มีในหน่วยงานของรัฐแทบทุกหน่วย จนกระทั่งท่านนายกรัฐมนตรียังได้ปรารภเรื่องนี้และตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาเฉพาะเรื่องค่าตอบแทนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งอยู่ระหว่าง ดําเนินการ แต่ก็เป็นข่าวดีเพราะว่าเรื่องนี้ตั้งแต่ สปช. สปท. ได้ตั้งเรื่องขึ้นมาก่อน แสดงว่า ท่านนายกรัฐมนตรีท่านสดับตรับฟังและเห็นความสําคัญก็เลยตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา ทําควบคู่ไปกับทางสภาของเรา แม้ในปัจจุบันจะมีคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ หรือ กงช. ทําหน้าที่รับผิดชอบดูแลโดยตรง ก็ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนสถานการณ์รุนแรงขึ้น ซึ่งหากไม่มีมาตรการใด ๆ หรือมีการปฏิรูปให้มีความเหมาะสมแล้ว ให้สอดคล้องกับหลักวิชาการ มีเอกภาพ มีความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ําให้น้อยลงไป นอกจากราชการจะได้คนที่มีคุณภาพมาปฏิบัติงานแล้วยังจะกระทบต่องบประมาณของ ประเทศอีกด้วยถ้าไม่มีการปฏิรูปอาจจะกล่าวว่าถึงขั้นรุนแรงด้วยซ้ําไป จากสถานการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นคณะกรรมาธิการจึงได้มีการศึกษาจัดทํารายงานฉบับนี้ ขึ้นมาโดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกล้า มูลนิธิดอกเตอร์เทียม โชควัฒนา และ สถาบันวิจัยและให้คําปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งต้องขอขอบคุณมาในโอกาสนี้ ทั้งนี้คณะกรรมาธิการก็ได้มีตั้งอนุกรรมการในการดําเนินการซึ่งประกอบไปด้วยกรรมาธิการ ที่มีความรู้ในเรื่องของบุคคลที่มีประสบการณ์ นอกนั้นก็ยังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณหรือเรื่องเงินเดือนต่าง ๆ อย่างเช่น ผู้แทนจาก ก.พ. ผู้แทนจาก ก.พ.ร. ทางอาจารย์จากระดับมหาวิทยาลัยที่มีความรู้ศึกษาในเรื่องนี้จากทั้งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งจะถือว่าในเรื่องของการศึกษานั้นมีทั้งภาคปฏิบัติ จาก สปท. ซึ่งมีประสบการณ์รวมทั้งภาควิชาการ อันนี้ก็ถือว่าเป็นรายงานที่เราได้ทุ่มเทและ ให้ความสําคัญ เอกสารที่มอบให้ท่านทั้งหลายในรายงานจะประกอบไปด้วย ๒ ส่วน คือ บทสรุปสําหรับนักบริหารและบทรายงานฉบับสมบูรณ์ โดยผมจะกล่าวนําเสนอในภาพรวม ถึงที่มาของการศึกษาสภาพปัญหาและประเด็นการปฏิรูป ส่วนที่เกี่ยวข้องกับหลักวิชาการ และการวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ในมิติต่าง ๆ จะได้มอบให้ ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อัมพร ธํารงลักษณ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการเป็นผู้รายงานเนื้อหาสาระ และผมจะสรุป ขออนุญาตสรุปเสนอการปฏิรูปในตอนท้ายซึ่งจะมีความสมบูรณ์ตามรายงาน
สําหรับหลักการและเหตุผลในการศึกษาครั้งนี้ก็คือจากมูลเหตุที่มาจาก การทําในเรื่องนี้ผมขอเรียนว่ามี ๓ สาเหตุ คือ
๑. จากผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๕๗ ผลการศึกษา ได้สรุปเป็นวาระตามประเด็นต่าง ๆ ในแผนขั้นตอนการปฏิรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนปฏิรูป ระยะที่ ๓ คือการยกร่างกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ของ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้เป็นธรรมและไม่เหลื่อมล้ํา รวมทั้งเพื่อจะดึงดูดให้คนดีและ คนเก่งเข้ามารับราชการมากขึ้น ดังนั้นทางกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินคือ สปท. เรา จึงได้สานต่อได้นําข้อเสนอการปฏิรูปดังกล่าว มาขับเคลื่อนต่อไปให้เป็นรูปธรรมเมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติได้สิ้นสุดลงไปแล้วตามรายงานฉบับนี้ ซึ่งถือว่าเป็นการสานต่อซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งเลยนะครับ
ข้อที่ ๓ เพื่ออนุวัตตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับผ่านประชามติ มาตรา ๒๕๘ ข (๔) ที่บัญญัติให้มีการปรับปรุงและพัฒนาการบริหารงานบุคคลภาครัฐ เพื่อจูงใจให้ผู้มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงเข้ามาทํางานในหน่วยงานของรัฐ สภาพปัญหาหรือสถานการณ์ปัจจุบันผมเห็นว่าจากสาเหตุที่ต้องมีการศึกษาเรื่องนี้ ดังกล่าวถึง ๓ เหตุผล ถ้าจะพิจารณาในแง่ของสภาพปัญหาและสถานการณ์ที่เป็นอยู่ อาจจะ สรุปได้เป็น ๖ ประการ
ประการแรกการที่ราชการไทยมีคณะกรรมการกลางบริหารงานบุคคล หลายประเภทหรือหลายคณะ แต่ละคณะต่าง ๆ อ้างเหตุผลเพื่อปรับค่าตอบแทนจนเกิด ความแตกต่างกันมากขึ้น ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเพื่อเป็นข้อสังเกตโดยสังเขปนะครับ นายกรัฐมนตรีของเราที่ถือเป็นผู้บริหารสูงสุดของประเทศได้รับเงินเดือน ค่าเงินประจํา ตําแหน่ง ๑๒๕,๐๙๐ บาท แต่ถ้าเผื่อเปรียบเทียบกับองค์กรอิสระ เลขาธิการ กกต. ได้เงินเดือน เงินประจําตําแหน่ง เงินเพิ่มพิเศษรวมแล้ว ๑๗๐,๐๐๐ บาท เลขาธิการ ป.ป.ช. ก็รวมแล้วได้ ๑๔๕,๐๐๐ บาท สําหรับองค์กรมหาชน ๔๐ กว่าองค์กรไม่มีองค์กรไหน เงินเดือนค่าตอบแทนต่ํากว่า ๒๐๐,๐๐๐ บาท ในระดับสูงสุดก็ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าบาท เหยียบ ๆ เกือบ ๔๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้นะครับก็ถือว่าเป็นตัวอย่างในเรื่องของความเหลื่อมล้ํา ถ้าเปรียบเทียบข้าราชการที่ใกล้เคียงกัน ท่านปลัดกระทรวงอย่างเช่นปลัดวิบูลย์ได้เงินเดือน จริง ๆ เต็มขั้น ๗๖,๘๐๐ บาท มีเงินประจําตําแหน่งด้วยก็เป็น ๑๑๘,๐๐๐ บาท แต่ในขณะเดียวกันข้าราชการหรือพนักงานของท้องถิ่นเงินเดือนเต็มขั้นในผู้บริหารระดับสูง ๘๐,๐๐๐ บาท สูงกว่าปลัดกระทรวง สูงกว่าอธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด และถ้ารวมทั้ง เงินประจําตําแหน่ง เงินโบนัสอีก ก็ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าบาท แม้แต่ข้าราชการด้วยกันเองก็ยัง เห็นชัด ทั้ง ๆ ที่ถ้าพูดพนักงานท้องถิ่นก็อยู่ภายใต้การกํากับดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งปลัดกระทรวงอะไรต่าง ๆ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ให้เห็นอย่างชัดเจนนะครับ ก็อยากจะเรียน เป็นตัวอย่างให้ทราบถึงประเด็นแรก
ประเด็นที่ ๒ แม้จะมีคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติก็ไม่สามารถ ปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ หรืออาจกล่าวได้ว่าองค์กรกลาง ในการบริหารค่าตอบแทนยังไม่เข้มแข็ง เพราะว่าเมื่อก่อนทาง ก.พ. ก็ดูแลข้าราชการ เกือบทุกประเภท ตอนหลังก็มีการแยก แยกตัวออกไปเป็น ก. ต่าง ๆ ถึง ๑๙ ก. แล้วก็ใช้กฎหมาย ของตัวเอง กฎหมายพิเศษไปกําหนดค่าตอบแทนได้ โดยไม่อยู่ภายใต้คณะกรรมการพิจารณา เงินเดือนแห่งชาติ
ประเด็นที่ ๓ การปรับค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะข้าราชการ ไม่สามารถปรับค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นตามความเป็นจริง อันนี้ก็จะ เป็นตัวแปรตัวหนึ่งในเรื่องของค่าครองชีพหรือจีดีพี (GDP) ของประเทศ ซึ่งจะต้องเอาทาง วิชาการเข้ามากําหนดด้วยนะครับ
ประเด็นที่ ๔ การที่หน่วยงานของรัฐแต่ละประเภทต่างกําหนดค่าตอบแทน และสิทธิประโยชน์ไม่เป็นระบบเดียวกันจนเกิดความแตกต่างกันมากเมื่อพิจารณาในภาพรวม ทั้งหมด
ประเด็นที่ ๕ ข้าราชการบางตําแหน่งได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ ในคณะกรรมการต่าง ๆ หลายคณะ จนมีผลให้ค่าตอบแทนรวมที่ได้รับเพิ่มพูนมากกว่า ข้าราชการอื่น ๆ จนมีความรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมสําหรับข้าราชการโดยรวม สําหรับ สถานการณ์ในเรื่องของประเด็นการปฏิรูป ผมอยากจะขอกราบเรียนว่าซึ่งเป็นมูลเหตุจูงใจให้ มีการศึกษาถึงสาเหตุปัญหาดังกล่าว รวมตลอดถึงผลที่จะต้องปฏิบัติตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จึงได้มีประเด็นการปฏิรูปในเรื่องนี้รวม ๕ ประเด็น คือ
ประเด็นแรก การปรับคณะกรรมการองค์กรกลางด้านพิจารณาค่าตอบแทน เสียใหม่
ประเด็นที่ ๒ การแก้ไขพระราชบัญญัติกําหนดอํานาจหน้าที่องค์กร ตามประเด็นแรกให้ครอบคลุมการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่
ประเด็นที่ ๓ การกําหนดองค์ประกอบของค่าตอบแทนตามหลักวิชาการ ให้เหมาะสม
ประเด็นที่ ๔ การกําหนดมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรของรัฐ ให้อยู่ในร้อยละ ๓๕-๔๐ ตามมาตรฐานที่ยอมรับกันโดยทั่วไป
ในโอกาสต่อไปผมขออนุญาตท่านประธานได้ขอมอบให้ท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อัมพร ธํารงลักษณ์ ได้นําเสนอรายงานผลการศึกษาในเชิงวิชาการต่อไปครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ